กระทรวงพลังงาน ออกมายืนยันปริมาณนํ้ามันเชื้อเพลิงของประเทศ ยังมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ไม่น้อยกว่า 101 วัน แบ่งเป็นนํ้ามันสำรองเพื่อการค้า 1,802 ล้านลิตร (ประมาณ 17 วัน) นํ้ามันสำรองตามกฎหมาย 3,389 ล้านลิตร (ประมาณ 25 วัน) นํ้ามันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 3,623ล้านลิตร (ประมาณ 29 วัน) และนํ้ามันที่ยืนยันการจัดหาแล้วจากทุกเส้นทางอีก 3,700 ล้านลิตร (ประมาณ 30 วัน)
ขณะที่ กรมธุรกิจพลังงาน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบปริมาณสำรองนํ้ามันเชื้อเพลิง ณ คลังนํ้ามันสำรอง จำนวน 53 แห่ง ทั่วประเทศ รวม 23 จังหวัด ยืนยันว่า มีปริมาณนํ้ามันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้ในประเทศ และระบบการกระจายนํ้ามัน ยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ พร้อมทั้งกำชับผู้ค้านํ้ามันให้บริหารจัดการสต็อก และการขนส่งนํ้ามันอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสถานีบริการและประชาชน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ยังพบว่า ประชาชนยังประสบปัญหา โดยเฉพาะที่อยู่ต่างจังหวัด ยังเข้าคิวรอเติมนํ้ามัน และสถานีบริการนํ้ามัน ยังจำกัดการเติมนํ้ามันที่ 500 บาทต่อครั้ง และมีบริการไม่เพียงพอ ต้องรอเติมในวันถัดไป ซึ่งลักษณะเหตุการณ์นี้ได้ลามขยายวงกว้างขึ้นไปเกือบทุกจังหวัด
เมื่อมาดูต้นเหตุปัญหา ก็พบว่า คลังนํ้ามันต่างๆ ไม่ยอมปล่อยนํ้ามันออกสู่สถานีบริการนํ้ามัน โดยมีการควบคุมโควตาการรับนํ้ามันในแต่ละวัน จากภาวะปกติที่สถานีบริการนํ้ามันจะได้รับประมาณ 18,000 ลิตรต่อวัน ปัจจุบันเหลือให้โควตาแค่ 9,000 ลิตรต่อวัน แม้จะมีการปรับราคานํ้ามันหน้าปั๊มขึ้นไปแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ แต่เดิมในภาวะปกติกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มฟลีตรถบรรทุกขนส่ง จะซื้อนํ้ามันผ่านจ๊อบเบอร์ หรือ ผู้ค้ามาตรา 7 โดยตรง ซึ่งมีราคาถูกกว่าราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการนํ้ามัน แต่เมื่อราคาหน้าโรงกลั่น หรือ หน้าคลังนํ้ามันขยับขึ้นมาตามราคาตลาดโลก เช่น นํ้ามันดีเซล ที่ประมาณ 39-40 บาทต่อลิตร
ในขณะที่ราคาขายหน้าปั๊มอยู่ในระดับ 30.44 บาทต่อลิตร และคาดว่าจะตรึงที่ราคาที่ระดับ 33 บาทต่อลิตร จึงเป็นแรงจูงใจให้กับกลุ่มอุตสาหกรรม และ กลุ่มฟลีตรถบรรทุก หันมาเติมนํ้ามันที่สถานีบริการนํ้ามันแทนเพื่อลดต้นทุน รวมถึงปั๊มลอยหรือ ปั๊มอิสระ จากที่เคยรับนํ้ามันจากจ๊อบเบอร์ ก็จะมาซื้อนํ้ามันจากสถานีบริการนํ้ามัน ไปจำหน่ายเช่นกัน
เมื่อคลังนํ้ามัน จำกัดโควตา บวกด้วยการแย่งนํ้ามันของกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มฟลีตรถบรรทุก และอื่นๆ จึงทำให้ปริมาณนํ้ามันที่มีอยู่จึงไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละพื้นที่
ทั้งที่เข้าใจว่า เหตุใดคลังนํ้ามันไม่กล้าปล่อยนํ้ามันออกมามากให้กับสถานีบริการนํ้ามัน เนื่องจากเกรงว่าจะขาดทุนมากขึ้น จากค่าการตลาดที่อยู่ในสภาวะติดลบ และการจ่ายเงินชดเชยที่ล่าช้าของกองทุนนํ้ามันฯ ปะะกอบกับปริมาณการรับนํ้ามันจากคลังของจ๊อบเบอร์ที่ได้เงินสดและราคาที่สูงกว่าราคาหน้าปั๊มลดลง จึงกำจัดปริมาณการขายนํ้ามันผ่านสถานีบริการนํ้ามัน
ดังนั้น การแก้ไขปัญหานํ้ามันมีใช้ไม่เพียงพอ จึงต้องไปแก้ที่ต้นเหตุ ซึ่งจะต้องพิจารณาดูว่า ทางกระทรวงพลังงาน หรือ รัฐบาลมีอำนาจใด ที่จะไปสั่งให้คลังนํ้ามันยกเลิกการคุมโควตาในการรับนํ้ามันของสถานีบริการนํ้ามันแต่ละแห่งได้หรือไม่ รวมถึงการช่วยเหลือกลุ่มอุตสาหกรรม และ กลุ่มฟลีตรถบรรทุกขนส่ง ที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนราคานํ้ามันอยู่ในระดับเวลานี้
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,185 วันที่ 22 -25 มีนาคม พ.ศ. 2569
แก้นํ้ามันขาดแคลนที่สถานีบริการ ต้องยกเลิกคุมโควตาที่คลังนํ้ามัน
ขณะที่ กรมธุรกิจพลังงาน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบปริมาณสำรองนํ้ามันเชื้อเพลิง ณ คลังนํ้ามันสำรอง จำนวน 53 แห่ง ทั่วประเทศ รวม 23 จังหวัด ยืนยันว่า มีปริมาณนํ้ามันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้ในประเทศ และระบบการกระจายนํ้ามัน ยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ พร้อมทั้งกำชับผู้ค้านํ้ามันให้บริหารจัดการสต็อก และการขนส่งนํ้ามันอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสถานีบริการและประชาชน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้