ถ้าพูดถึงอาหารที่ "หรูหรา" ที่สุดในโลก ชื่อของ คาเวียร์ ต้องติดโผอันดับต้นๆ แน่นอนค่ะ แต่รู้ไหมคะว่า กว่าจะมาเป็นเม็ดไข่ปลาแวววาวที่วางอยู่บนแครกเกอร์หรือเลเยอร์บนอาหาร Fine Dining มีความจริงหลายอย่างที่เปลี่ยนความเข้าใจเดิมๆ ของเราไปเลยล่ะค่ะ
1. ไม่ใช่ไข่ปลาทุกชนิดจะเรียกว่า "คาเวียร์"
หลายคนเข้าใจผิดว่าไข่ปลาเม็ดๆ ที่กินกับซูชิคือคาเวียร์ แต่ความจริงตามนิยามดั้งเดิม "คาเวียร์" ต้องมาจากปลาสเตอร์เจียน เท่านั้นค่ะ ส่วนไข่ปลาสีส้มๆ ที่เรากินในร้านอาหารญี่ปุ่นนั่นคือ ไข่ปลาแซลมอล ไม่ใช่คาเวียร์ค่ะ
2. ทำไมถึงแพงหูฉี่? (คำตอบอยู่ที่ "เวลา")
ความแพงของมันไม่ได้มาจากความหายากอย่างเดียวค่ะ แต่มาจาก "ความอดทน" ปลาสเตอร์เจียนบางสายพันธุ์ต้องใช้เวลาฟูมฟักนานถึง 10-20 ปี กว่าจะผลิตไข่ชุดแรกออกมาได้! คิดดูสิคะว่าต้องดูแลกันยาวนานแค่ไหน แถมขั้นตอนการเก็บเกี่ยวไข่ยังต้องใช้ความประณีตสุดๆ เพื่อไม่ให้เม็ดไข่แตกสลายไปก่อนถึงมือเรา
3. ห้ามใช้ "ช้อนโลหะ" ตักเด็ดขาด!
เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับสาวๆ สายคอนเทนต์นะคะ ถ้าจะทานคาเวียร์ให้อร่อยและดูเป็นมือโปร ห้ามใช้ช้อนเงินหรือช้อนสแตนเลส ค่ะ! เพราะโลหะจะทำปฏิกิริยากับไข่ปลา ทำให้รสชาติเปลี่ยนเป็นรสสนิมเหล็กเสียของหมดเลย เคล็ดลับคือต้องใช้ ช้อนที่ทำจากเปลือกหอยมุก ไม้ หรือแก้ว เพื่อคงความหอมมันตามธรรมชาติไว้ให้ดีที่สุดค่ะ
4. คาเวียร์เลิฟเวอร์... ผิวสวยด้วยนะ?
อันนี้ถูกใจผู้หญิงอย่างเราแน่นอนค่ะ ในคาเวียร์อุดมไปด้วยโอเมก้า 3, วิตามินเอ, ดี และอี รวมถึงกรดอะมิโนที่ช่วยเรื่องความยืดหยุ่นของผิว จนแบรนด์สกินแคร์ระดับโลกหลายแบรนด์เอาสารสกัดจากคาเวียร์ไปใส่ในครีมกระปุกละหมื่น! การทานในปริมาณที่เหมาะสมจึงเหมือนเป็นการเติมอาหารผิวชั้นดีจากภายในเลยค่ะ
5. สีดำไม่ได้แปลว่าดีที่สุด
เราอาจจะชินกับคาเวียร์สีดำสนิท แต่จริงๆ แล้วคาเวียร์มีหลายเฉดตั้งแต่สีเทาอ่อน สีทอง ไปจนถึงสีน้ำตาลเข้มค่ะ อย่าง "Almas Caviar" ซึ่งถือเป็นคาเวียร์ที่แพงที่สุดในโลก มีสีเหลืองทองอร่าม มาจากปลาสเตอร์เจียนเผือกที่มีอายุเกือบ 100 ปี! ดังนั้นสีไม่ได้บอกแค่ความสวย แต่บอกถึงสายพันธุ์และอายุของปลาด้วยค่ะ
สรุปส่งท้าย
คาเวียร์ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของความรวยค่ะ แต่คือศิลปะของการรอคอยและความประณีตในการปรุงรส คราวหน้าถ้าได้ลองทาน อย่าลืมค่อยๆ ใช้ลิ้นดุนให้เม็ดไข่แตกกระจายในปาก เพื่อสัมผัสรสชาติแห่งท้องทะเลที่แท้จริงนะคะ
คาเวียร์ : อัญมณีสีดำบนปลายช้อน กับความจริงที่คุณอาจไม่เคยรู้
1. ไม่ใช่ไข่ปลาทุกชนิดจะเรียกว่า "คาเวียร์"
หลายคนเข้าใจผิดว่าไข่ปลาเม็ดๆ ที่กินกับซูชิคือคาเวียร์ แต่ความจริงตามนิยามดั้งเดิม "คาเวียร์" ต้องมาจากปลาสเตอร์เจียน เท่านั้นค่ะ ส่วนไข่ปลาสีส้มๆ ที่เรากินในร้านอาหารญี่ปุ่นนั่นคือ ไข่ปลาแซลมอล ไม่ใช่คาเวียร์ค่ะ
2. ทำไมถึงแพงหูฉี่? (คำตอบอยู่ที่ "เวลา")
ความแพงของมันไม่ได้มาจากความหายากอย่างเดียวค่ะ แต่มาจาก "ความอดทน" ปลาสเตอร์เจียนบางสายพันธุ์ต้องใช้เวลาฟูมฟักนานถึง 10-20 ปี กว่าจะผลิตไข่ชุดแรกออกมาได้! คิดดูสิคะว่าต้องดูแลกันยาวนานแค่ไหน แถมขั้นตอนการเก็บเกี่ยวไข่ยังต้องใช้ความประณีตสุดๆ เพื่อไม่ให้เม็ดไข่แตกสลายไปก่อนถึงมือเรา
3. ห้ามใช้ "ช้อนโลหะ" ตักเด็ดขาด!
เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับสาวๆ สายคอนเทนต์นะคะ ถ้าจะทานคาเวียร์ให้อร่อยและดูเป็นมือโปร ห้ามใช้ช้อนเงินหรือช้อนสแตนเลส ค่ะ! เพราะโลหะจะทำปฏิกิริยากับไข่ปลา ทำให้รสชาติเปลี่ยนเป็นรสสนิมเหล็กเสียของหมดเลย เคล็ดลับคือต้องใช้ ช้อนที่ทำจากเปลือกหอยมุก ไม้ หรือแก้ว เพื่อคงความหอมมันตามธรรมชาติไว้ให้ดีที่สุดค่ะ
4. คาเวียร์เลิฟเวอร์... ผิวสวยด้วยนะ?
อันนี้ถูกใจผู้หญิงอย่างเราแน่นอนค่ะ ในคาเวียร์อุดมไปด้วยโอเมก้า 3, วิตามินเอ, ดี และอี รวมถึงกรดอะมิโนที่ช่วยเรื่องความยืดหยุ่นของผิว จนแบรนด์สกินแคร์ระดับโลกหลายแบรนด์เอาสารสกัดจากคาเวียร์ไปใส่ในครีมกระปุกละหมื่น! การทานในปริมาณที่เหมาะสมจึงเหมือนเป็นการเติมอาหารผิวชั้นดีจากภายในเลยค่ะ
5. สีดำไม่ได้แปลว่าดีที่สุด
เราอาจจะชินกับคาเวียร์สีดำสนิท แต่จริงๆ แล้วคาเวียร์มีหลายเฉดตั้งแต่สีเทาอ่อน สีทอง ไปจนถึงสีน้ำตาลเข้มค่ะ อย่าง "Almas Caviar" ซึ่งถือเป็นคาเวียร์ที่แพงที่สุดในโลก มีสีเหลืองทองอร่าม มาจากปลาสเตอร์เจียนเผือกที่มีอายุเกือบ 100 ปี! ดังนั้นสีไม่ได้บอกแค่ความสวย แต่บอกถึงสายพันธุ์และอายุของปลาด้วยค่ะ
สรุปส่งท้าย
คาเวียร์ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของความรวยค่ะ แต่คือศิลปะของการรอคอยและความประณีตในการปรุงรส คราวหน้าถ้าได้ลองทาน อย่าลืมค่อยๆ ใช้ลิ้นดุนให้เม็ดไข่แตกกระจายในปาก เพื่อสัมผัสรสชาติแห่งท้องทะเลที่แท้จริงนะคะ