เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมประเทศที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ล้ำสมัยที่สุดในโลก ถึงแทบไม่มีบทบาทเลยในสมรภูมิซอฟต์แวร์
เรื่องนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยบทเรียนสำคัญ ลองจินตนาการถึงภาพรวมของประเทศญี่ปุ่นในปีที่ผ่านมา
ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับภาวะขาดดุลการค้าดิจิทัลสูงถึง 37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2015 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพวกเขากำลังพึ่งพาการนำเข้าซอฟต์แวร์และบริการคลาวด์จากต่างชาติอย่างมหาศาล...
เราคุ้นเคยกับแบรนด์ฮาร์ดแวร์ระดับตำนานอย่าง Sony หรือ Panasonic
แต่กลับแทบจะนึกไม่ออกเลยว่าญี่ปุ่นมีบริษัทระดับ Microsoft หรือ Adobe เป็นของตัวเองบ้างหรือไม่
ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 20 รัฐบาลญี่ปุ่นโดยกระทรวง MITI พยายามอย่างหนักที่จะสร้างอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ของชาติตนเองให้ยิ่งใหญ่
โดยมีเป้าหมายหลักคือการต่อกรกับยักษ์ใหญ่อย่าง IBM...
IBM เริ่มเข้ามาทำตลาดในญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1925 และสามารถตั้งหลักได้อย่างมั่นคง
รัฐบาลญี่ปุ่นในเวลานั้นพยายามออกกฎหมายเพื่อบีบให้บริษัทต่างชาติต้องร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่น
แต่ IBM ยืนกรานที่จะถือหุ้นทั้งหมดด้วยตัวเอง ซึ่งสร้างความตึงเครียดให้กับทางการญี่ปุ่นอย่างมาก
แต่ด้วยเทคโนโลยีที่เหนือชั้นกว่า ลูกค้าองค์กรในญี่ปุ่นก็ยังคงเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของ IBM อย่างต่อเนื่อง...
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนวงการเกิดขึ้นในปี 1964 เมื่อ IBM เปิดตัวคอมพิวเตอร์ System/360 ที่มาพร้อมกับสถาปัตยกรรมล้ำยุคและประสิทธิภาพที่ทรงพลัง
ทางการญี่ปุ่นไม่ยอมแพ้และริเริ่มโครงการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงในปี 1966 เพื่อหวังจะโค่นล้มความยิ่งใหญ่ของ System/360 ให้สำเร็จจงได้
แต่ความผิดพลาดครั้งใหญ่คือการที่โครงการนี้พุ่งเป้าไปที่การพัฒนาฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว โดยมองข้ามหัวใจสำคัญอย่างยุทธศาสตร์ด้านซอฟต์แวร์ไปอย่างสิ้นเชิง...
แม้จะมีการก่อตั้ง Japan Software Company ขึ้นมาโดยการรวมตัวกันของ Hitachi รวมไปถึง NEC และ Fujitsu เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์กลางสำหรับคอมพิวเตอร์ญี่ปุ่น
แต่รัฐบาลกลับเจียดงบประมาณให้เพียงเศษเสี้ยวของโครงการทั้งหมด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในยุคนั้นที่มองว่าซอฟต์แวร์เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบเล็กๆ ที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากนัก
สุดท้ายบริษัทแห่งนี้ก็ต้องปิดตัวลงในปี 1972 ท่ามกลางความสิ้นหวังของพนักงาน ถือเป็นการดับฝันครั้งแรกของญี่ปุ่นในวงการนี้...
เมื่อซอฟต์แวร์ที่พัฒนาเองไปไม่รอด ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ชาวญี่ปุ่นจึงต้องหันไปพึ่งพาซอฟต์แวร์ของ IBM แต่พวกเขาเลือกใช้วิธีการที่นำไปสู่ปัญหาใหญ่ในระดับโครงสร้างเวลาต่อมา
ในปี 1969 เมื่อ IBM ถูกบีบให้ต้องแยกการขายฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ออกจากกัน บริษัทญี่ปุ่นจึงสบโอกาสในการทำวิศวกรรมย้อนกลับเพื่อลอกเลียนแบบการทำงานเหล่านั้น
Fujitsu เริ่มวางจำหน่ายเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำงานร่วมกับระบบของ IBM ได้ในปี 1971 โดยชูจุดเด่นเรื่องความเร็วที่ทัดเทียมแต่มาในราคาที่ย่อมเยากว่า...
กลยุทธ์แบบตาต่อตาฟันต่อฟันนี้ทำให้บริษัทญี่ปุ่นกลายเป็นเหมือน IBM ขนาดย่อม และสามารถกอบโกยส่วนแบ่งการตลาดรวมถึงผลกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำในระยะเวลาอันรวดเร็ว
แต่ทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงลิ่ว เพราะสิ่งที่พวกเขาทำลงไปนั้นเข้าข่ายการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างชัดเจน
หลังจากปล่อยผ่านพฤติกรรมนี้มานานนับทศวรรษ ท้ายที่สุดในปี 1982 ทาง IBM ก็หมดความอดทนและตัดสินใจดำเนินคดีทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มบริษัทเหล่านี้...
เหตุการณ์ลุกลามใหญ่โตจนกลายเป็นคดีระดับประเทศ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาบุกเข้าจับกุมพนักงานบริษัทญี่ปุ่นหลายสิบคนในข้อหาขโมยความลับทางการค้า สร้างความบาดหมางระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
ผลลัพธ์ของคดีมหากาพย์นี้จบลงที่ Fujitsu ต้องยอมจำนนจ่ายเงินค่าปรับก้อนโต รวมถึงต้องแบกรับภาระค่าลิขสิทธิ์รายปีมูลค่ามหาศาลถึง 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับทาง IBM
ภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้กลายเป็นโซ่ตรวนเส้นใหญ่ที่ฉุดรั้งขีดความสามารถในการแข่งขัน
รัฐบาลญี่ปุ่นเคยพยายามเดินเกมแก้กฎหมายเพื่อลดระยะเวลาคุ้มครองลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ลงแต่ก็ถูกต่อต้านจนล้มเหลว...
บาดแผลจากการสร้างธุรกิจบนรากฐานเทคโนโลยีของผู้อื่น เริ่มส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและย้อนกลับมาทำลายอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ของญี่ปุ่นอย่างเจ็บปวด
รัฐบาลเริ่มตระหนักถึงสิ่งที่เป็น "วิกฤตซอฟต์แวร์" ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ แต่พวกเขาต้องเผชิญกับกำแพงขนาดมหึมา นั่นคือปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ
ระบบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นในเวลานั้นยังล้าหลังและตามไม่ทันเทคโนโลยี
คณาจารย์ส่วนใหญ่ไม่ได้เติบโตมาในสายวิทยาการคอมพิวเตอร์โดยตรงและมักจะมาจากสาขาคณิตศาสตร์...
ยิ่งไปกว่านั้น วัฒนธรรมองค์กรแบบจ้างงานตลอดชีพของญี่ปุ่น กลับกลายเป็นอุปสรรคชิ้นโตที่ขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ อาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์มักถูกมองว่าเป็นงานรูทีนที่น่าเบื่อหน่าย
หน้าที่หลักของโปรแกรมเมอร์ในบริษัทยักษ์ใหญ่ มักจะวนเวียนอยู่แค่การบำรุงรักษาระบบเดิมที่มีอยู่ มากกว่าการได้รับโอกาสให้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อออกสู่ตลาด
มีข้อมูลน่าตกใจระบุว่าในปี 2010 ญี่ปุ่นใช้งบประมาณด้านซอฟต์แวร์ไปกับการดูแลรักษาระบบเก่าถึง 80% ในขณะที่ประเทศฝั่งตะวันตกใช้จ่ายในส่วนนี้ไม่ถึง 60%...
แน่นอนว่าญี่ปุ่นไม่ได้นิ่งนอนใจและพยายามกอบกู้สถานการณ์ด้วยโครงการระดับชาติมากมาย อย่างเช่นโครงการ BTRON ที่ริเริ่มขึ้นในปี 1984 นำโดย Dr. Ken Sakamura จากมหาวิทยาลัยโตเกียว
เป้าหมายอันยิ่งใหญ่คือการสร้างระบบปฏิบัติการแบบเปิดเพื่อต่อสู้กับการผูกขาดของ Microsoft และ Intel ซึ่งเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปทดลองใช้งานจริงในระบบการศึกษาของประเทศ
แต่ความหวังก็ต้องพังทลายลงในพริบตาเมื่อถึงปี 1989 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกาออกมาตรการกดดันอย่างหนัก โดยระบุว่าโครงการนี้เข้าข่ายกีดกันทางการค้า...
แม้ในเวลาต่อมาสหรัฐอเมริกาจะยอมถอนข้อความกล่าวหาดังกล่าวออกไป แต่ความเสียหายและความสูญเสียความเชื่อมั่นได้เกิดขึ้นแล้วจนทำให้บริษัทเอกชนของญี่ปุ่นต้องทยอยถอนตัว
ความพยายามรุกกลับอีกครั้งเกิดขึ้นผ่านโครงการ SIGMA ในปี 1985 ด้วยเม็ดเงินลงทุนมหาศาลกว่า 25 พันล้านเยน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของโปรแกรมเมอร์ชาวญี่ปุ่น
แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่สร้างแรงกระเพื่อมใดๆ โครงการนี้ทำได้เพียงแค่กำหนดมาตรฐานและพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับเวิร์กสเตชัน Unix เท่านั้น ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับสากลได้...
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เศรษฐกิจญี่ปุ่นต้องเผชิญกับภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกกระจาย
ส่งผลให้ภาคธุรกิจทรุดตัวและไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะลงทุนกับซอฟต์แวร์ราคาสูงอีกต่อไป
ในขณะเดียวกัน กำแพงภาษาที่เคยเป็นเหมือนเกราะคุ้มกันอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ญี่ปุ่นก็พังทลายลง
เมื่อระบบปฏิบัติการ DOS เวอร์ชันใหม่รองรับการใช้งานภาษาญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การมาถึงของเทคโนโลยีการพิมพ์และแสดงผลภาษาญี่ปุ่นนี้ เปิดประตูให้ซอฟต์แวร์จากบริษัทต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาตีตลาดญี่ปุ่นได้อย่างง่ายดาย นำไปสู่การล่มสลายของการผูกขาด...
แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง NTT DoCoMo ที่เคยประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามกับบริการ I-mode ในช่วงปี 1999 ถึง 2003 ก็ยังไม่สามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปขยายขอบเขตในตลาดโลกได้
ในที่สุด แพลตฟอร์มโทรศัพท์มือถือที่เคยรุ่งเรืองเหล่านี้ก็ต้องพ่ายแพ้อย่างราบคาบให้กับนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกอย่าง iPhone ที่มาพร้อมกับระบบนิเวศของแอปพลิเคชันที่สมบูรณ์แบบกว่า
ถึงแม้ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจะดูมืดมนและเต็มไปด้วยความผิดพลาด แต่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของญี่ปุ่นก็ไม่ได้สิ้นหวังไปเสียทีเดียว พวกเขายังคงมีความแข็งแกร่งซ่อนอยู่...
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมวิดีโอเกมที่ญี่ปุ่นยังคงครองความเป็นมหาอำนาจระดับโลก รวมถึงศักยภาพของโปรแกรมเมอร์ชาวญี่ปุ่นที่มีทักษะความสามารถสูงไม่แพ้ชาติใดในโลก
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือภาษาโปรแกรมอย่าง Ruby ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นโดยโปรแกรมเมอร์ชาวญี่ปุ่น ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่นักพัฒนาทั่วโลกนิยมนำไปใช้งาน
แม้ว่ากรอบการทำงานยอดฮิตอย่าง Rails จะถูกพัฒนาต่อยอดโดยชาวเดนมาร์กในเวลาต่อมา แต่นี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีว่าคนญี่ปุ่นมีศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมระดับโลก...
กุญแจสำคัญที่จะช่วยชุบชีวิตและฟื้นฟูอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของญี่ปุ่นในยุคปัจจุบัน คือการเร่งปรับโครงสร้างทางความคิดและเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรแบบเดิมๆ ทิ้งไป
ประเทศจำเป็นต้องส่งเสริมระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของบริษัทสตาร์ทอัพ พร้อมทั้งลงทุนในระบบการศึกษารูปแบบใหม่ที่เน้นให้นักศึกษากล้าคิดกล้าทดลองทำสิ่งใหม่
พวกเขาต้องกล้าที่จะทลายกรอบความคิดเดิมๆ และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดกว้างสำหรับความคิดสร้างสรรค์ เพื่อรับมือกับโลกเทคโนโลยีที่หมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าหนทางข้างหน้าอาจจะเต็มไปด้วยขวากหนามและอุปสรรคที่ยากลำบาก
แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นมาแล้วว่า ญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีความอดทนสูงและพร้อมจะลุกขึ้นยืนใหม่ได้เสมอ
บทสรุปของตำนานเทคโนโลยีบทนี้ยังคงเปิดกว้าง อนาคตของวงการซอฟต์แวร์ญี่ปุ่นยังไม่ได้ถูกเขียนจนจบ
และหน้ากระดาษแผ่นต่อไปอาจจะเต็มไปด้วยแสงสว่างที่เราคาดไม่ถึงก็เป็นได้...
ด.ดล Blog
CR⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ https://www.facebook.com/tharadhol.blog/photos/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A5%E0%B9%89/1412373440902134/?set=a.487568016716019&http_ref=eyJ0cyI6MTc3MzgwNzUxOTAwMCwiciI6Imh0dHBzOlwvXC93d3cuZmFjZWJvb2suY29tXC9zaGFyZVwvMURMeEZodGpnWVwvP21pYmV4dGlkPXd3WElmciJ9
ทำไมประเทศที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ล้ำสมัยที่สุด ถึงแทบไม่มีบทบาทในสมรภูมิซอฟท์แวร์เลย
เรื่องนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยบทเรียนสำคัญ ลองจินตนาการถึงภาพรวมของประเทศญี่ปุ่นในปีที่ผ่านมา
ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับภาวะขาดดุลการค้าดิจิทัลสูงถึง 37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2015 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพวกเขากำลังพึ่งพาการนำเข้าซอฟต์แวร์และบริการคลาวด์จากต่างชาติอย่างมหาศาล...
เราคุ้นเคยกับแบรนด์ฮาร์ดแวร์ระดับตำนานอย่าง Sony หรือ Panasonic
แต่กลับแทบจะนึกไม่ออกเลยว่าญี่ปุ่นมีบริษัทระดับ Microsoft หรือ Adobe เป็นของตัวเองบ้างหรือไม่
ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 20 รัฐบาลญี่ปุ่นโดยกระทรวง MITI พยายามอย่างหนักที่จะสร้างอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ของชาติตนเองให้ยิ่งใหญ่
โดยมีเป้าหมายหลักคือการต่อกรกับยักษ์ใหญ่อย่าง IBM...
IBM เริ่มเข้ามาทำตลาดในญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1925 และสามารถตั้งหลักได้อย่างมั่นคง
รัฐบาลญี่ปุ่นในเวลานั้นพยายามออกกฎหมายเพื่อบีบให้บริษัทต่างชาติต้องร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่น
แต่ IBM ยืนกรานที่จะถือหุ้นทั้งหมดด้วยตัวเอง ซึ่งสร้างความตึงเครียดให้กับทางการญี่ปุ่นอย่างมาก
แต่ด้วยเทคโนโลยีที่เหนือชั้นกว่า ลูกค้าองค์กรในญี่ปุ่นก็ยังคงเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของ IBM อย่างต่อเนื่อง...
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนวงการเกิดขึ้นในปี 1964 เมื่อ IBM เปิดตัวคอมพิวเตอร์ System/360 ที่มาพร้อมกับสถาปัตยกรรมล้ำยุคและประสิทธิภาพที่ทรงพลัง
ทางการญี่ปุ่นไม่ยอมแพ้และริเริ่มโครงการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงในปี 1966 เพื่อหวังจะโค่นล้มความยิ่งใหญ่ของ System/360 ให้สำเร็จจงได้
แต่ความผิดพลาดครั้งใหญ่คือการที่โครงการนี้พุ่งเป้าไปที่การพัฒนาฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว โดยมองข้ามหัวใจสำคัญอย่างยุทธศาสตร์ด้านซอฟต์แวร์ไปอย่างสิ้นเชิง...
แม้จะมีการก่อตั้ง Japan Software Company ขึ้นมาโดยการรวมตัวกันของ Hitachi รวมไปถึง NEC และ Fujitsu เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์กลางสำหรับคอมพิวเตอร์ญี่ปุ่น
แต่รัฐบาลกลับเจียดงบประมาณให้เพียงเศษเสี้ยวของโครงการทั้งหมด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในยุคนั้นที่มองว่าซอฟต์แวร์เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบเล็กๆ ที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากนัก
สุดท้ายบริษัทแห่งนี้ก็ต้องปิดตัวลงในปี 1972 ท่ามกลางความสิ้นหวังของพนักงาน ถือเป็นการดับฝันครั้งแรกของญี่ปุ่นในวงการนี้...
เมื่อซอฟต์แวร์ที่พัฒนาเองไปไม่รอด ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ชาวญี่ปุ่นจึงต้องหันไปพึ่งพาซอฟต์แวร์ของ IBM แต่พวกเขาเลือกใช้วิธีการที่นำไปสู่ปัญหาใหญ่ในระดับโครงสร้างเวลาต่อมา
ในปี 1969 เมื่อ IBM ถูกบีบให้ต้องแยกการขายฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ออกจากกัน บริษัทญี่ปุ่นจึงสบโอกาสในการทำวิศวกรรมย้อนกลับเพื่อลอกเลียนแบบการทำงานเหล่านั้น
Fujitsu เริ่มวางจำหน่ายเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำงานร่วมกับระบบของ IBM ได้ในปี 1971 โดยชูจุดเด่นเรื่องความเร็วที่ทัดเทียมแต่มาในราคาที่ย่อมเยากว่า...
กลยุทธ์แบบตาต่อตาฟันต่อฟันนี้ทำให้บริษัทญี่ปุ่นกลายเป็นเหมือน IBM ขนาดย่อม และสามารถกอบโกยส่วนแบ่งการตลาดรวมถึงผลกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำในระยะเวลาอันรวดเร็ว
แต่ทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงลิ่ว เพราะสิ่งที่พวกเขาทำลงไปนั้นเข้าข่ายการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างชัดเจน
หลังจากปล่อยผ่านพฤติกรรมนี้มานานนับทศวรรษ ท้ายที่สุดในปี 1982 ทาง IBM ก็หมดความอดทนและตัดสินใจดำเนินคดีทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มบริษัทเหล่านี้...
เหตุการณ์ลุกลามใหญ่โตจนกลายเป็นคดีระดับประเทศ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาบุกเข้าจับกุมพนักงานบริษัทญี่ปุ่นหลายสิบคนในข้อหาขโมยความลับทางการค้า สร้างความบาดหมางระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
ผลลัพธ์ของคดีมหากาพย์นี้จบลงที่ Fujitsu ต้องยอมจำนนจ่ายเงินค่าปรับก้อนโต รวมถึงต้องแบกรับภาระค่าลิขสิทธิ์รายปีมูลค่ามหาศาลถึง 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับทาง IBM
ภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้กลายเป็นโซ่ตรวนเส้นใหญ่ที่ฉุดรั้งขีดความสามารถในการแข่งขัน
รัฐบาลญี่ปุ่นเคยพยายามเดินเกมแก้กฎหมายเพื่อลดระยะเวลาคุ้มครองลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ลงแต่ก็ถูกต่อต้านจนล้มเหลว...
บาดแผลจากการสร้างธุรกิจบนรากฐานเทคโนโลยีของผู้อื่น เริ่มส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและย้อนกลับมาทำลายอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ของญี่ปุ่นอย่างเจ็บปวด
รัฐบาลเริ่มตระหนักถึงสิ่งที่เป็น "วิกฤตซอฟต์แวร์" ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ แต่พวกเขาต้องเผชิญกับกำแพงขนาดมหึมา นั่นคือปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ
ระบบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นในเวลานั้นยังล้าหลังและตามไม่ทันเทคโนโลยี
คณาจารย์ส่วนใหญ่ไม่ได้เติบโตมาในสายวิทยาการคอมพิวเตอร์โดยตรงและมักจะมาจากสาขาคณิตศาสตร์...
ยิ่งไปกว่านั้น วัฒนธรรมองค์กรแบบจ้างงานตลอดชีพของญี่ปุ่น กลับกลายเป็นอุปสรรคชิ้นโตที่ขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ อาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์มักถูกมองว่าเป็นงานรูทีนที่น่าเบื่อหน่าย
หน้าที่หลักของโปรแกรมเมอร์ในบริษัทยักษ์ใหญ่ มักจะวนเวียนอยู่แค่การบำรุงรักษาระบบเดิมที่มีอยู่ มากกว่าการได้รับโอกาสให้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อออกสู่ตลาด
มีข้อมูลน่าตกใจระบุว่าในปี 2010 ญี่ปุ่นใช้งบประมาณด้านซอฟต์แวร์ไปกับการดูแลรักษาระบบเก่าถึง 80% ในขณะที่ประเทศฝั่งตะวันตกใช้จ่ายในส่วนนี้ไม่ถึง 60%...
แน่นอนว่าญี่ปุ่นไม่ได้นิ่งนอนใจและพยายามกอบกู้สถานการณ์ด้วยโครงการระดับชาติมากมาย อย่างเช่นโครงการ BTRON ที่ริเริ่มขึ้นในปี 1984 นำโดย Dr. Ken Sakamura จากมหาวิทยาลัยโตเกียว
เป้าหมายอันยิ่งใหญ่คือการสร้างระบบปฏิบัติการแบบเปิดเพื่อต่อสู้กับการผูกขาดของ Microsoft และ Intel ซึ่งเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปทดลองใช้งานจริงในระบบการศึกษาของประเทศ
แต่ความหวังก็ต้องพังทลายลงในพริบตาเมื่อถึงปี 1989 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกาออกมาตรการกดดันอย่างหนัก โดยระบุว่าโครงการนี้เข้าข่ายกีดกันทางการค้า...
แม้ในเวลาต่อมาสหรัฐอเมริกาจะยอมถอนข้อความกล่าวหาดังกล่าวออกไป แต่ความเสียหายและความสูญเสียความเชื่อมั่นได้เกิดขึ้นแล้วจนทำให้บริษัทเอกชนของญี่ปุ่นต้องทยอยถอนตัว
ความพยายามรุกกลับอีกครั้งเกิดขึ้นผ่านโครงการ SIGMA ในปี 1985 ด้วยเม็ดเงินลงทุนมหาศาลกว่า 25 พันล้านเยน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของโปรแกรมเมอร์ชาวญี่ปุ่น
แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่สร้างแรงกระเพื่อมใดๆ โครงการนี้ทำได้เพียงแค่กำหนดมาตรฐานและพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับเวิร์กสเตชัน Unix เท่านั้น ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับสากลได้...
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เศรษฐกิจญี่ปุ่นต้องเผชิญกับภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกกระจาย
ส่งผลให้ภาคธุรกิจทรุดตัวและไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะลงทุนกับซอฟต์แวร์ราคาสูงอีกต่อไป
ในขณะเดียวกัน กำแพงภาษาที่เคยเป็นเหมือนเกราะคุ้มกันอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ญี่ปุ่นก็พังทลายลง
เมื่อระบบปฏิบัติการ DOS เวอร์ชันใหม่รองรับการใช้งานภาษาญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การมาถึงของเทคโนโลยีการพิมพ์และแสดงผลภาษาญี่ปุ่นนี้ เปิดประตูให้ซอฟต์แวร์จากบริษัทต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาตีตลาดญี่ปุ่นได้อย่างง่ายดาย นำไปสู่การล่มสลายของการผูกขาด...
แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง NTT DoCoMo ที่เคยประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามกับบริการ I-mode ในช่วงปี 1999 ถึง 2003 ก็ยังไม่สามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปขยายขอบเขตในตลาดโลกได้
ในที่สุด แพลตฟอร์มโทรศัพท์มือถือที่เคยรุ่งเรืองเหล่านี้ก็ต้องพ่ายแพ้อย่างราบคาบให้กับนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกอย่าง iPhone ที่มาพร้อมกับระบบนิเวศของแอปพลิเคชันที่สมบูรณ์แบบกว่า
ถึงแม้ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจะดูมืดมนและเต็มไปด้วยความผิดพลาด แต่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของญี่ปุ่นก็ไม่ได้สิ้นหวังไปเสียทีเดียว พวกเขายังคงมีความแข็งแกร่งซ่อนอยู่...
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมวิดีโอเกมที่ญี่ปุ่นยังคงครองความเป็นมหาอำนาจระดับโลก รวมถึงศักยภาพของโปรแกรมเมอร์ชาวญี่ปุ่นที่มีทักษะความสามารถสูงไม่แพ้ชาติใดในโลก
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือภาษาโปรแกรมอย่าง Ruby ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นโดยโปรแกรมเมอร์ชาวญี่ปุ่น ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่นักพัฒนาทั่วโลกนิยมนำไปใช้งาน
แม้ว่ากรอบการทำงานยอดฮิตอย่าง Rails จะถูกพัฒนาต่อยอดโดยชาวเดนมาร์กในเวลาต่อมา แต่นี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีว่าคนญี่ปุ่นมีศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมระดับโลก...
กุญแจสำคัญที่จะช่วยชุบชีวิตและฟื้นฟูอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของญี่ปุ่นในยุคปัจจุบัน คือการเร่งปรับโครงสร้างทางความคิดและเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรแบบเดิมๆ ทิ้งไป
ประเทศจำเป็นต้องส่งเสริมระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของบริษัทสตาร์ทอัพ พร้อมทั้งลงทุนในระบบการศึกษารูปแบบใหม่ที่เน้นให้นักศึกษากล้าคิดกล้าทดลองทำสิ่งใหม่
พวกเขาต้องกล้าที่จะทลายกรอบความคิดเดิมๆ และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดกว้างสำหรับความคิดสร้างสรรค์ เพื่อรับมือกับโลกเทคโนโลยีที่หมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าหนทางข้างหน้าอาจจะเต็มไปด้วยขวากหนามและอุปสรรคที่ยากลำบาก
แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นมาแล้วว่า ญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีความอดทนสูงและพร้อมจะลุกขึ้นยืนใหม่ได้เสมอ
บทสรุปของตำนานเทคโนโลยีบทนี้ยังคงเปิดกว้าง อนาคตของวงการซอฟต์แวร์ญี่ปุ่นยังไม่ได้ถูกเขียนจนจบ
และหน้ากระดาษแผ่นต่อไปอาจจะเต็มไปด้วยแสงสว่างที่เราคาดไม่ถึงก็เป็นได้...
ด.ดล Blog
CR⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้