ในช่วงเวลาที่ข่าวความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น สงครามตะวันออกกลางรุนแรง
ราคาน้ำมันดิบทะยานสูงขึ้น สินค้าตบเท้าทะยอยขึ้นราคา .. แน่นอนจะเกิดภาวะเงินเฟ้อ
ชวนมาลดซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย พร้อมรับมือสภาวะข้าวยากหมากแพง ค่าแรงต่ำกันครับ
การลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย ในช่วงสงครามเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความอยู่รอด
เพราะภาวะสงครามมักนำมาซึ่งเงินเฟ้อรุนแรงและของแพง
ทำความรู้จัก "สินค้าฟุ่มเฟือย" เพราะอะไรสินค้านี้ถึงขายดิบขายดี?
คำว่าสินค้าฟุ่มเฟือย หรือ Luxury Goods นั้นมีนิยามว่า “สินค้าที่อุปสงค์สูงเกินกว่าอัตราส่วนของรายได้ที่เพิ่มขึ้น”
หลายท่านพออ่านแล้วอาจจะสับสนบ้างเล็กน้อย หากพูดง่ายๆ ก็คือเป็นสินค้าที่ไม่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต
แม้ไม่มีใช้ก็ไม่กระทบชีวิตประจำวัน อีกทั้งสินค้าฟุ่มเฟือยนั้นนับว่าเป็นสิ่งของที่มีความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้


(Income Elasticity of Demand) ยิ่งผู้คนมีรายได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งซื้อสินค้าเหล่านี้มากขึ้นตามลำดับ
ทำไม “สินค้าฟุ่มเฟือย” ถึงขายดี?
แนวคิด Shoptimism นั้นมีการแบ่งผู้บริโภคเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ
Classic Shopper คือ กลุ่มผู้บริโภคทั่วไปที่เทียบราคา หาโปรที่ดีที่สุด
ช่วยแก้ปัญหาได้ มีเหตุผลรองรับการตัดสินใจซื้อสินค้า
Romantic Shopper คือ กลุ่มที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าบางอย่างที่กำลังเป็นเทรนด์
ตรงกับความชอบ หรือแค่เพราะ “รู้สึก” อยากได้
กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการซื้อของเพื่อสนองความอยากได้ นี่แหละ อันตราย
แล้วเจ้าสินค้าฟุ่มเฟือยก็มองหาซื้อได้ง่ายในแอปยอดนิยม ..
สังเกตได้จากสถิติของแพลตฟอร์ม
ขายของออนไลน์อย่าง LINE SHOPPING ที่มีอุปกรณ์กีฬา
เป็นสินค้ามาแรงเป็นอันดับต้นๆ รวมไปถึงยังมีการเติบโตในหมวดหมู่สินค้าไอทีแกดเจ็ต
เครื่องใช้ภายในบ้าน สินค้าสุขภาพและความงาม ซึ่งมียอดขายเพิ่มมากขึ้นถึง 35% ในปีที่ผ่านมา
จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไม “สินค้าฟุ่มเฟือย” ถึงขายดีอย่างที่เห็นกันในทุกวันนี้
ที่มา
https://lineshoppingseller.com/best-selling-technique/390
4 สิ่งของฟุ่มเฟือย ที่คุณควรเลิกซื้อ ...
‘ลงทุนช่วงสงคราม’ วิกฤติหรือโอกาส? ประวัติศาสตร์มีคำตอบ
เพราะ นักลงทุนตกใจตอนเริ่มสงครามเทขาย พอหลังจบสงครามราคาก็เติบโตตลอด
การปรับตัวทำได้โดยการทำบัญชีครัวเรือน ตัดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น เน้นซื้อของที่จำเป็น
เพื่อเก็บออมเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน และบริหารความเสี่ยงการลงทุน
โดยการกระจายความเสี่ยง เช่น DCA
การลงทุนที่ดีที่สุดในช่วงสงคราม คือ การลงทุนแบบ DCA (Dollar-cost Averaging)
หรือการทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง
เพราะการ DCA ช่วยให้เราไม่ต้องคอยจับจังหวะตลาด ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา
และช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุน ไม่ว่าตลาดจะปรับตัวขึ้น หรือตลาดจะปรับตัวลงก็ตาม
ที่มา ..
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้https://jittawealth.com/blog/investing-during-war/#:~:text=%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E2%80%9D-,%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1,%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1
แนวทางลดฟุ่มเฟือยและรับมือสถานการณ์สงคราม
1. ตัดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น.. ลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย สินค้าแบรนด์เนม หรือบริการที่ให้ความบันเทิงเกินความจำเป็น
2. เน้นของจำเป็น วางแผนการใช้เงินโดยซื้อเฉพาะอาหาร ยารักษาโรค และสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น
3. ออมเงินและถือเงินสดบ้าง .. เก็บออมเงินสดหรือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่คาดเดาไม่ได้
4. ลงทุนอย่างระมัดระวัง.. หากต้องการลงทุน ให้ใช้วิธี
DCA (Dollar-cost Averaging)
หรือทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด
5. ลดการสร้างหนี้.. หลีกเลี่ยงการก่อหนี้ใหม่ที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและเพิ่มสภาพคล่อง
สงครามกับเงินเฟ้อ ชวนมาลดฟุ่มเฟือยกัน
ราคาน้ำมันดิบทะยานสูงขึ้น สินค้าตบเท้าทะยอยขึ้นราคา .. แน่นอนจะเกิดภาวะเงินเฟ้อ
ชวนมาลดซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย พร้อมรับมือสภาวะข้าวยากหมากแพง ค่าแรงต่ำกันครับ
การลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย ในช่วงสงครามเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความอยู่รอด
เพราะภาวะสงครามมักนำมาซึ่งเงินเฟ้อรุนแรงและของแพง
ทำความรู้จัก "สินค้าฟุ่มเฟือย" เพราะอะไรสินค้านี้ถึงขายดิบขายดี?
คำว่าสินค้าฟุ่มเฟือย หรือ Luxury Goods นั้นมีนิยามว่า “สินค้าที่อุปสงค์สูงเกินกว่าอัตราส่วนของรายได้ที่เพิ่มขึ้น”
หลายท่านพออ่านแล้วอาจจะสับสนบ้างเล็กน้อย หากพูดง่ายๆ ก็คือเป็นสินค้าที่ไม่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต
แม้ไม่มีใช้ก็ไม่กระทบชีวิตประจำวัน อีกทั้งสินค้าฟุ่มเฟือยนั้นนับว่าเป็นสิ่งของที่มีความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้
(Income Elasticity of Demand) ยิ่งผู้คนมีรายได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งซื้อสินค้าเหล่านี้มากขึ้นตามลำดับ
ทำไม “สินค้าฟุ่มเฟือย” ถึงขายดี?
แนวคิด Shoptimism นั้นมีการแบ่งผู้บริโภคเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ
Classic Shopper คือ กลุ่มผู้บริโภคทั่วไปที่เทียบราคา หาโปรที่ดีที่สุด
ช่วยแก้ปัญหาได้ มีเหตุผลรองรับการตัดสินใจซื้อสินค้า
Romantic Shopper คือ กลุ่มที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าบางอย่างที่กำลังเป็นเทรนด์
ตรงกับความชอบ หรือแค่เพราะ “รู้สึก” อยากได้
กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการซื้อของเพื่อสนองความอยากได้ นี่แหละ อันตราย
แล้วเจ้าสินค้าฟุ่มเฟือยก็มองหาซื้อได้ง่ายในแอปยอดนิยม ..
สังเกตได้จากสถิติของแพลตฟอร์มขายของออนไลน์อย่าง LINE SHOPPING ที่มีอุปกรณ์กีฬา
เป็นสินค้ามาแรงเป็นอันดับต้นๆ รวมไปถึงยังมีการเติบโตในหมวดหมู่สินค้าไอทีแกดเจ็ต
เครื่องใช้ภายในบ้าน สินค้าสุขภาพและความงาม ซึ่งมียอดขายเพิ่มมากขึ้นถึง 35% ในปีที่ผ่านมา
จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไม “สินค้าฟุ่มเฟือย” ถึงขายดีอย่างที่เห็นกันในทุกวันนี้
ที่มา https://lineshoppingseller.com/best-selling-technique/390
4 สิ่งของฟุ่มเฟือย ที่คุณควรเลิกซื้อ ...
‘ลงทุนช่วงสงคราม’ วิกฤติหรือโอกาส? ประวัติศาสตร์มีคำตอบ
เพราะ นักลงทุนตกใจตอนเริ่มสงครามเทขาย พอหลังจบสงครามราคาก็เติบโตตลอด
การปรับตัวทำได้โดยการทำบัญชีครัวเรือน ตัดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น เน้นซื้อของที่จำเป็น
เพื่อเก็บออมเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน และบริหารความเสี่ยงการลงทุน
โดยการกระจายความเสี่ยง เช่น DCA
การลงทุนที่ดีที่สุดในช่วงสงคราม คือ การลงทุนแบบ DCA (Dollar-cost Averaging)
หรือการทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง
เพราะการ DCA ช่วยให้เราไม่ต้องคอยจับจังหวะตลาด ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา
และช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุน ไม่ว่าตลาดจะปรับตัวขึ้น หรือตลาดจะปรับตัวลงก็ตาม
ที่มา ..
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แนวทางลดฟุ่มเฟือยและรับมือสถานการณ์สงคราม
1. ตัดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น.. ลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย สินค้าแบรนด์เนม หรือบริการที่ให้ความบันเทิงเกินความจำเป็น
2. เน้นของจำเป็น วางแผนการใช้เงินโดยซื้อเฉพาะอาหาร ยารักษาโรค และสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น
3. ออมเงินและถือเงินสดบ้าง .. เก็บออมเงินสดหรือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่คาดเดาไม่ได้
4. ลงทุนอย่างระมัดระวัง.. หากต้องการลงทุน ให้ใช้วิธี DCA (Dollar-cost Averaging)
หรือทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด
5. ลดการสร้างหนี้.. หลีกเลี่ยงการก่อหนี้ใหม่ที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและเพิ่มสภาพคล่อง