
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมการด้านยา เวชภัณฑ์ในวิกฤติสู้รบตะวันออกกลางว่า นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และนพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงทางยาและเวชภัณฑ์ในช่วงวิกฤติสงครามเป็นอย่างยิ่ง โดยได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นหน่วยกลางในการมอนิเตอร์และติดตามสถานการณ์ยา เวชภัณฑ์ และสินค้าสุขภาพอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด
📌 จัดตั้งวอร์รูม รายงานข้อมูลทุกสัปดาห์
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ได้หารือกับผู้ประกอบการกลุ่มผู้ผลิตและนำเข้ายาที่จำเป็นและมีความเสี่ยงสูง เช่น ยาช่วยชีวิตในห้องผ่าตัดหรือห้องฉุกเฉิน น้ำยาล้างไต น้ำเกลือ และยามะเร็ง ซึ่งถือเป็นความสำคัญลำดับแรก ๆ ที่ต้องติดตาม มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 350 ท่าน รวมทั้งสมาคมต่าง ๆ ซึ่งทุกคนพร้อมใจกันช่วยกันเพื่อไม่ให้ประเทศขาดแคลน โดยได้มีข้อตกลงให้ผู้ประกอบการรายงานสถานการณ์ยาที่สำรองไว้ ทั้งยาสำเร็จรูปและวัตถุดิบสำคัญ (API) โดยเฉพาะกลุ่มยาสำคัญประมาณ 60 รายการ ได้จัดตั้งวอร์รูม (War Room) เพื่อรายงานข้อมูลทุกสัปดาห์
📌 ต้นทุนปรับเพิ่มแล้ว 10-15 %
ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นเรื่องต้นทุนที่แพงขึ้น จากค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ ค่าประกันต่างไ และค่าน้ำมัน นอกจากนี้ระยะเวลาการส่งมอบจากต่างประเทศยังนานขึ้น และผู้ผลิตบางรายอาจไม่สามารถการันตีเวลาส่งมอบได้ตามสัญญา ซึ่งตามข้อมูลที่ได้รับจากผู้ประกอบการมีการปรับเพิ่มสูงขึ้นแล้วประมาณ 10-15% ส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระ โดยอย.จะนำข้อมูลนี้ไปปรึกษาผู้บังคับบัญชากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางดูแล “ปัจจุบันสถานการณ์ยา เวชภัณฑ์ยังไม่มีปัญหาผิดปกติ ประเทศไทยมีสำรองเพียงพออย่างน้อย 3 เดือน โดยยาที่นำเข้าเป็นสัดส่วนที่มากเป็ฯยารักษาโรคร้ายแรงบางอย่าง เช่น ยารักษามะเร็ง แต่ยาพื้นฐาน เช่น แก้ปวด รักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรคNCDs)ไทยผลิตได้ ”ภก.สุภัทรากล่าว
ทั้งนี้ แม้มี
การผลิตในประเทศก็จะต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบที่เป็นยาออกฤทธิ์ API จากต่างประเทศ เช่น ยุโรป อเมริกา อินเดีย และจีน เป็นต้น รวมถึง วัคซีนส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศที่ไม่มีการสู้รบ แต่การสู้รบในขณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศที่เป็นฐานใหญ่ในการผลิตยาสำเร็จรูปหรือผลิตวัตถุดิบยา แต่อาจมีปัญหาขลุกขลักในการขนนส่ง ต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น และทั่วโลกกำลังอาจจะเกิดภาวะวิตกกังวล จนอาจจะมีการกักตุนยา ซื้อไปสำรองในประเทศตัวเอง ทำให้เรื่องดีมาน ซัพพลาย แปรปรวน
ยารักษาโรคที่ไทยนำเข้า ส่วนใหญ่มาจากฝั่งยุโรป อเมริกา จีน อินเดีย ไม่ได้ซื้อจากตะวันออกกลาง แค่อาจมีปัญหาขาดแคลนส่วนบรรจุภัณฑ์ หรือ ขนส่งล่าช่า ซึ่งตรงนี้คิดว่าไม่ใช่ปัญหาหนักหนาเท่าน้ำมัน คิดว่า สธ. ดูแลได้แหละ

‘ยาและเวชภัณฑ์’ เพียงพอ 3 เดือน ขออย่ากักตุน-สต็อกเกินจำเป็น
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมการด้านยา เวชภัณฑ์ในวิกฤติสู้รบตะวันออกกลางว่า นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และนพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงทางยาและเวชภัณฑ์ในช่วงวิกฤติสงครามเป็นอย่างยิ่ง โดยได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นหน่วยกลางในการมอนิเตอร์และติดตามสถานการณ์ยา เวชภัณฑ์ และสินค้าสุขภาพอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด
📌 จัดตั้งวอร์รูม รายงานข้อมูลทุกสัปดาห์
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ได้หารือกับผู้ประกอบการกลุ่มผู้ผลิตและนำเข้ายาที่จำเป็นและมีความเสี่ยงสูง เช่น ยาช่วยชีวิตในห้องผ่าตัดหรือห้องฉุกเฉิน น้ำยาล้างไต น้ำเกลือ และยามะเร็ง ซึ่งถือเป็นความสำคัญลำดับแรก ๆ ที่ต้องติดตาม มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 350 ท่าน รวมทั้งสมาคมต่าง ๆ ซึ่งทุกคนพร้อมใจกันช่วยกันเพื่อไม่ให้ประเทศขาดแคลน โดยได้มีข้อตกลงให้ผู้ประกอบการรายงานสถานการณ์ยาที่สำรองไว้ ทั้งยาสำเร็จรูปและวัตถุดิบสำคัญ (API) โดยเฉพาะกลุ่มยาสำคัญประมาณ 60 รายการ ได้จัดตั้งวอร์รูม (War Room) เพื่อรายงานข้อมูลทุกสัปดาห์
📌 ต้นทุนปรับเพิ่มแล้ว 10-15 %
ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นเรื่องต้นทุนที่แพงขึ้น จากค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ ค่าประกันต่างไ และค่าน้ำมัน นอกจากนี้ระยะเวลาการส่งมอบจากต่างประเทศยังนานขึ้น และผู้ผลิตบางรายอาจไม่สามารถการันตีเวลาส่งมอบได้ตามสัญญา ซึ่งตามข้อมูลที่ได้รับจากผู้ประกอบการมีการปรับเพิ่มสูงขึ้นแล้วประมาณ 10-15% ส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระ โดยอย.จะนำข้อมูลนี้ไปปรึกษาผู้บังคับบัญชากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางดูแล “ปัจจุบันสถานการณ์ยา เวชภัณฑ์ยังไม่มีปัญหาผิดปกติ ประเทศไทยมีสำรองเพียงพออย่างน้อย 3 เดือน โดยยาที่นำเข้าเป็นสัดส่วนที่มากเป็ฯยารักษาโรคร้ายแรงบางอย่าง เช่น ยารักษามะเร็ง แต่ยาพื้นฐาน เช่น แก้ปวด รักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรคNCDs)ไทยผลิตได้ ”ภก.สุภัทรากล่าว
ทั้งนี้ แม้มีการผลิตในประเทศก็จะต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบที่เป็นยาออกฤทธิ์ API จากต่างประเทศ เช่น ยุโรป อเมริกา อินเดีย และจีน เป็นต้น รวมถึง วัคซีนส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศที่ไม่มีการสู้รบ แต่การสู้รบในขณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศที่เป็นฐานใหญ่ในการผลิตยาสำเร็จรูปหรือผลิตวัตถุดิบยา แต่อาจมีปัญหาขลุกขลักในการขนนส่ง ต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น และทั่วโลกกำลังอาจจะเกิดภาวะวิตกกังวล จนอาจจะมีการกักตุนยา ซื้อไปสำรองในประเทศตัวเอง ทำให้เรื่องดีมาน ซัพพลาย แปรปรวน
ยารักษาโรคที่ไทยนำเข้า ส่วนใหญ่มาจากฝั่งยุโรป อเมริกา จีน อินเดีย ไม่ได้ซื้อจากตะวันออกกลาง แค่อาจมีปัญหาขาดแคลนส่วนบรรจุภัณฑ์ หรือ ขนส่งล่าช่า ซึ่งตรงนี้คิดว่าไม่ใช่ปัญหาหนักหนาเท่าน้ำมัน คิดว่า สธ. ดูแลได้แหละ