ท่ามกลางสมรภูมิทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ดูซับซ้อนในตะวันออกกลาง มีทฤษฎีหนึ่งที่นักวิเคราะห์สายเศรษฐศาสตร์มักยกขึ้นมาพูดถึง นั่นคือการที่สหรัฐอเมริกาพยายาม "กวนน้ำให้ขุ่น" ในพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะกับอิหร่าน ไม่ใช่เพียงเพราะเรื่องอุดมการณ์ แต่เพื่อชิงความได้เปรียบในสงครามพลังงานโค้งสุดท้ายก่อนที่ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป
1. กำแพงต้นทุนของ Shale Oil: จุดอ่อนที่ต้องแก้ด้วยราคา
ความสำเร็จของ "Shale Revolution" ในปี2008 ทำให้อเมริกามีปริมาณสำรองน้ำมันมหาศาล แต่จุดตายคือ "ต้นทุน" การขุดเจาะหินดินดาน (Fracking) นั้นสูงกว่าการขุดน้ำมันในทะเลทรายของกลุ่มประเทศอาหรับหลายเท่าตัว หากราคาน้ำมันโลกตกต่ำ Shale Oil จะกลายเป็นสมบัติที่ไร้ค่าทันที ทฤษฎีนี้จึงเชื่อว่าอเมริกาต้องรักษา "พรีเมียมของความเสี่ยง" (Risk Premium) ด้วยการสร้างสถานการณ์ตึงเครียดกับอิหร่าน เพื่อประคองให้ราคาน้ำมันโลกทรงตัวอยู่ในระดับที่การผลิต Shale Oil ยังคงคุ้มทุนและทำกำไรได้มหาศาล
2. ตัดกำลังคู่แข่ง เพื่อเป็นผู้กำหนดราคาเพียงผู้เดียว
การคว่ำบาตรอิหร่าน หรือความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ คือเครื่องมือชั้นดีในการจำกัดปริมาณน้ำมันดิบจากแหล่งต้นทุนต่ำเข้าสู่ตลาดโลก เมื่อซัพพลายจากตะวันออกกลางถูกสกัด อเมริกาก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้เติมเต็มความต้องการนั้นด้วย Shale Oil ของตนเอง การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้เข้าประเทศ แต่ยังเป็นการแย่งชิงอำนาจจากกลุ่ม OPEC เพื่อให้อเมริกากลายเป็น "ผู้กำหนดราคาน้ำมันดิบโลก" (Price Maker) ได้อย่างสมบูรณ์แบบในที่สุด
3. Race Against Time: การวิ่งแข่งกับพลังงานสะอาด
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในทฤษฎีนี้คือเรื่อง "เวลา" โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างรวดเร็ว หากอเมริกาไม่รีบขุดน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดานขึ้นมาใช้หรือขายเสียตอนนี้ ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า เมื่อความต้องการน้ำมันทั่วโลกหดตัวลง ทรัพยากรเหล่านี้จะถูกทิ้งให้ไร้ค่าอยู่ใต้ดินตลอดกาล
"มันคือปฏิบัติการเทขายของล็อตสุดท้าย ในราคาที่แพงที่สุด ก่อนที่ตลาดจะเลิกใช้สินค้านี้ไปตลอดกาล"
บทสรุป
แม้จะเป็นเพียงทฤษฎีที่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่การขยับตัวของมหาอำนาจในตะวันออกกลางมักจะทิ้งร่องรอยในตลาดน้ำมันเสมอ หากสงครามหรือความขัดแย้งกับอิหร่านช่วยยืดอายุขัยให้ Shale Oil สามารถแข่งขันได้และทำให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้จนหยดสุดท้าย ทฤษฎีสมคบคิดนี้ก็อาจจะเป็นเหตุผลที่ "สมเหตุสมผล" ที่สุดในมุมมองของกลุ่มทุนพลังงานโลก
Shale oil เมื่อต้นทุนขุดน้ำมันดิบอเมริกาแพงกว่าอาหรับ ก็กวนน้ำให้ขุ่น ต้นทุนจะได้มาเท่าๆกัน