“สภาผู้แทนฯ กับวุฒิสภา ไม่ทราบใครเป็นลูกน้อง ใครเป็นลูกพี่... องค์กรอิสระที่จะสมัคร ต้องไปรายงานตัวแถวซอยรางน้ำก่อน ถึงจะได้รับการโหวตใช่หรือไม่?” สมชาย แสวงการ อดีต สว. เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยง เจอกัน” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร
.
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความโปร่งใสในการเลือกตั้ง สว. ชุดล่าสุด ข้อครหาเรื่อง "การฮั้วโหวต" กำลังสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบการตรวจสอบของไทย บทสัมภาษณ์เจาะลึกจากคุณสมชาย แสวงการ อดีต สว. จะมาเปิดโปงขบวนการจัดตั้งที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ซึ่งไม่เพียงแค่ชี้ชะตา กกต. แต่อาจหมายถึงจุดจบของระบบวุฒิสภาและองค์กรอิสระในอนาคต!
.
❏ ขบวนการจัดตั้งและฮั้วโหวตตั้งแต่ระดับฐานราก
.
การเลือก สว. ครั้งนี้ถูกวิเคราะห์ว่ามีการทุจริตอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงส่วนกลาง โดยใช้ช่องโหว่ในการเกณฑ์คนหลากหลายอาชีพ เช่น คนขับรถ หรือแม่บ้าน ที่ไม่มีคุณสมบัติตรงตามกลุ่มอาชีพเข้ามาสมัครเพื่อเป็น "กลุ่มพลีชีพ" หรือผู้ที่ยอมกาศูนย์คะแนนให้ตัวเองเพื่อเทคะแนนให้เป้าหมาย มีการแจกโพยและบล็อกโหวตด้วยการเขียนหมายเลขเรียงเหมือนกันราวกับการลอกข้อสอบ ซึ่งเป็นการใช้เงินจ้างวานตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสนบาทต่อหัว
.
"มันคือการทำข้อสอบรั่ว... นักเรียนห้องนึงมี 50 คน เขียนข้อสอบตรงกันหมดทุกคน เป็นช้อยส์ก็เขียนตรงกัน ผิดก็ผิดเหมือนกัน ถูกก็ถูกเหมือนกันทุกคน"
.
❏ หลักฐานเชิงนิติวิทยาศาสตร์จาก DSI ที่รอการสานต่อ
.
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เข้ามาตรวจสอบและพบหลักฐานที่รัดกุม ทั้งการแกะรอยเส้นทางการเงิน สัญญาณโทรศัพท์มือถือ (Cell Site) ที่ระบุพิกัดการรวมตัวกันของผู้สมัครนับร้อยคนที่โรงแรมเดียวกัน การเหมาจ่ายค่าที่พักโดยบุคคลเดียว ไปจนถึงการจ้างเขียนโค้ดเพื่อซ้อมกาบัตร ข้อมูลทั้งหมดนี้ระบุตัวบุคคลและเครือข่ายเบื้องหลังได้อย่างชัดเจน ซึ่งอนุกรรมการของ กกต. ชุดที่ 26 ได้ทำงานร่วมกับ DSI และรวบรวมสำนวนไว้เป็นอย่างดี รอเพียงการบังคับใช้กฎหมาย
.
"ดีเอสไอได้ดำเนินการสอบสวนไปนั้น มีหลักฐานชัดเจนเชิงนิติวิทยาศาสตร์ แล้วก็สาวถึงเส้นเงิน ตามได้ถึง Cell Site ของกลุ่มคน ใบเสร็จรับเงินที่โรงแรม การจัดประชุม และการกาบัตร"
.
❏ ความเคลือบแคลงต่อจุดยืนและมติของ กกต.
.
ประเด็นที่สังคมจับตามองคือทิศทางการตัดสินใจของ กกต. เมื่ออนุกรรมการชุดใหม่มีมติว่าไม่มีผู้กระทำผิด ซึ่งสวนทางกับข้อเท็จจริงและหลักฐานจากชุดที่ 26 อย่างสิ้นเชิง การตีตกคดีด้วยอนุกรรมการชุดนี้สร้างความกังขาว่า กกต. กำลังทำหน้าที่ตัดตอนคดีเสียเองหรือไม่ ทั้งที่ตามหลักการแล้ว กกต. ควรมีหน้าที่เพียงชี้มูลความผิดและส่งเรื่องให้ศาลเป็นผู้ตัดสินตามกระบวนการยุติธรรม หาก กกต. เพิกเฉยต่อหลักฐาน ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือขององค์กร
.
"กกต. ควรจะดำเนินการในการชี้มูลและส่งศาลครับ ไม่ใช่มาตีตกตามอนุฯ ที่ออกมา แล้วอันนี้จะทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัย กกต. มากครับ"
.
❏ เกมการเมืองและหน้าที่ของฝ่ายค้าน
.
จังหวะเวลาของการดำเนินคดีฮั้ว สว. ดูเหมือนจะสอดคล้องกับจังหวะก้าวทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการโหวตเลือกผู้บริหารประเทศ ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตเรื่องการประนีประนอมอำนาจ ในขณะเดียวกัน ฝ่ายตรวจสอบหรือพรรคฝ่ายค้านก็ถูกตั้งคำถามถึงความจริงใจในการทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ควรทำไปเพียงเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง หรือเพื่อโค่นล้มกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามเพียงเพื่อเอาพวกพ้องของตนเองขึ้นมาแทนที่
.
"ถ้าทำหน้าที่ฝ่ายค้านตัวจริงนะ... ต้องทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่ว่า เฮ้ย ทำแล้วโค่น สว. สีน้ำเงินเพื่อให้ สว. สีส้มได้... ไอ้อย่างเงี้ยไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยเลยครับ"
.
❏ วิกฤตศรัทธาต่อองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
.
หากการทุจริตในระดับโครงสร้างเช่นนี้ถูกปล่อยผ่าน จะทำให้องค์กรอิสระซึ่งถือเป็น "อำนาจที่สี่" สูญเสียความชอบธรรมในสายตาประชาชน ยิ่งกรรมการองค์กรอิสระหลายแห่งต้องผ่านการรับรองจาก สว. ชุดที่มีข้อครหา ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของการถูกครอบงำจากร่มเงาทางการเมืองเดียวกัน หากองค์กรเหล่านี้ไม่สามารถเป็นที่พึ่งพิงได้ ประชาชนอาจเกิดคำถามถึงความจำเป็นในการมีอยู่ นำไปสู่ข้อเรียกร้องให้ยกเลิกหรือโอนอำนาจกลับไปให้หน่วยงานยุติธรรมรูปแบบเดิม
.
"องค์กรอิสระถ้าไม่เป็นที่พึ่งที่หวังในกระบวนการยุติธรรม เขาก็กำลังคิดว่างั้นเราก็กลับไปสู่การไม่ต้องมีองค์กรอิสระ เรากลับไปใช้อำนาจอธิปไตยเหมือนเดิม"
.
❏ หายนะที่อาจนำไปสู่จุดจบของระบบ "วุฒิสภา"
.
ผลกระทบระยะยาวที่ร้ายแรงที่สุดคือการทำลายหลักการ "สภากลั่นกรอง" และระบบถ่วงดุลอำนาจ หากสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และองค์กรอิสระ มาจากแหล่งอำนาจเดียวกันทั้งหมด ระบบการตรวจสอบก็จะล้มเหลว ความเสื่อมศรัทธานี้จะนำไปสู่กระแสการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่อาจจะตัดระบบวุฒิสภาทิ้งไปเลย ซึ่งแม้อาจจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน แต่อาจเป็นจุดจบของวุฒิสภาไทยในทศวรรษหน้า หากไม่มีการแก้ไขปัญหาการทุจริตและเครือข่ายฮั้วโหวตอย่างเด็ดขาด
.
"รวมถึงวุฒิสภาที่อาจจะต้องถูกเขียนว่าไม่จำเป็นต้องมีวุฒิสภาแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีสภากลั่นกรองแล้ว ให้สภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ไปอย่างเดียวเลย... มันจะบั่นทอนตัวเองลงไปโดยเกิดจากการที่มีการฮั้ว สว."
.
ที่มาเฟสบุ๊คหมาเฝ้าบ้าน
https://www.facebook.com/100081601488869/posts/926568726739835/?app=fbl
ฝ่ายสลิ่ม ไม่ร่วมกันกินรวบเมืองไทย แล้วเหรอ? ทำไมแฉกันเอง
.
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความโปร่งใสในการเลือกตั้ง สว. ชุดล่าสุด ข้อครหาเรื่อง "การฮั้วโหวต" กำลังสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบการตรวจสอบของไทย บทสัมภาษณ์เจาะลึกจากคุณสมชาย แสวงการ อดีต สว. จะมาเปิดโปงขบวนการจัดตั้งที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ซึ่งไม่เพียงแค่ชี้ชะตา กกต. แต่อาจหมายถึงจุดจบของระบบวุฒิสภาและองค์กรอิสระในอนาคต!
.
❏ ขบวนการจัดตั้งและฮั้วโหวตตั้งแต่ระดับฐานราก
.
การเลือก สว. ครั้งนี้ถูกวิเคราะห์ว่ามีการทุจริตอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงส่วนกลาง โดยใช้ช่องโหว่ในการเกณฑ์คนหลากหลายอาชีพ เช่น คนขับรถ หรือแม่บ้าน ที่ไม่มีคุณสมบัติตรงตามกลุ่มอาชีพเข้ามาสมัครเพื่อเป็น "กลุ่มพลีชีพ" หรือผู้ที่ยอมกาศูนย์คะแนนให้ตัวเองเพื่อเทคะแนนให้เป้าหมาย มีการแจกโพยและบล็อกโหวตด้วยการเขียนหมายเลขเรียงเหมือนกันราวกับการลอกข้อสอบ ซึ่งเป็นการใช้เงินจ้างวานตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสนบาทต่อหัว
.
"มันคือการทำข้อสอบรั่ว... นักเรียนห้องนึงมี 50 คน เขียนข้อสอบตรงกันหมดทุกคน เป็นช้อยส์ก็เขียนตรงกัน ผิดก็ผิดเหมือนกัน ถูกก็ถูกเหมือนกันทุกคน"
.
❏ หลักฐานเชิงนิติวิทยาศาสตร์จาก DSI ที่รอการสานต่อ
.
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เข้ามาตรวจสอบและพบหลักฐานที่รัดกุม ทั้งการแกะรอยเส้นทางการเงิน สัญญาณโทรศัพท์มือถือ (Cell Site) ที่ระบุพิกัดการรวมตัวกันของผู้สมัครนับร้อยคนที่โรงแรมเดียวกัน การเหมาจ่ายค่าที่พักโดยบุคคลเดียว ไปจนถึงการจ้างเขียนโค้ดเพื่อซ้อมกาบัตร ข้อมูลทั้งหมดนี้ระบุตัวบุคคลและเครือข่ายเบื้องหลังได้อย่างชัดเจน ซึ่งอนุกรรมการของ กกต. ชุดที่ 26 ได้ทำงานร่วมกับ DSI และรวบรวมสำนวนไว้เป็นอย่างดี รอเพียงการบังคับใช้กฎหมาย
.
"ดีเอสไอได้ดำเนินการสอบสวนไปนั้น มีหลักฐานชัดเจนเชิงนิติวิทยาศาสตร์ แล้วก็สาวถึงเส้นเงิน ตามได้ถึง Cell Site ของกลุ่มคน ใบเสร็จรับเงินที่โรงแรม การจัดประชุม และการกาบัตร"
.
❏ ความเคลือบแคลงต่อจุดยืนและมติของ กกต.
.
ประเด็นที่สังคมจับตามองคือทิศทางการตัดสินใจของ กกต. เมื่ออนุกรรมการชุดใหม่มีมติว่าไม่มีผู้กระทำผิด ซึ่งสวนทางกับข้อเท็จจริงและหลักฐานจากชุดที่ 26 อย่างสิ้นเชิง การตีตกคดีด้วยอนุกรรมการชุดนี้สร้างความกังขาว่า กกต. กำลังทำหน้าที่ตัดตอนคดีเสียเองหรือไม่ ทั้งที่ตามหลักการแล้ว กกต. ควรมีหน้าที่เพียงชี้มูลความผิดและส่งเรื่องให้ศาลเป็นผู้ตัดสินตามกระบวนการยุติธรรม หาก กกต. เพิกเฉยต่อหลักฐาน ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือขององค์กร
.
"กกต. ควรจะดำเนินการในการชี้มูลและส่งศาลครับ ไม่ใช่มาตีตกตามอนุฯ ที่ออกมา แล้วอันนี้จะทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัย กกต. มากครับ"
.
❏ เกมการเมืองและหน้าที่ของฝ่ายค้าน
.
จังหวะเวลาของการดำเนินคดีฮั้ว สว. ดูเหมือนจะสอดคล้องกับจังหวะก้าวทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการโหวตเลือกผู้บริหารประเทศ ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตเรื่องการประนีประนอมอำนาจ ในขณะเดียวกัน ฝ่ายตรวจสอบหรือพรรคฝ่ายค้านก็ถูกตั้งคำถามถึงความจริงใจในการทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ควรทำไปเพียงเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง หรือเพื่อโค่นล้มกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามเพียงเพื่อเอาพวกพ้องของตนเองขึ้นมาแทนที่
.
"ถ้าทำหน้าที่ฝ่ายค้านตัวจริงนะ... ต้องทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่ว่า เฮ้ย ทำแล้วโค่น สว. สีน้ำเงินเพื่อให้ สว. สีส้มได้... ไอ้อย่างเงี้ยไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยเลยครับ"
.
❏ วิกฤตศรัทธาต่อองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
.
หากการทุจริตในระดับโครงสร้างเช่นนี้ถูกปล่อยผ่าน จะทำให้องค์กรอิสระซึ่งถือเป็น "อำนาจที่สี่" สูญเสียความชอบธรรมในสายตาประชาชน ยิ่งกรรมการองค์กรอิสระหลายแห่งต้องผ่านการรับรองจาก สว. ชุดที่มีข้อครหา ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของการถูกครอบงำจากร่มเงาทางการเมืองเดียวกัน หากองค์กรเหล่านี้ไม่สามารถเป็นที่พึ่งพิงได้ ประชาชนอาจเกิดคำถามถึงความจำเป็นในการมีอยู่ นำไปสู่ข้อเรียกร้องให้ยกเลิกหรือโอนอำนาจกลับไปให้หน่วยงานยุติธรรมรูปแบบเดิม
.
"องค์กรอิสระถ้าไม่เป็นที่พึ่งที่หวังในกระบวนการยุติธรรม เขาก็กำลังคิดว่างั้นเราก็กลับไปสู่การไม่ต้องมีองค์กรอิสระ เรากลับไปใช้อำนาจอธิปไตยเหมือนเดิม"
.
❏ หายนะที่อาจนำไปสู่จุดจบของระบบ "วุฒิสภา"
.
ผลกระทบระยะยาวที่ร้ายแรงที่สุดคือการทำลายหลักการ "สภากลั่นกรอง" และระบบถ่วงดุลอำนาจ หากสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และองค์กรอิสระ มาจากแหล่งอำนาจเดียวกันทั้งหมด ระบบการตรวจสอบก็จะล้มเหลว ความเสื่อมศรัทธานี้จะนำไปสู่กระแสการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่อาจจะตัดระบบวุฒิสภาทิ้งไปเลย ซึ่งแม้อาจจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน แต่อาจเป็นจุดจบของวุฒิสภาไทยในทศวรรษหน้า หากไม่มีการแก้ไขปัญหาการทุจริตและเครือข่ายฮั้วโหวตอย่างเด็ดขาด
.
"รวมถึงวุฒิสภาที่อาจจะต้องถูกเขียนว่าไม่จำเป็นต้องมีวุฒิสภาแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีสภากลั่นกรองแล้ว ให้สภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ไปอย่างเดียวเลย... มันจะบั่นทอนตัวเองลงไปโดยเกิดจากการที่มีการฮั้ว สว."
.
ที่มาเฟสบุ๊คหมาเฝ้าบ้าน
https://www.facebook.com/100081601488869/posts/926568726739835/?app=fbl