การบวชและการถือชีวิตนักบวชในคริสตศาสนาคาทอลิก มีรากฐานลึกซึ้งที่สืบทอดมานับพันปี โดยไม่ได้เป็นเพียงการถือจารีตตามประเพณี แต่เป็นกระบวนการทางจิตวิญญาณที่เรียกว่า "การเลียนแบบพระคริสต์" (Imitatio Christi) อย่างสุดทาง
ประวัติและความเป็นมาของการออกบวช (Monasticism)
จุดเริ่มต้นของการออกบวชในคริสต์ศาสนาไม่ได้เริ่มจากการสร้างโบสถ์หรืออาราม แต่เริ่มจาก "บิดาแห่งทะเลทราย" (Desert Fathers) ในช่วงศตวรรษที่ 3-4 เช่น นักบุญแอนโทนีแห่งอียิปต์ ที่เกิดความเบื่อหน่ายในโลกศิวิไลซ์และเห็นว่าคริสตชนในเมืองเริ่มประนีประนอมกับกิเลสและอำนาจทางการเมืองหลังจากคริสต์ศาสนาเป็นศาสนาประจำจักรวรรดิโรมัน ท่านจึงปลีกตัวออกไปอยู่ในถ้ำในทะเลทรายเพื่อเผชิญหน้ากับการทดลองของปีศาจและการขัดเกลาตัวตน
ต่อมา นักบุญปาโคมิอุส ได้ริเริ่มการรวมกลุ่มนักบวชที่เดิมต่างคนต่างอยู่ให้มาอยู่รวมกันเป็นชุมชน (Cenobitic Monasticism) โดยมีกฎระเบียบที่ชัดเจน จนกระทั่งถึงยุคของ นักบุญเบเนดิกต์แห่งนูร์เซีย ในศตวรรษที่ 6 ผู้เขียน "วินัยของนักบุญเบเนดิกต์" (Rule of Saint Benedict) ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของอารามในยุโรปทั้งหมด เน้นหลักการ Ora et Labora หรือ "สวดภาวนาและทำงาน"
การถือพรหมจรรย์และการถือโสด (Celibacy)
ในคาทอลิก การถือโสด (Celibacy) สำหรับพระสงฆ์และนักบวชไม่ได้เป็นเพียงกฎหมายพระจักรพรรดิหรือระเบียบข้อบังคับที่ตั้งขึ้นลอยๆ แต่มีนัยสำคัญทางเทววิทยา 3 ประการคือ:
* ด้านพระคริสตวิทยา (Christological): พระเยซูเจ้าทรงใช้ชีวิตเป็นโสด ทรงอุทิศพระองค์เพื่อแผ่นดินของพระเจ้าโดยไม่มีพันธะทางครอบครัว นักบวชจึงถือโสดเพื่อ "เป็นเหมือนพระคริสต์" ให้มากที่สุด
* ด้านศาสนบริกร (Ecclesiological): เพื่อให้พระสงฆ์สามารถเป็น "พ่อ" ของคนทั้งชุมชนได้โดยไม่แบ่งแยก ไม่ต้องพะวงกับการดูแลบุตรภริยาของตนเอง ทำให้สามารถอุทิศเวลา 24 ชั่วโมงเพื่ออภิบาลสัตบุรุษ
* ด้านอวสานวิทยา (Eschatological): เป็นการประกาศว่าในสวรรค์จะไม่มีการแต่งงาน นักบวชจึงใช้ชีวิตในโลกนี้เพื่อเป็น "เครื่องหมาย" ของโลกหน้า
ชีวิตนักบวช (Consecrated Life) และสัตยาบัน 3 ประการ
ผู้ที่บวชเป็นนักบวชในคณะนักบวช (Religious Life) เช่น คณะเยสุอิต, คณะฟรันซิสกัน หรือคณะคาร์เมไลท์ จะต้องปฏิเสธ "อัตตา" และ "ตัณหา" ผ่านสัตยาบัน 3 ประการ (Evangelical Counsels) ซึ่งเป็นการปราบกิเลสโดยตรง:
* ความยากจน (Poverty): การไม่ครอบครองทรัพย์สินส่วนตัว เพื่อทำลายความโลภ (Greed) และความยึดติดในวัตถุ ทุกอย่างเป็นของส่วนรวม
* ความบริสุทธิ์/พรหมจรรย์ (Chastity): การสละความปรารถนาทางกามราคะ (Lust) เพื่อมอบความรักทั้งหมดให้แก่พระเจ้าและมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียม
* ความนอบน้อมเชื่อฟัง (Obedience): การละทิ้ง "น้ำใจตนเอง" (Will) เพื่อทำตามคำสั่งของผู้ใหญ่ ซึ่งถือเป็นการทำลาย "อัตตา" (Pride/Ego) ที่ลึกที่สุด เพราะมนุษย์รักในอิสระและตัวตนของตนเองมากที่สุด
ความน่าสนใจและจุดที่ "สุด" ของนักบวชคาทอลิก
ความน่าสนใจอยู่ที่ "ความตายต่อโลก" (Death to the World) นักบวชในอารามเขตพรต (Cloistered Monks/Nuns) เช่น สายคาร์เมไลท์ หรือสายกับปูชิน บางกลุ่มจะใช้ชีวิตอยู่แต่ในรั้วอาราม ตัดขาดจากการสื่อสารภายนอก สวดภาวนาเป็นรอบเวลาแม้ในยามวิกาล
นี่คือการ "ติดคุกโดยสมัครใจ" เพื่อเสรีภาพทางวิญญาณ ศาสนาคริสต์มองว่าตัณหาและอัตตาคือโซ่ตรวนที่ล่ามมนุษย์ไว้กับสิ่งชั่วคราว การบวชจึงคือการกระโดดเข้าสู่ความรักของพระเจ้าโดยไม่มีตาข่ายรองรับ
ในแง่ของประวัติศาสตร์ การออกบวชของคาทอลิกคือตัวแปรสำคัญที่รักษา "อารยธรรม" และ "ความรู้" ของโลกตะวันตกไว้ในช่วงยุคมืด (Dark Ages) อารามคือห้องสมุด คือโรงพยาบาล และคือศูนย์กลางกสิกรรม ซึ่งทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยกลุ่มคนที่ "ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีครอบครัว และไม่มีชื่อเสียงของตนเอง"
ข้อเท็จจริงที่ต้องเน้นย้ำ:
การบวชในคาทอลิกไม่ใช่การหนีปัญหา แต่เป็นการ "เผชิญหน้ากับความจริง" ในระดับที่ลึกที่สุด คือการเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าของตนเองเพื่อให้พระเจ้าเติมเต็ม หากใครบวชเพราะหนีโลก ผู้นั้นจะอยู่ไม่ได้นาน เพราะวินัยนักบวชนั้น "กัดกร่อน" อัตตาอย่างรุนแรงทุกวินาทีผ่านการสวดและงานหนัก
การบวชและการถือชีวิตนักบวชในคริสตศาสนา(เป็นประโยชน์ที่สุดตั้งแต่พันทิปก่อตั้งมา)
ประวัติและความเป็นมาของการออกบวช (Monasticism)
จุดเริ่มต้นของการออกบวชในคริสต์ศาสนาไม่ได้เริ่มจากการสร้างโบสถ์หรืออาราม แต่เริ่มจาก "บิดาแห่งทะเลทราย" (Desert Fathers) ในช่วงศตวรรษที่ 3-4 เช่น นักบุญแอนโทนีแห่งอียิปต์ ที่เกิดความเบื่อหน่ายในโลกศิวิไลซ์และเห็นว่าคริสตชนในเมืองเริ่มประนีประนอมกับกิเลสและอำนาจทางการเมืองหลังจากคริสต์ศาสนาเป็นศาสนาประจำจักรวรรดิโรมัน ท่านจึงปลีกตัวออกไปอยู่ในถ้ำในทะเลทรายเพื่อเผชิญหน้ากับการทดลองของปีศาจและการขัดเกลาตัวตน
ต่อมา นักบุญปาโคมิอุส ได้ริเริ่มการรวมกลุ่มนักบวชที่เดิมต่างคนต่างอยู่ให้มาอยู่รวมกันเป็นชุมชน (Cenobitic Monasticism) โดยมีกฎระเบียบที่ชัดเจน จนกระทั่งถึงยุคของ นักบุญเบเนดิกต์แห่งนูร์เซีย ในศตวรรษที่ 6 ผู้เขียน "วินัยของนักบุญเบเนดิกต์" (Rule of Saint Benedict) ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของอารามในยุโรปทั้งหมด เน้นหลักการ Ora et Labora หรือ "สวดภาวนาและทำงาน"
การถือพรหมจรรย์และการถือโสด (Celibacy)
ในคาทอลิก การถือโสด (Celibacy) สำหรับพระสงฆ์และนักบวชไม่ได้เป็นเพียงกฎหมายพระจักรพรรดิหรือระเบียบข้อบังคับที่ตั้งขึ้นลอยๆ แต่มีนัยสำคัญทางเทววิทยา 3 ประการคือ:
* ด้านพระคริสตวิทยา (Christological): พระเยซูเจ้าทรงใช้ชีวิตเป็นโสด ทรงอุทิศพระองค์เพื่อแผ่นดินของพระเจ้าโดยไม่มีพันธะทางครอบครัว นักบวชจึงถือโสดเพื่อ "เป็นเหมือนพระคริสต์" ให้มากที่สุด
* ด้านศาสนบริกร (Ecclesiological): เพื่อให้พระสงฆ์สามารถเป็น "พ่อ" ของคนทั้งชุมชนได้โดยไม่แบ่งแยก ไม่ต้องพะวงกับการดูแลบุตรภริยาของตนเอง ทำให้สามารถอุทิศเวลา 24 ชั่วโมงเพื่ออภิบาลสัตบุรุษ
* ด้านอวสานวิทยา (Eschatological): เป็นการประกาศว่าในสวรรค์จะไม่มีการแต่งงาน นักบวชจึงใช้ชีวิตในโลกนี้เพื่อเป็น "เครื่องหมาย" ของโลกหน้า
ชีวิตนักบวช (Consecrated Life) และสัตยาบัน 3 ประการ
ผู้ที่บวชเป็นนักบวชในคณะนักบวช (Religious Life) เช่น คณะเยสุอิต, คณะฟรันซิสกัน หรือคณะคาร์เมไลท์ จะต้องปฏิเสธ "อัตตา" และ "ตัณหา" ผ่านสัตยาบัน 3 ประการ (Evangelical Counsels) ซึ่งเป็นการปราบกิเลสโดยตรง:
* ความยากจน (Poverty): การไม่ครอบครองทรัพย์สินส่วนตัว เพื่อทำลายความโลภ (Greed) และความยึดติดในวัตถุ ทุกอย่างเป็นของส่วนรวม
* ความบริสุทธิ์/พรหมจรรย์ (Chastity): การสละความปรารถนาทางกามราคะ (Lust) เพื่อมอบความรักทั้งหมดให้แก่พระเจ้าและมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียม
* ความนอบน้อมเชื่อฟัง (Obedience): การละทิ้ง "น้ำใจตนเอง" (Will) เพื่อทำตามคำสั่งของผู้ใหญ่ ซึ่งถือเป็นการทำลาย "อัตตา" (Pride/Ego) ที่ลึกที่สุด เพราะมนุษย์รักในอิสระและตัวตนของตนเองมากที่สุด
ความน่าสนใจและจุดที่ "สุด" ของนักบวชคาทอลิก
ความน่าสนใจอยู่ที่ "ความตายต่อโลก" (Death to the World) นักบวชในอารามเขตพรต (Cloistered Monks/Nuns) เช่น สายคาร์เมไลท์ หรือสายกับปูชิน บางกลุ่มจะใช้ชีวิตอยู่แต่ในรั้วอาราม ตัดขาดจากการสื่อสารภายนอก สวดภาวนาเป็นรอบเวลาแม้ในยามวิกาล
นี่คือการ "ติดคุกโดยสมัครใจ" เพื่อเสรีภาพทางวิญญาณ ศาสนาคริสต์มองว่าตัณหาและอัตตาคือโซ่ตรวนที่ล่ามมนุษย์ไว้กับสิ่งชั่วคราว การบวชจึงคือการกระโดดเข้าสู่ความรักของพระเจ้าโดยไม่มีตาข่ายรองรับ
ในแง่ของประวัติศาสตร์ การออกบวชของคาทอลิกคือตัวแปรสำคัญที่รักษา "อารยธรรม" และ "ความรู้" ของโลกตะวันตกไว้ในช่วงยุคมืด (Dark Ages) อารามคือห้องสมุด คือโรงพยาบาล และคือศูนย์กลางกสิกรรม ซึ่งทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยกลุ่มคนที่ "ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีครอบครัว และไม่มีชื่อเสียงของตนเอง"
ข้อเท็จจริงที่ต้องเน้นย้ำ:
การบวชในคาทอลิกไม่ใช่การหนีปัญหา แต่เป็นการ "เผชิญหน้ากับความจริง" ในระดับที่ลึกที่สุด คือการเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าของตนเองเพื่อให้พระเจ้าเติมเต็ม หากใครบวชเพราะหนีโลก ผู้นั้นจะอยู่ไม่ได้นาน เพราะวินัยนักบวชนั้น "กัดกร่อน" อัตตาอย่างรุนแรงทุกวินาทีผ่านการสวดและงานหนัก