ภาคการเมือง’ พร้อมขับเคลื่อน ตั้งกองทุน ‘LTC Insurance’ จ้างนักบริบาลแสนคนดูแลสูงวัย

สช.-สวรส.-ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ รามาฯ” เปิดผลวิจัยพร้อมยื่นข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวในชุมชนยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ชงรัฐบาลจัดตั้งกองทุน Long-Term Care Insurance พร้อมจ้างงานบริบาลชุมชนแบบเต็มเวลา 1 แสนคนทั่วประเทศ “หมอเอก” พรรคภูมิใจไทย ให้ Commitment ขับเคลื่อนนโยบาย ขณะที่ “เดชรัต” พรรคประชาชน เตรียมตัวการบ้านผ่านอภิปรายงบ ปี 2570 ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญจริงหรือไม่ ด้าน “ศ. ดร.ชาญณรงค์” จ่อผลักดันผ่านคณะอนุกรรมาธิการกิจการผู้สูงอายุฯ

เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดการประชุมสังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากการศึกษา และการสำรวจความคิดเห็น “โครงการวิเคราะห์สถานการณ์และองค์ความรู้ระบบการดูแลระยะยาวในชุมชนของประเทศไทย” พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สังเคราะห์จากงานวิจัยต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนพรรคการเมือง ได้แก่ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ คณะทำงานด้านสาธารณสุข พรรคภูมิใจไทย ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต พรรคประชาชน นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ พรรคประชาชน คุณรัดเกล้า สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ณ โรงแรมทีเคพาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แบงคอก กทม. โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งในห้องประชุมและผ่านช่องทางออนไลน์ กว่า 500 คน
การศึกษาและการจัดประชุมดังกล่าว อยู่ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สช. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อนำเสนอผลการวิจัยเบื้องต้น ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล ตลอดจนรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปพัฒนาเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์ต่อไป
[img]https://www.thecoverage.info/sites/default/files/users/user2/2026/2026-03/s-36315154_0.jpg[/img]
สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้จากงานวิจัย เพื่อพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวในชุมชนให้มีความเข้มแข็ง ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงและครอบครัวอย่างยั่งยืน มีด้วยกัน 2 ข้อ ได้แก่ 1. จัดตั้งกองทุนการดูแลระยะยาว (Long-Term Care Insurance หรือ LTCI) 2. จ้างนักบริบาลชุมชนเต็มเวลา หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งนักบริบาล จำนวน 100,000 คน คาดการณ์งบประมาณปีละ 10,000 ล้านบาท
ในส่วนของการจัดตั้งกองทุน LTCI ทีมวิจัยออกแบบให้เป็นกองทุนอิสระ แยกออกจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทำหน้าที่รองรับค่าใช้จ่ายด้านการดูแลทางสังคมสำหรับผู้มีภาวะพึ่งพิงโดยเฉพาะ โดยงบประมาณในระยะแรกมาจากการจัดสรรงบของรัฐบาล โดยมีการร่วมจ่ายจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ระดับจังหวัด ส่วนระยะยาวควรพัฒนาไปสู่ระบบการจัดเก็บเงินสมทบในวัยทำงานในลักษณะเดียวกับประกันสังคม
ขณะที่การจ้างนักบริบาลชุมชน 100,000 คน เป็นไปเพื่อเพิ่มจำนวนนักบริบาลชุมชนแบบเต็มเวลา ให้ครอบคลุมไม่น้อยกว่า 1 คน ต่อ 1 หมู่บ้าน โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการคัดเลือกจากอาสาสมัครที่มีผลการปฏิบัติงานในชุมชน และต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรของกรมอนามัย ปฏิบัติงาน 6 วันต่อสัปดาห์ อัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละพื้นที่ หรือประมาณเดือนละ 9,000 บาท มีหน้าที่อาทิ ดูแลกิจวัตรประจำวันของผู้มีภาวะพึ่งพิงร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เปิดเผยว่า ทุกวันนี้อายุคาดเฉลี่ยของคนในโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ ประเทศไทยอยู่ที่ 77.1 ปี ขณะที่อัตราการเกิดตลอดชีวิตของผู้หญิงไทยจะมีลูกเพียง 1.1 คน ในอดีตเรามีช่วงที่ประชากรเกิดเกิน 1 ล้านคน ซึ่งในอนาคตเขาจะกลายเป็นผู้สูงอายุพร้อมกัน ขณะที่ภาวะคุกคามต่อระบบสาธารณสุขไทยก็คือการเข้าสู่สังคมสูงอายุเร็วกว่าที่คาด และการระบาดวิทยาที่เปลี่ยนเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ดังนั้นถ้าเราไม่เตรียมระบบรองรับให้ดีพอจะเกิดหายนะขึ้นได้
“ในขณะที่เรากำลังพยายามออกแบบ LTC services ว่าควรเป็นอย่างไร ผมอยากให้มองเรื่อง Health outcome ด้วย คือ services ที่เรากำลังออกแบบจะไปเปลี่ยน Health outcome อย่างไร และที่สำคัญคือ services จะอยู่เดี่ยวๆ ไม่ได้ แต่จะอยู่ได้ก็ด้วยมี Supportive Systems อาทิ คน ทรัพยากร ระบบข้อมูล เทคโนโลยี การเงินการคลัง ระบบการจัดการ” นพ.ศุภกิจ กล่าว
นพ.ศุภกิจ ยังกล่าวถึงการดำเนินโครงการ LTOP ที่ได้ทำร่วมกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพบว่ารูปแบบ LTC ของไทยไม่ควรเดินตามญี่ปุ่นที่เมื่อผู้สูงอายุติดเตียงแล้วส่งไปโรงพยาบาล หรือ Hospital base ซึ่งมีค่าใช้จ่ายแพงมาก แต่เราต้องกลับมา Community base กล่าวคือเมื่อผู้สูงอายุดูแลตัวเองไม่ได้ คนแรกที่เราต้องเข้าไปจัดการคือครอบครัวให้พร้อมดูแลผู้สูงอายุพอสมควร จากนั้นเราจะมี Community LTC team คอยสนับสนุนครอบครัวที่ไม่มีศักยภาพในการดูแลผู้สูงอายุ โดยมีโรงพยาบาลแม่ข่ายคอยสนับสนุน Community LTC team อีกที ขณะที่ อปท. ก็จะต้องเข้ามาสนับสนุนครัวเรือนอย่างใกล้ชิด เช่น ดูแลบ้าน ส่งตัวผู้ป่วยไปโรงพยาบาล ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นหลักใหญ่ในการทำงาน

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ปัจจุบันโลกอยู่ในยุควิกฤตซ้อนวิกฤต ซึ่งมีเรื่องความเปลี่ยนแปลงด้านประชากรเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งโรคไม่ติดต่อ (NCDs) สังคมสูงวัย ระบบสุขภาพท้องถิ่น ระบบข้อมูล กำลังคนด้านสุขภาพ เทคโนโลยีสูงราคาแพง ทั้งหมดนี้ทำให้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า การตั้งรับอยู่ในโรงพยาบาล หรือ Hospital base เพียงอย่างเดียวคงไม่ไหว เพราะจะมีค่าใช้จ่ายสูง ทิศทางที่ควรจะเป็นจึงควรมุ่งไปที่ชุมชนหรือพื้นที่ หรือ Community base ซึ่งหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ก็ได้ดำเนินการเช่นนี้แล้ว
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการดูแลระยะยาวผู้สูงอายุ ที่นับเป็นรากฐานของความมั่นคงทางสังคมตั้งแต่เกิดจนตาย เราต้องช่วยกันทำให้เกิดเป็นระบบที่ยั่งยืน เป็นระบบถ้วนหน้าที่ครบทั้งงาน งบ ระบบ คน เพื่อเปลี่ยนจากภาระครัวเรือนสู่ระบบสาธารณะ ซึ่งข้อเสนอในวันนี้จะถูกนำไปพัฒนาเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติด้านสุขภาพต่อไป” นพ.สุเทพ กล่าว

นพ.ปรีดา แต้อารักษ์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า การวิจัยในวันนี้ถือเป็นโอกาสและจุดแข็งของประเทศไทย ซึ่งสามารถมองได้ใน 3 มุมมอง คือ 1. มุมมองด้านประชาชนและชุมชน ทำให้เกิดการจ้างงานสร้างอาชีพ เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งด้านการบริการ การดูแล 2. มุมมองด้านผู้จัดบริการและผู้จัดงบประมาณ จะสร้างระบบบริการที่จะตอบสนองและจะทำให้เกิดจุดแข็งในการเชื่อมต่อระบบบริการตั้งแต่ระดับชุมชนที่บ้านไปถึงหน่วยบริการระดับสูง 3. มุมมองการพัฒนาเศรษฐกิจของฝ่ายนโยบาย รัฐบาล สส. และ สว. ซึ่งจะต้องมีความมุ่งมั่นทำให้เกิดบริการเหล่านี้ ซึ่งเป็นโครงสร้างที่สำคัญของประเทศไทย
นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังได้จัดทำข้อเสนอและขั้นตอนการดำเนินงานเร่งด่วนสำหรับรัฐบาลเพื่อให้นโยบายนี้เกิดขึ้นจริงในวาระของรัฐบาลชุดใหม่ โดยมีด้วยกัน 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1. มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติในหลักการจัดตั้งกองทุน LTCI และกำหนดให้เป็นนโยบายแห่งชาติ ภายใน 6 เดือนแรก 2. ออกระเบียบหรือกฎหมายรองรับการจัดตั้งกองทุน LTCI โดยมีกลไกร่วมจ่ายระหว่างรัฐบาล และ อปท. 3. เริ่มคัดเลือกและจ้างนักบริบาลชุมชนเต็มเวลาจากผู้ที่ผ่านการอบรมแล้วกว่าแสนที่มีอยู่ในทุกชุมชน ซึ่งทำให้สามารถขยายผลได้ทันที 4. กำหนดให้ รพ.สต. ที่โอนมาสังกัด อบจ. ทำหน้าที่อบรม กำกับ และประเมินผลนักบริบาลชุมชนในพื้นที่โดยตรง 5. จัดทำฐานข้อมูลระดับชาติสำหรับติดตามสถานการณ์ผู้มีภาวะพึ่งพิง และระบบประเมินผลลัพธ์การให้บริการ

นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ คณะทำงานด้านสาธารณสุข พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า เรื่องที่นำเสนอในวันนี้เป็นสิ่งที่เราเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายพยาบาลอาสาของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งในความจริงก็คือผู้ที่เข้าไปทำงานในชุมชน ภาพในวันนี้ทุกพรรคการเมืองเห็นตรงกันว่าสิ่งที่ต้องทำคือเรื่องระบบปฐมภูมิ การจัดระบบดูแลสังคมสูงวัยและผู้ป่วยเรื้อรัง
ทั้งนี้ เนื้อหาการประชุมในวันนี้จะถูกนำไปดำเนินการต่อ เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้จะได้ทำงานร่วมกันเพื่อปรับรูปแบบการรับมือกับปัญหาอนาคตที่ทุกคนต้องเจอ และในฐานะรัฐบาลจะทำงานร่วมกัน ยืนยันว่าไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไร ประเด็นในวันนี้ก็จะยังอยู่ และเป็น Commitment ทางการเมืองว่าจะขับเคลื่อนต่อไป

ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า สิ่งที่พรรคประชาชนจะผลักดันและติดตาม คือ 1. ระบบวิธีการทำงานค่อนข้างแยกส่วนตั้งแต่ภาพรวมระดับประเทศไปในพื้นที่ ซึ่งต้องแก้ไขและเป็นบันไดก้าวแรกที่ต้องทำ 2. การออกแบบระบบวิธีการทำงานของ Care Giver ที่อยากให้เป็นจริงๆ คืออะไร เพราะคงไม่ใช่แค่เรื่องจะได้เงินแค่ไหน แต่อาจเกี่ยวข้องกับรูปแบบการทำงานที่เหมาะสมด้วย 3. งบประมาณมาจากแหล่งใด ซึ่งไม่อยากให้มองเฉพาะการใส่งบประมาณเท่าใด และต้องหาจากที่ใด เพราะตัวนโยบายเองก็ช่วยประหยัดเงินอยู่แล้ว ส่วนแรกคือ คนที่ต้องลาออกจากงานมาดูแลพ่อแม่ 3-4 หมื่นคน ส่วนที่สองคือ คนที่จ้างดูแลก็เป็นรายได้เสริมเป็นการจ้างงานเศรษฐกิจในท้องถิ่น ส่วนที่สามคือ ช่วยค่าใช้จ่ายโรงพยาบาล ส่วนสุดท้าย อุตสาหกรรมต่างๆ หรืออุปกรณ์ที่จะเป็นตัวช่วยอาจซื้อได้ถูกลง ต่อรองได้มากขึ้น หรือผลิตเองได้ในอนาคต
“หากมองในมุมของรัฐบาล ผมคิดว่าเราเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไปได้ และถ้าเราเห็นภาพว่าทำแล้วมีประโยชน์อย่างไร ผมคิดว่าถึงเวลานั้นแล้วค่อยมาคุยกันว่างบประมาณจะมาจากไหนเพิ่ม ซึ่งหลังจากนี้จะมีการอภิปราย 2 อภิปรายสำคัญ คืออภิปรายนโยบายรัฐบาล กับอภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ. 2570 ฉะนั้นหากเทียบกับการตรวจการบ้าน 1. สอบมิดเทอม จะตรวจนโยบายของรัฐบาล 2. สอบไฟนอล จะตรวจการจัดสรรงบประมาณ ปี 2570 ซึ่งเราจะได้เห็นว่ารัฐบาลจะวางโจทย์ในการทำเรื่องนี้ในชั้นต้นอย่างไร” นายเดชรัต กล่าว

ศ. ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส กล่าวว่า จากประสบการณ์พบว่าประเทศไทยขาดงบประมาณ และบุคลากร ส่วนกฎหมายไม่มีปัญหา ฉะนั้นโจทย์คือจะขับเคลื่อนงานภายใต้ข้อจำกัดอย่างไรให้เกิดความยั่งยืน ส่วนตัวเห็นด้วยเรื่องการจ้างบุคลากรประจำ แต่ประเทศไทยมีระบบจิตอาสาที่มีเสน่ห์จึงต้องทำควบคู่กันไปด้วย
“ผมจะขอร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกันตามบทบาทหน้าที่ในเชิงนิติบัญญัติ สิ่งที่ออกแบบในวันนี้สวยงามดีแล้ว และส่วนตัวเห็นด้วย ในส่วนของวุฒิสมาชิกก็จะรับเรื่องนี้เข้าไปสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการกิจการผู้สูงอายุฯ เพื่อจะได้ไปศึกษาอย่างลึกซึ้ง จะขอเชิญทีมวิจัยเข้าไปนำเสนอให้คณะกรรมการฯ รับฟัง และจะนำไปสู่การทำข้อเสนอให้คณะกรรมาธิการ และเสนอต่อวุฒิสภาต่อไป” ศ. ดร.ชาญณรงค์ กล่าว
อนึ่ง หน่วยงานที่รับข้อเสนอนโยบาย ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คณะอนุกรรมาธิการกิจการผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่