รอดูผลงานนายกฯ อนุทิน หลังฟังความเห็นบรรดาซีอีโอ | บทบรรณาธิการกรุงเทพธุรกิจ
.
การเชิญซีอีโอของบิ๊กคอร์ปมาร่วมยื่นข้อเสนอให้กับรัฐบาลที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลเปิดทำเนียบรัฐบาลจัดกิจกรรมลักษณะนี้
.
ย้อนกลับไปสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร มีการเชิญบรรดานักธุรกิจมาร่วมแสดงความเห็นถึงแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศที่ทำเนียบรัฐบาล ในขณะที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการทำจดหมายเปิดผนึกถึง 20 มหาเศรษฐี เพื่อขอฟังคำแนวทางช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนช่วงโควิด-19 ระบาด
.
หลายรัฐบาลมีกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชนที่เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และในรัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงใช้แนวทางของ กรอ.ในการทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยจะนำข้อเสนอของซีอีโอที่ได้เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 มาขับเคลื่อนผ่านกลไก กรอ.เพื่อให้เกิดผลดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมและเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความเห็นของภาคเอกชน
.
โจทย์ของรัฐบาลปัจจุบันในการรับฟังความเห็นจากซีอีโอต้องการแนวทางที่จะยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกต้องเพราะรัฐบาลนอกจากต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นแล้ว อีกประเด็นที่สำคัญเป็นการวางแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาวที่จะต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เพื่อมาทดแทนเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมที่กำลังอ่อนแรง
.
ความเห็นของนักธุรกิจที่มีความเข้าใจปัญหาเชิงระบบลึก ซึ่งมีข้อเสนอที่ต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยต้องการให้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงการลงทุนพัฒนาคนที่เป็นการใช้เทคโนโลยี AI และดิจิทัลมาช่วยเพิ่มทักษะเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต รวมถึงการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และการปลดล็อกและแก้ปัญหาอุปสรรค ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคเอกชนเชื่อว่าจะช่วยยกระดับประเทศได้
.
หลังจากนี้อยู่ที่ความเอาใจใส่ของรัฐบาลในการกำหนดนโยบายขับเคลื่อนประเทศระยะยาว และการผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติเพื่อให้ไทยเข้าสู่การเป็นประเทศรายได้สูงหลังจากติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางมานาน แต่ถ้ารัฐบาลไม่สามารถผลักดันประเด็นดังกล่าวได้เท่ากับเวทีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 ไม่ต่างอะไรจากพิธีกรรมที่ทุกฝ่ายต่างรู้ว่าจบแล้วก็จบ และประเทศไทยก็จะขาดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
https://www.facebook.com/share/p/1ZYyj7xoam/
.
.
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities #กรุงเทพธุรกิจEconomic
นายกฯ เตรียมนำข้อเสนอเอกชน เข้า ครม.ทำ Dashboard ติดตามผลทุก 6 เดือน
.
โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ เตรียมนำข้อเสนอเอกชนจากเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เข้า ครม. แปลงสู่การขับเคลื่อนจริง ประโยชน์ถึงมือประชาชน
.
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล มีผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมครอบคลุม ธนาคาร โรงแรม ท่องเที่ยว ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ปิโตรเลียม เกษตร ค้าปลีกและสินค้าอุปโภค/บริโภค เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปกำหนดเป็นแผนปฏิบัติการ หรือ Action Plan ที่ชัดเจน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
.
นายกรัฐมนตรีมีดำริให้นำข้อเสนอสำคัญจากภาคเอกชนในเวทีครั้งนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ข้อเสนอแต่ละด้านมีหน่วยงานรับผิดชอบ และถูกนำไปขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เป็นเพียงการรับฟังในห้องประชุม
.
นางสาวรัชดา กล่าวว่า ข้อเสนอจากภาคเอกชนครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติธุรกิจ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตประชาชนทุกระดับ อาทิ
.
1. การเติบโตของภาคธุรกิจรายใหญ่และรายย่อย รวมถึงการผลักดันเศรษฐกิจใหม่ เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัล พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง จะช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้ประชาชน
.
2.ข้อเสนอให้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ระบบน้ำ และพลังงานสะอาด จะช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ ทำให้ค่าไฟมีเสถียรภาพ เกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดปี ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง และลดค่าครองชีพในระยะยาว
.
3.ข้อเสนอการปรับปรุงกฎระเบียบและเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานของภาครัฐ จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดึงดูดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจและโอกาสของประชาชนในระยะยาว
.
4.จากการผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, High Technology และอุตสาหกรรมสีเขียว จะเกิดงานทักษะสูงรายได้สูง เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงอาชีพใหม่ และช่วยให้SME แข่งขันได้ดีขึ้น พร้อมกระจายรายได้ไปถึงชุมชนและท้องถิ่น ไม่กระจุกอยู่แค่เมืองใหญ่
.
5.รัฐบาลรับทราบปัญหา SME โดยเฉพาะรายย่อย (ไมโครSME)) มีที่ยังเข้าไม่ถึงมาตรการของรัฐ และแหล่งเงินกู้ ซึ่งช่วยให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือในอนาคตอยากตรงจุด ควบคู่กับการสร้างการแข่งงขันที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยอยู่รอดและรักษาการจ้างงานไดอย่างยั่งยืน
.
โฆษกรัฐบาลย้ำว่า ข้อเสนอจากภาคเอกชนหลายเรื่องสอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลผลักดันอยู่ แต่ยังมีรายละเอียดที่ต้องทำร่วมกัน ดังนั้น เพื่อให้เกิดผลโดยเร็ว รัฐบาลจะเดินหน้าจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. พร้อมสร้างระบบ Dashboard ติดตามผลทุกมาตรการ และนัดประเมินผลร่วมกันภายใน 6 เดือน เพื่อให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
.
“การเปิดรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนครั้งนี้ เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้รัฐบาลออกนโยบายได้ตรงจุดและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น รัฐบาลยืนยันว่าจะเร่งผลักดันข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ทั้งในชีวิตประจำวันและในระยะยาวของประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว
https://www.facebook.com/share/p/1HfaVEYvxh/
.
.
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจupdate
รอดูผลงานนายกฯ อนุทิน หลังฟังความเห็นบรรดาซีอีโอ|นายกฯ เตรียมนำข้อเสนอเอกชน เข้า ครม.ทำ Dashboard ติดตามผลทุก 6 เดือน
.
การเชิญซีอีโอของบิ๊กคอร์ปมาร่วมยื่นข้อเสนอให้กับรัฐบาลที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลเปิดทำเนียบรัฐบาลจัดกิจกรรมลักษณะนี้
.
ย้อนกลับไปสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร มีการเชิญบรรดานักธุรกิจมาร่วมแสดงความเห็นถึงแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศที่ทำเนียบรัฐบาล ในขณะที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการทำจดหมายเปิดผนึกถึง 20 มหาเศรษฐี เพื่อขอฟังคำแนวทางช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนช่วงโควิด-19 ระบาด
.
หลายรัฐบาลมีกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชนที่เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และในรัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงใช้แนวทางของ กรอ.ในการทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยจะนำข้อเสนอของซีอีโอที่ได้เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 มาขับเคลื่อนผ่านกลไก กรอ.เพื่อให้เกิดผลดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมและเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความเห็นของภาคเอกชน
.
โจทย์ของรัฐบาลปัจจุบันในการรับฟังความเห็นจากซีอีโอต้องการแนวทางที่จะยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกต้องเพราะรัฐบาลนอกจากต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นแล้ว อีกประเด็นที่สำคัญเป็นการวางแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาวที่จะต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เพื่อมาทดแทนเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมที่กำลังอ่อนแรง
.
ความเห็นของนักธุรกิจที่มีความเข้าใจปัญหาเชิงระบบลึก ซึ่งมีข้อเสนอที่ต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยต้องการให้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงการลงทุนพัฒนาคนที่เป็นการใช้เทคโนโลยี AI และดิจิทัลมาช่วยเพิ่มทักษะเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต รวมถึงการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และการปลดล็อกและแก้ปัญหาอุปสรรค ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคเอกชนเชื่อว่าจะช่วยยกระดับประเทศได้
.
หลังจากนี้อยู่ที่ความเอาใจใส่ของรัฐบาลในการกำหนดนโยบายขับเคลื่อนประเทศระยะยาว และการผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติเพื่อให้ไทยเข้าสู่การเป็นประเทศรายได้สูงหลังจากติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางมานาน แต่ถ้ารัฐบาลไม่สามารถผลักดันประเด็นดังกล่าวได้เท่ากับเวทีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 ไม่ต่างอะไรจากพิธีกรรมที่ทุกฝ่ายต่างรู้ว่าจบแล้วก็จบ และประเทศไทยก็จะขาดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
https://www.facebook.com/share/p/1ZYyj7xoam/
.
.
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities #กรุงเทพธุรกิจEconomic
นายกฯ เตรียมนำข้อเสนอเอกชน เข้า ครม.ทำ Dashboard ติดตามผลทุก 6 เดือน
.
โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ เตรียมนำข้อเสนอเอกชนจากเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เข้า ครม. แปลงสู่การขับเคลื่อนจริง ประโยชน์ถึงมือประชาชน
.
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล มีผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมครอบคลุม ธนาคาร โรงแรม ท่องเที่ยว ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ปิโตรเลียม เกษตร ค้าปลีกและสินค้าอุปโภค/บริโภค เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปกำหนดเป็นแผนปฏิบัติการ หรือ Action Plan ที่ชัดเจน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
.
นายกรัฐมนตรีมีดำริให้นำข้อเสนอสำคัญจากภาคเอกชนในเวทีครั้งนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ข้อเสนอแต่ละด้านมีหน่วยงานรับผิดชอบ และถูกนำไปขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เป็นเพียงการรับฟังในห้องประชุม
.
นางสาวรัชดา กล่าวว่า ข้อเสนอจากภาคเอกชนครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติธุรกิจ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตประชาชนทุกระดับ อาทิ
.
1. การเติบโตของภาคธุรกิจรายใหญ่และรายย่อย รวมถึงการผลักดันเศรษฐกิจใหม่ เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัล พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง จะช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้ประชาชน
.
2.ข้อเสนอให้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ระบบน้ำ และพลังงานสะอาด จะช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ ทำให้ค่าไฟมีเสถียรภาพ เกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดปี ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง และลดค่าครองชีพในระยะยาว
.
3.ข้อเสนอการปรับปรุงกฎระเบียบและเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานของภาครัฐ จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดึงดูดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจและโอกาสของประชาชนในระยะยาว
.
4.จากการผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, High Technology และอุตสาหกรรมสีเขียว จะเกิดงานทักษะสูงรายได้สูง เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงอาชีพใหม่ และช่วยให้SME แข่งขันได้ดีขึ้น พร้อมกระจายรายได้ไปถึงชุมชนและท้องถิ่น ไม่กระจุกอยู่แค่เมืองใหญ่
.
5.รัฐบาลรับทราบปัญหา SME โดยเฉพาะรายย่อย (ไมโครSME)) มีที่ยังเข้าไม่ถึงมาตรการของรัฐ และแหล่งเงินกู้ ซึ่งช่วยให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือในอนาคตอยากตรงจุด ควบคู่กับการสร้างการแข่งงขันที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยอยู่รอดและรักษาการจ้างงานไดอย่างยั่งยืน
.
โฆษกรัฐบาลย้ำว่า ข้อเสนอจากภาคเอกชนหลายเรื่องสอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลผลักดันอยู่ แต่ยังมีรายละเอียดที่ต้องทำร่วมกัน ดังนั้น เพื่อให้เกิดผลโดยเร็ว รัฐบาลจะเดินหน้าจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. พร้อมสร้างระบบ Dashboard ติดตามผลทุกมาตรการ และนัดประเมินผลร่วมกันภายใน 6 เดือน เพื่อให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
.
“การเปิดรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนครั้งนี้ เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้รัฐบาลออกนโยบายได้ตรงจุดและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น รัฐบาลยืนยันว่าจะเร่งผลักดันข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ทั้งในชีวิตประจำวันและในระยะยาวของประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว
https://www.facebook.com/share/p/1HfaVEYvxh/
.
.
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจupdate