ในสถานะการณ์ที่ดารเติมน้ำมันเป็นเรื่องยาก คิวยาว น้ำมันขาด ราคากำลังจะสูงขึ้น ผมมีวิธีคิดเพื่อกระจายความเสี่ยง
ขอแชร์แนวทางตัวเองนะครับ อาจจะไม่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
ก็พิจารณาความเหมาะสมกันเอานะครับ
ขอออกตัวไว้ก่อนนะครับว่าไม่ใช่ติ่ง ev
และไม่ใช่ติ่งรถน้ำมัน เพราะมีทั้ง ev และน้ำมัน
กระทู้นี้อาจจะพูดถึงแค่ความสบายใจและคุ้มค่าการใช้งานนะครับ. ไม่นับรวมถึงการซื้อรถเพื่อหน้าตาทางสังคม เพราะอาจจะสวนทางกันกับความคุ้มค่า
และวิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่มีรถน้ำมันอยู่แล้วครับ
ขอเล่าก่อนว่าจขกท.มีรถน้ำมันคันเก่าๆคันนึง ใช้มานานมากเกิน 15 ปีแล้ว. แต่รถมันยังใช้ดีมากเลยนะครับ เป็นรถเจ้าตลาดรุ่นนึง อะไหล่หาง่าย ผมสั่ง shopee มาเปลี่ยนเองได้หลายอย่าง บางอย่างต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางก็สั่งมาให้อู่ใกล้บ้านเปลี่ยนให้. รถคันนี้ถ้าพูดถึงเรื่องกินน้ำมันก็ถือว่าประหยัดพอสมควรเลย วิ่งตจว. ได้ประมาณ 18-20 โล/ลิตร ถือว่าประหยัดมากถ้าพูดถึงรถเมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่อย่าเทียบกับรถไฮบริดทุกวันนี้นะครับ มันคนละเทคโนโลยี เทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว
เท่าที่เล่ามาก็ดูเหมือนว่าใช้รถน้ำมันก็ไม่ได้รำบาก แล้วทำไมซื้อ ev ละแล้วเหตุผลอะไร
1. รถน้ำมันที่มีมันก็เก่ามากแล้ว ถ้าพูดถึงว่าอนาคตที่จะยังใช้คันนี้ต่อไปอีกนานนะครับ. มันถือว่าเก่าพอสมควร สิ่งของทุกอย่างมีอายุของมัน ถึงวันนี้ยังดี วันหน้าก็อาจจะไม่ดีเหมือนเดิม ข้อนี้เป็นสัจธรรม.
2. อยากใช้รถเทคโนโลยีใหม่ คนรอบข้างที่ใช้รถ ev เขาก็ว่าดีกันหมด ซื้อเถอะคุ้ม คำนี้ได้ยินเกือบทุกคน บางคนขายรถน้ำมันทิ้งหมด เปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าหมดเลย มันก็ยิ่งทำให้คิดได้ว่า มันต้องมีดีอะไรซักอย่างแหละ
3. ชอบฟิลลิ่งการขับของ ev อันนี้ความชอบส่วนตัวนะครับ จากที่เคยลองขับมา ชอบที่ขับเร็วแล้วตอนลดความเร็วไม่ต้องเหยียบเบรก
4. จอดนอนในรถได้ไม่รบกวนคนอื่น จากควันหรือเสียง และเปิดแอร์นอนได้สบายเหมือนมีห้องแอร์เคลื่อน ผมก็ไม่รู้ว่าเปิดแอร์นอนอยู่บ้านกับเปิดแอร์เคลื่อนที่อันไหนเปลืองไฟกว่ากัน
แล้วที่บอกว่าซื้อ ev ยังไงให้สบายใจ มันคือยังไง
ผมใช้วิธีคิดแบบนี้ ถ้า ev มันมีความเสี่ยงเรื่องรถรออะไหล่นาน เราก็มีมันทั้งรถน้ำมันและ ev เนี่ยแหละ ถ้า ev ต้องเข้าซ่อมและต้องรออะไหล่นาน. เราก็ใช้รถน้ำมันแทนได้.
อาจจะมีคนบอกว่าพูดแบบนี้ก็ง่ายสิ ใช้เงินแก้ปัญหา คนอื่นอาจจะไม่สามารถซื้อรถได้หลายคัน
แต่ฟังก่อนนะ ปกติซื้อรถคันใหม่ต้องใช้เงินกันเท่าไหร่เป็นอย่างต่ำ รถใหม่ป้ายแดงเลยนะ. จากความคิดที่อยู่ในหัวตัวเองก็คิดว่า แค่รถเก๋งใช้งานทั่วไปแบบพื้นๆ ก็น่าจะต้องมี 6-7 แสนบาทแล้ว
ผมเลยลองคิดเล่นๆ ถ้ารถน้ำมันผมขายตอนนี้แล้วไปซื้อรถใหม่ ผมอาจจะได้เงินมาแค่น้อยนิด แสนนึงไม่รู้จะได้ไหม
อ่ะตีเผื่อๆ 1 แสน ถ้าซื้อรถน้ำมันเหมือนเดิม ก็เท่ากับผมต้องจ่ายอีก 5 แสน + ขายคันเก่า 1 แสน ได้คันใหม่
1 คัน 6 แสน
แต่ถ้าผมซื้อรถไฟฟ้าถูกๆคันนึง ที่ตอบโจทย์การใช้งานเราพอสมควร มีหลายอย่างเหมือนที่รถไฟฟ้าเขามีกัน เอาแค่พื้นๆทั่วๆไป ผมเลยมองหารุ่นถูกๆ
แล้วฟังก์ชั่นเพียงพอ และผมก็เก็บรถน้ำมันไว้สำรอง เท่านี้ผมก็ไม่ต้องกลัวแล้วว่ารถไฟฟ้าจะต้องรออะไหล่นาน
ลองคิดค่าใช้จ่ายหากเก็บรถน้ำมันไว้.
1.ค่าจดทะเบียน + ตรวจสภาพ 1000
2.ค่าประกันชั้น3 + พรบ. 2700
3.ค่าแบต + น้ำมันเครื่อง 2 ปีครั้ง 3000
4.ค่ายาง 5000. 4 ปีครั้ง
คิดๆดู ค่าใช้จ่ายต่อปีเฉลี่ยๆ 5000
ตกเดือนละ 416 บาท
แต่ผมมีรถไฟฟ้า ผ่อนต่อเดือน 6000
ค่าไฟลดลงเหลือ เหลือเดือนละ 1000
เท่ากับตอนนี้ผมมีค่าใช้จ่ายต่อเดือน 7416 บาท
ผมได้ขับรถใหม่ ผมได้ขับรถไฟฟ้าเหมือนคนอื่น
ตอบโจทย์ความอยากรู้ก็ลองเลย.
หลังจากที่ใช้มาเดือนนึงรู้สึกว่าพอใจมากกับรถไฟฟ้า.
เรื่องน้ำมันหาเติมยาก คิวยาวก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
ซื้อรถ ev ยังไงให้สบายใจ
ขอแชร์แนวทางตัวเองนะครับ อาจจะไม่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
ก็พิจารณาความเหมาะสมกันเอานะครับ
ขอออกตัวไว้ก่อนนะครับว่าไม่ใช่ติ่ง ev
และไม่ใช่ติ่งรถน้ำมัน เพราะมีทั้ง ev และน้ำมัน
กระทู้นี้อาจจะพูดถึงแค่ความสบายใจและคุ้มค่าการใช้งานนะครับ. ไม่นับรวมถึงการซื้อรถเพื่อหน้าตาทางสังคม เพราะอาจจะสวนทางกันกับความคุ้มค่า
และวิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่มีรถน้ำมันอยู่แล้วครับ
ขอเล่าก่อนว่าจขกท.มีรถน้ำมันคันเก่าๆคันนึง ใช้มานานมากเกิน 15 ปีแล้ว. แต่รถมันยังใช้ดีมากเลยนะครับ เป็นรถเจ้าตลาดรุ่นนึง อะไหล่หาง่าย ผมสั่ง shopee มาเปลี่ยนเองได้หลายอย่าง บางอย่างต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางก็สั่งมาให้อู่ใกล้บ้านเปลี่ยนให้. รถคันนี้ถ้าพูดถึงเรื่องกินน้ำมันก็ถือว่าประหยัดพอสมควรเลย วิ่งตจว. ได้ประมาณ 18-20 โล/ลิตร ถือว่าประหยัดมากถ้าพูดถึงรถเมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่อย่าเทียบกับรถไฮบริดทุกวันนี้นะครับ มันคนละเทคโนโลยี เทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว
เท่าที่เล่ามาก็ดูเหมือนว่าใช้รถน้ำมันก็ไม่ได้รำบาก แล้วทำไมซื้อ ev ละแล้วเหตุผลอะไร
1. รถน้ำมันที่มีมันก็เก่ามากแล้ว ถ้าพูดถึงว่าอนาคตที่จะยังใช้คันนี้ต่อไปอีกนานนะครับ. มันถือว่าเก่าพอสมควร สิ่งของทุกอย่างมีอายุของมัน ถึงวันนี้ยังดี วันหน้าก็อาจจะไม่ดีเหมือนเดิม ข้อนี้เป็นสัจธรรม.
2. อยากใช้รถเทคโนโลยีใหม่ คนรอบข้างที่ใช้รถ ev เขาก็ว่าดีกันหมด ซื้อเถอะคุ้ม คำนี้ได้ยินเกือบทุกคน บางคนขายรถน้ำมันทิ้งหมด เปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าหมดเลย มันก็ยิ่งทำให้คิดได้ว่า มันต้องมีดีอะไรซักอย่างแหละ
3. ชอบฟิลลิ่งการขับของ ev อันนี้ความชอบส่วนตัวนะครับ จากที่เคยลองขับมา ชอบที่ขับเร็วแล้วตอนลดความเร็วไม่ต้องเหยียบเบรก
4. จอดนอนในรถได้ไม่รบกวนคนอื่น จากควันหรือเสียง และเปิดแอร์นอนได้สบายเหมือนมีห้องแอร์เคลื่อน ผมก็ไม่รู้ว่าเปิดแอร์นอนอยู่บ้านกับเปิดแอร์เคลื่อนที่อันไหนเปลืองไฟกว่ากัน
แล้วที่บอกว่าซื้อ ev ยังไงให้สบายใจ มันคือยังไง
ผมใช้วิธีคิดแบบนี้ ถ้า ev มันมีความเสี่ยงเรื่องรถรออะไหล่นาน เราก็มีมันทั้งรถน้ำมันและ ev เนี่ยแหละ ถ้า ev ต้องเข้าซ่อมและต้องรออะไหล่นาน. เราก็ใช้รถน้ำมันแทนได้.
อาจจะมีคนบอกว่าพูดแบบนี้ก็ง่ายสิ ใช้เงินแก้ปัญหา คนอื่นอาจจะไม่สามารถซื้อรถได้หลายคัน
แต่ฟังก่อนนะ ปกติซื้อรถคันใหม่ต้องใช้เงินกันเท่าไหร่เป็นอย่างต่ำ รถใหม่ป้ายแดงเลยนะ. จากความคิดที่อยู่ในหัวตัวเองก็คิดว่า แค่รถเก๋งใช้งานทั่วไปแบบพื้นๆ ก็น่าจะต้องมี 6-7 แสนบาทแล้ว
ผมเลยลองคิดเล่นๆ ถ้ารถน้ำมันผมขายตอนนี้แล้วไปซื้อรถใหม่ ผมอาจจะได้เงินมาแค่น้อยนิด แสนนึงไม่รู้จะได้ไหม
อ่ะตีเผื่อๆ 1 แสน ถ้าซื้อรถน้ำมันเหมือนเดิม ก็เท่ากับผมต้องจ่ายอีก 5 แสน + ขายคันเก่า 1 แสน ได้คันใหม่
1 คัน 6 แสน
แต่ถ้าผมซื้อรถไฟฟ้าถูกๆคันนึง ที่ตอบโจทย์การใช้งานเราพอสมควร มีหลายอย่างเหมือนที่รถไฟฟ้าเขามีกัน เอาแค่พื้นๆทั่วๆไป ผมเลยมองหารุ่นถูกๆ
แล้วฟังก์ชั่นเพียงพอ และผมก็เก็บรถน้ำมันไว้สำรอง เท่านี้ผมก็ไม่ต้องกลัวแล้วว่ารถไฟฟ้าจะต้องรออะไหล่นาน
ลองคิดค่าใช้จ่ายหากเก็บรถน้ำมันไว้.
1.ค่าจดทะเบียน + ตรวจสภาพ 1000
2.ค่าประกันชั้น3 + พรบ. 2700
3.ค่าแบต + น้ำมันเครื่อง 2 ปีครั้ง 3000
4.ค่ายาง 5000. 4 ปีครั้ง
คิดๆดู ค่าใช้จ่ายต่อปีเฉลี่ยๆ 5000
ตกเดือนละ 416 บาท
แต่ผมมีรถไฟฟ้า ผ่อนต่อเดือน 6000
ค่าไฟลดลงเหลือ เหลือเดือนละ 1000
เท่ากับตอนนี้ผมมีค่าใช้จ่ายต่อเดือน 7416 บาท
ผมได้ขับรถใหม่ ผมได้ขับรถไฟฟ้าเหมือนคนอื่น
ตอบโจทย์ความอยากรู้ก็ลองเลย.
หลังจากที่ใช้มาเดือนนึงรู้สึกว่าพอใจมากกับรถไฟฟ้า.
เรื่องน้ำมันหาเติมยาก คิวยาวก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป