สงครามระหว่างยูเครนและรัสเซียได้กลายเป็นสนามทดลองทางเทคโนโลยีที่สำคัญของโลก
โดยเฉพาะในด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งในช่วงปี 2025 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2026
ยูเครนได้เริ่มเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ ด้วยการนำโดรนสกัดกั้น หรือ Interceptor Drones มาใช้เป็นแนวป้องกันหลักแทนการใช้ขีปนาวุธราคาแพงแบบดั้งเดิม
แนวคิดดังกล่าวเกิดจากแรงกดดันด้านเศรษฐศาสตร์ของสงคราม เนื่องจากขีปนาวุธสกัดกั้นอย่าง Patriot มีราคาสูงมาก
ขณะที่ภัยคุกคามหลักของยูเครนในปัจจุบัน คือ โดรนโจมตีราคาถูกที่รัสเซียใช้จำนวนมหาศาลส่งผลให้ยูเครนต้องคิดค้นแนวทางใหม่เพื่อสร้างสมดุลของต้นทุนและประสิทธิภาพในการป้องกันน่านฟ้า
ข้อมูลจากสนามรบระบุว่า ปัจจุบันโดรนโจมตีที่รัสเซียส่งมาโจมตียูเครนประมาณ 1 ใน 3 ถูกยูเครนทำลายโดยโดรนสกัดกั้น
และในพื้นที่สำคัญอย่างกรุงเคียฟ สัดส่วนการสกัดกั้นด้วยโดรนเพิ่มสูงกว่า 70%
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบอาวุธชนิดนี้กำลังกลายเป็นหัวใจของระบบป้องกันภัยทางอากาศยุคใหม่
เศรษฐศาสตร์ของสงครามทางอากาศ จุดเปลี่ยนสำคัญของยุทธศาสตร์ยูเครน
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ยูเครนหันมาใช้โดรนสกัดกั้น คือ ความไม่สมดุลของต้นทุนระหว่างอาวุธโจมตีและอาวุธป้องกัน
ขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท เรย์เธียน เทคโนโลยีส์ (Raytheon Technologies)
และบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) มีราคาประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 108 ล้านบาทต่อหนึ่งลูก
ขณะที่ขีปนาวุธ NASAMS มีราคาสูงกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 36 ล้านบาท
ในทางตรงกันข้าม โดรนโจมตีแบบพลีชีพ Shahed ซึ่งรัสเซียใช้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานของยูเครน
มีต้นทุนการผลิตเพียงประมาณ 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.26 ล้านบาทต่อหนึ่งลำ
เมื่อใช้ขีปนาวุธ Patriot ยิงสกัดโดรน Shahed เพียงหนึ่งลำ จึงเกิดความเสียเปรียบทางเศรษฐศาสตร์ถึงประมาณ 85 ต่อ 1
ยูเครนจึงพัฒนาโดรนสกัดกั้นราคาประหยัด ซึ่งมีต้นทุนเพียง 3,000 ถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ
หรือประมาณ 108,000 ถึง 180,000 บาทต่อหนึ่งลำ โดยมีอัตราความสำเร็จในการทำลายเป้าหมายเฉลี่ยมากกว่า 60%
แนวคิดนี้ทำให้ยูเครนสามารถสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีต้นทุนต่ำแต่สามารถรับมือการโจมตีแบบฝูงโดรนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เทคโนโลยีโดรนสกัดกั้นหลายรูปแบบ เพื่อตอบโต้ภัยคุกคามทางอากาศ
ยูเครนได้พัฒนาโดรนสกัดกั้นหลายรุ่นเพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามที่แตกต่างกัน
โดยหนึ่งในรุ่นที่ได้รับความสนใจคือ Sting ซึ่งพัฒนาโดยกลุ่มวิศวกร Wild Hornets ซึ่งไม่เปิดเผยตัวตน
Sting เป็นโดรนแบบสี่ใบพัด หรือ Quad-rotor ที่ออกแบบมาเพื่อพุ่งชนเป้าหมายโดยเฉพาะ
สามารถทำความเร็วได้มากกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีความเร็วพอที่จะบินไล่ล่าโดรนของรัสเซียบนท้องฟ
และมีระยะปฏิบัติการประมาณ 25 กิโลเมตร และสามารถบินได้สูงหลายพันฟุต
นอกจากนี้ยังมีโดรนรุ่น Bullet ซึ่งเน้นความเร็วในการเข้าถึงเป้าหมาย รวมถึง VB140 Flamingo
ซึ่งเป็นโดรนแบบปีกตรึง หรือ Fixed-wing ที่สามารถไล่ล่าเป้าหมายได้ไกลถึง 50 กิโลเมตร
เหมาะสำหรับสกัดโดรนตรวจการณ์หรือโดรนโจมตีระยะไกล
ในระยะสุดท้ายก่อนถึงเป้าหมายพลเรือน ยูเครนยังใช้โดรน FPV หรือ First-Person View
ซึ่งเป็นโดรนราคาประหยัดที่ผู้ควบคุมสามารถมองภาพผ่านกล้องแบบเรียลไทม์และบังคับพุ่งชนเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
โดรนเหล่านี้สามารถใช้งานได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ใช้เวลาเตรียมการไม่ถึง 15 นาที
และไม่ต้องใช้เครื่องยิงหรือระบบปล่อยพิเศษ ทำให้สามารถนำไปใช้ในพื้นที่สนามรบได้อย่างรวดเร็ว
แหล่งที่มา :
TNN Thailand
เทคโนโลยีโดรนสกัดกั้น ตัวพลิกเกมเศรษฐศาสตร์ การป้องกันภัยทางอากาศในยุคใหม่
สงครามระหว่างยูเครนและรัสเซียได้กลายเป็นสนามทดลองทางเทคโนโลยีที่สำคัญของโลก
โดยเฉพาะในด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งในช่วงปี 2025 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2026
ยูเครนได้เริ่มเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ ด้วยการนำโดรนสกัดกั้น หรือ Interceptor Drones มาใช้เป็นแนวป้องกันหลักแทนการใช้ขีปนาวุธราคาแพงแบบดั้งเดิม
แนวคิดดังกล่าวเกิดจากแรงกดดันด้านเศรษฐศาสตร์ของสงคราม เนื่องจากขีปนาวุธสกัดกั้นอย่าง Patriot มีราคาสูงมาก
ขณะที่ภัยคุกคามหลักของยูเครนในปัจจุบัน คือ โดรนโจมตีราคาถูกที่รัสเซียใช้จำนวนมหาศาลส่งผลให้ยูเครนต้องคิดค้นแนวทางใหม่เพื่อสร้างสมดุลของต้นทุนและประสิทธิภาพในการป้องกันน่านฟ้า
ข้อมูลจากสนามรบระบุว่า ปัจจุบันโดรนโจมตีที่รัสเซียส่งมาโจมตียูเครนประมาณ 1 ใน 3 ถูกยูเครนทำลายโดยโดรนสกัดกั้น
และในพื้นที่สำคัญอย่างกรุงเคียฟ สัดส่วนการสกัดกั้นด้วยโดรนเพิ่มสูงกว่า 70%
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบอาวุธชนิดนี้กำลังกลายเป็นหัวใจของระบบป้องกันภัยทางอากาศยุคใหม่
เศรษฐศาสตร์ของสงครามทางอากาศ จุดเปลี่ยนสำคัญของยุทธศาสตร์ยูเครน
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ยูเครนหันมาใช้โดรนสกัดกั้น คือ ความไม่สมดุลของต้นทุนระหว่างอาวุธโจมตีและอาวุธป้องกัน
ขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท เรย์เธียน เทคโนโลยีส์ (Raytheon Technologies)
และบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) มีราคาประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 108 ล้านบาทต่อหนึ่งลูก
ขณะที่ขีปนาวุธ NASAMS มีราคาสูงกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 36 ล้านบาท
ในทางตรงกันข้าม โดรนโจมตีแบบพลีชีพ Shahed ซึ่งรัสเซียใช้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานของยูเครน
มีต้นทุนการผลิตเพียงประมาณ 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.26 ล้านบาทต่อหนึ่งลำ
เมื่อใช้ขีปนาวุธ Patriot ยิงสกัดโดรน Shahed เพียงหนึ่งลำ จึงเกิดความเสียเปรียบทางเศรษฐศาสตร์ถึงประมาณ 85 ต่อ 1
ยูเครนจึงพัฒนาโดรนสกัดกั้นราคาประหยัด ซึ่งมีต้นทุนเพียง 3,000 ถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ
หรือประมาณ 108,000 ถึง 180,000 บาทต่อหนึ่งลำ โดยมีอัตราความสำเร็จในการทำลายเป้าหมายเฉลี่ยมากกว่า 60%
แนวคิดนี้ทำให้ยูเครนสามารถสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีต้นทุนต่ำแต่สามารถรับมือการโจมตีแบบฝูงโดรนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เทคโนโลยีโดรนสกัดกั้นหลายรูปแบบ เพื่อตอบโต้ภัยคุกคามทางอากาศ
ยูเครนได้พัฒนาโดรนสกัดกั้นหลายรุ่นเพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามที่แตกต่างกัน
โดยหนึ่งในรุ่นที่ได้รับความสนใจคือ Sting ซึ่งพัฒนาโดยกลุ่มวิศวกร Wild Hornets ซึ่งไม่เปิดเผยตัวตน
Sting เป็นโดรนแบบสี่ใบพัด หรือ Quad-rotor ที่ออกแบบมาเพื่อพุ่งชนเป้าหมายโดยเฉพาะ
สามารถทำความเร็วได้มากกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีความเร็วพอที่จะบินไล่ล่าโดรนของรัสเซียบนท้องฟ
และมีระยะปฏิบัติการประมาณ 25 กิโลเมตร และสามารถบินได้สูงหลายพันฟุต
นอกจากนี้ยังมีโดรนรุ่น Bullet ซึ่งเน้นความเร็วในการเข้าถึงเป้าหมาย รวมถึง VB140 Flamingo
ซึ่งเป็นโดรนแบบปีกตรึง หรือ Fixed-wing ที่สามารถไล่ล่าเป้าหมายได้ไกลถึง 50 กิโลเมตร
เหมาะสำหรับสกัดโดรนตรวจการณ์หรือโดรนโจมตีระยะไกล
ในระยะสุดท้ายก่อนถึงเป้าหมายพลเรือน ยูเครนยังใช้โดรน FPV หรือ First-Person View
ซึ่งเป็นโดรนราคาประหยัดที่ผู้ควบคุมสามารถมองภาพผ่านกล้องแบบเรียลไทม์และบังคับพุ่งชนเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
โดรนเหล่านี้สามารถใช้งานได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ใช้เวลาเตรียมการไม่ถึง 15 นาที
และไม่ต้องใช้เครื่องยิงหรือระบบปล่อยพิเศษ ทำให้สามารถนำไปใช้ในพื้นที่สนามรบได้อย่างรวดเร็ว
แหล่งที่มา : TNN Thailand