ที่มา
https://plus.thairath.co.th/topic/everydaylife/106092
ในโลกที่คำแนะนำด้านอาชีพถูกย่อให้เหลือเพียงประโยคสั้นๆ อย่าง “จงทำตามความฝัน” และถูกผลิตซ้ำในเวทีสร้างแรงบันดาลใจ หนังสือพัฒนาตัวเอง และโพสต์บนโซเชียลมีเดียจนแทบกลายเป็นสูตรสำเร็จของชีวิต แต่ข้อความที่เหมือนเติมเต็มพลังเชิงบวกสุดท้ายแล้วมันได้ทำหน้าที่เช่นนั้นจริงๆ หรือเปล่า
ประเด็นดังกล่าวเพิ่งถูกท้าทายด้วยนักแสดงมากความสามารถอย่าง รีส วิเธอร์สปูน (Reese Witherspoon) หนึ่งในตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จในการไล่ตามความฝันมากที่สุดคนหนึ่ง
โดยครั้งหนึ่งเธอเคยกล่าวเอาไว้ว่า “ไม่มีใครเชื่อในความฝันของคุณมากไปกว่าตัวคุณเอง ทุกวัน จงตื่นขึ้นมาและทำอะไรสักอย่างเพื่อผลักดันความฝันของคุณให้ก้าวไปข้างหน้า”
แต่ล่าสุดเธอเพิ่งออกมาพูดในทำนองว่า บางทีเราอาจกำลังเข้าใจเรื่องนี้ผิดไปตั้งแต่ต้น
รีส วิเธอร์สปูน (Reese Witherspoon) ในภาพยนตร์เรื่อง สาวบลอนด์…หัวใจดี๊ด๊า
นักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลออสการ์และผู้ก่อตั้งบริษัทโปรดักชันที่ประสบความสำเร็จเล่าว่า ความคิดเธอเปลี่ยนไปในวันหนึ่ง หลังเธอเพิ่งวางสายจากการคุยกับหญิงสาวคนหนึ่งที่โทรมาขอคำแนะนำเรื่องการทำงาน เพราะรู้สึกไม่มีความสุขกับงานที่ทำอยู่และอยากเปลี่ยนเส้นทางชีวิต
เมื่อได้ยินแบบนั้น รีสจึงถามคำถามง่ายๆ กลับไปว่า “แล้วคุณมีพรสวรรค์อะไรบ้าง” แต่ปลายสายไม่มีคำตอบใดๆ กลับมา เพราะหญิงสาวคนนั้นไม่สามารถบอกได้ว่าตัวเองเก่งเรื่องอะไรเลย
ในมุมของนักแสดงวัย 49 เธอมองว่า นั่นคือสัญญาณเตือนที่สำคัญ เพราะปัญหาใหญ่ของคนจำนวนมากไม่ใช่ไม่มีความฝัน แต่คือไม่รู้ว่าตัวเองมีความสามารถอะไรจริงๆ
เธอจึงเสนอคำแนะนำที่ฟังสวนทางกับคำพูดสร้างแรงบันดาลใจแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง คือ “อย่าไล่ตามความฝัน จงไล่ตามพรสวรรค์ของตัวเองแทน”
รีสเชื่อว่าทุกคนล้วนมีความฝันอยู่แล้ว แต่ความฝันไม่ได้หมายความว่าเราจะกลายเป็นสิ่งนั้นได้จริงเสมอไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ค้นหาว่าเรามีความสามารถอะไรที่โดดเด่น และใช้มันเป็นเข็มทิศนำทางชีวิต
แนวคิดนี้อาจฟังดูเหมือนการลดทอนความโรแมนติกของคำว่า ‘ความฝัน’ ลงเล็กน้อย แต่จริงๆ แล้วมันคือการทำให้ความฝันมีรากฐานที่แข็งแรง และเป็นจริงได้มากขึ้น เพราะหากความฝันไม่ได้เชื่อมโยงกับทักษะหรือศักยภาพที่เรามี โอกาสที่มันจะกลายเป็นความจริงก็อาจน้อยมาก
ในทางกลับกัน หากเราเริ่มต้นจากสิ่งที่เราทำได้ดี สิ่งที่คนอื่นมักขอความช่วยเหลือจากเรา หรือสิ่งที่เราทำแล้วรู้สึกว่าเวลาเดินเร็วเป็นพิเศษ สิ่งเหล่านั้นนั่นล่ะคือความสามารถที่แท้จริง และอาจเป็นตัวกำหนดเส้นทางที่เหมาะกับชีวิตมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม การค้นหาความสามารถของตัวเองในบางกรณีมีความยากไม่ต่างจากวิ่งตามฝัน นักจิตวิทยาและโค้ชด้านอาชีพจำนวนมากอธิบายว่า คนจำนวนไม่น้อย มักมองไม่เห็นพรสวรรค์ของตัวเองเลยด้วยซ้ำ
สาเหตุเป็นเพราะบางคนเติบโตมาในวัฒนธรรมที่สอนให้ถ่อมตัว หรือไม่ค่อยชินกับการพูดถึงจุดแข็งของตัวเอง ดังนั้นวิธีหนึ่งที่ช่วยได้คือ เริ่มต้นจากสิ่งง่ายๆ อย่างการถามคนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงานว่า พวกเขามองเห็นจุดเด่นอะไรในตัวเรา
เพราะหลายครั้งคนอื่นอาจมองเห็นสิ่งที่เราไม่เคยสังเกตมาก่อน เช่น ความสามารถในการอธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย ความสามารถในการจัดการปัญหาซับซ้อน หรือแม้แต่ความสามารถในการทำให้ทีมทำงานร่วมกันได้ดี
ในอีกมุมหนึ่ง คำแนะนำของรีสยังบ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานยุคใหม่ ต่างจากอดีตที่เราอาจถูกสอนให้หาความฝันหนึ่งอย่าง แล้วเดินตามมันไปตลอดชีวิต
แต่ในโลกปัจจุบันที่อาชีพเปลี่ยนเร็ว เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว และการเดินในเส้นทางอาชีพเดิมอาจเต็มไปด้วยความเสี่ยง การรู้ว่าตัวเองเก่งอะไรจึงสำคัญกว่าการยึดติดกับภาพฝันในอาชีพหนึ่งอาชีพ
เพราะเมื่อเรารู้จักจุดแข็งของตัวเอง เราสามารถนำมันไปใช้ได้กับหลายบทบาท หลายอุตสาหกรรม และหลายช่วงชีวิต
แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเฉพาะบุคคล และคงไม่คำตอบตายตัวสำหรับเรื่องนี้ รีสเองคงไม่ได้บอกให้เราดำรงชีวิตอยู่อย่างปราศจากความฝัน หรือวิ่งตามโลกอย่างไร้ความหมาย แต่เป็นการชวนทุกคนกลับมาสำรวจตัวเองจากข้างใน ทำความรู้จักและใช้ศักยภาพของเราด้วยหัวใจ และก้าวตามความฝันไปอย่างยั่งยืน
Summary
A. ในโลกที่คำแนะนำด้านอาชีพถูกย่อให้เหลือเพียงประโยคสั้นๆ อย่าง “จงทำตามความฝัน” และถูกผลิตซ้ำในเวทีสร้างแรงบันดาลใจ หนังสือพัฒนาตัวเอง และโพสต์บนโซเชียลมีเดียจนแทบกลายเป็นสูตรสำเร็จของชีวิต แต่ข้อความที่เหมือนเติมเต็มพลังเชิงบวกนี้ สุดท้ายแล้วมันได้ทำหน้าที่เช่นนั้นจริงๆ หรือเปล่า
B. รีสเชื่อว่าทุกคนล้วนมีความฝันอยู่แล้ว แต่ความฝันไม่ได้หมายความว่าเราจะกลายเป็นสิ่งนั้นได้จริงเสมอไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือการค้นหาว่าเรามีความสามารถอะไรที่โดดเด่น และใช้มันเป็นเข็มทิศนำทางชีวิต
C. ในโลกปัจจุบันที่อาชีพเปลี่ยนเร็ว เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว และการเดินในเส้นทางอาชีพเดิมอาจไม่เต็มไปด้วยความเสี่ยงเกินไป การรู้ว่าตัวเองเก่งอะไรจึงสำคัญกว่าการยึดติดกับภาพฝันในอาชีพหนึ่งอาชีพ
D. แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเฉพาะบุคคล และคงไม่คำตอบตายตัวสำหรับเรื่องนี้ รีสเองคงไม่ได้บอกให้เราดำรงชีวิตอยู่อย่างปราศจากความฝัน หรือวิ่งตามโลกอย่างไร้ความหมาย แต่เป็นการชวนทุกคนกลับมาสำรวจตัวเองจากข้างใน ทำความรู้จักและใช้ศักยภาพของเราด้วยหัวใจ และก้าวตามความฝันไปอย่างยั่งยืน
อย่าไล่ตามความฝัน แต่จงไล่ตามพรสวรรค์ของตัวเอง จริงไหมที่การรู้ว่าตัวเองเก่งอะไร อาจสำคัญกว่ารู้ว่าตัวเองชอบอะไร?