กรมอนามัยเตือนรับมือวิกฤตสภาพอากาศ คาดหน้าร้อนปี 69 ดัชนีความร้อนพุ่งแตะระดับอันตรายมาก พร้อมแนะ 7 วิธีป้องกันฮีทสโตรก
.
วันนี้ (14 มีนาคม) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันโลกและประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก สภาพอากาศมีความสุดขั้วมากขึ้น ทั้งภาวะอากาศร้อนจัดและปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน
ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้เฝ้าระวังค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นค่าความร้อนที่ร่างกายรู้สึกได้จริง (Feel like) โดยคำนวณจากอุณหภูมิร่วมกับความชื้นสัมพัทธ์ ซึ่งจะใช้เป็นตัวบ่งชี้ระดับความเสี่ยงต่อสุขภาพได้แม่นยำกว่าอุณหภูมิที่วัดจากอากาศทั่วไป
.
จากข้อมูลสถิติในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเผชิญกับค่าดัชนีความร้อนสูงสุดถึง 59.5 องศาเซลเซียส และมีผู้เสียชีวิตจากความร้อนจำนวน 21 ราย สำหรับปี 2569 นี้ คาดการณ์ว่าสถานการณ์ความร้อนจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ค่าดัชนีความร้อนอาจพุ่งสูงอยู่ในระดับเตือนภัย (33.0 – 41.9 องศาเซลเซียส) ไปจนถึงระดับอันตรายมาก (มากกว่าหรือเท่ากับ 52.0 องศาเซลเซียส) โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง
.
ซึ่งสภาพอากาศดังกล่าวเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเจ็บป่วย เช่น ผื่น ตะคริว ลมแดด เพลียแดด และโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heatstroke) ซึ่งเป็นภาวะรุนแรงที่สุดและอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้
.
อธิบดีกรมอนามัย ได้เน้นย้ำให้กลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน) ผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยจิตเวช และผู้ป่วยติดสุราเรื้อรัง ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ พร้อมแนะนำ 7 แนวทางป้องกันอันตรายจากความร้อน ได้แก่
1. ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและค่าดัชนีความร้อนอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะเวลา 13.00 – 16.00 น.
2. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6–8 แก้วต่อวัน โดยไม่ต้องรอให้รู้สึกกระหายน้ำ
3. งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เช่น น้ำหวานและน้ำอัดลม
4. สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี สวมหมวก และใช้ร่มกันแดดเมื่อต้องออกนอกอาคาร
5. ผู้ที่รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาแก้คัดจมูก ยาขับปัสสาวะ และยารักษาจิตเวช ควรหมั่นสังเกตอาการตนเอง เนื่องจากยาอาจส่งผลต่อระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
6. ผู้ที่ทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อช่วยกันสังเกตอาการผิดปกติ
7. ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำบ่อยๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และอยู่ในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก
.
ทั้งนี้ หากพบผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติ เช่น ผิวหนังร้อนแดง ชีพจรเต้นเร็วและแรง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง ซึมลง หรือหมดสติ ควรรีบทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามจุดต่างๆ เช่น หลังคอ รักแร้ และขาหนีบ เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายอย่างรวดเร็ว และรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล หรือโทรแจ้งสายด่วนฉุกเฉิน 1669 ทันที
.
ที่มา : THE STANDARD
กรมอนามัยเตือน รับมือวิกฤตสภาพอากาศ คาดหน้าร้อนปี 69 ดัชนีความร้อนพุ่งแตะระดับอันตรายมาก