สงครามที่แพ้นกอีมู

.
.
Palaeognaths บรรพชีวิน ต้นตระกูล
เช่น นก Emus นก Ostriches และนก Rheas
ต่างเป็นสายพันธุ์ที่ใกล้ชิด
ที่วิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์
ภาพเพิ่มเติมใน Link
Deposit Photos
.
.

.
.

.
น้ำหนักมากกว่า 100 ปอนส์
ความสูงมากกว่า 6 ฟุต
นก Emus คือ จอมวายร้ายตัวฉกาจ
© Henrik Karlsson / Getty Images
.
.
.

ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1932
แสงแดดอันร้อนแรงจากทางใต้
สาดส่องลงบนทุ่งโล่งว่างเปล่า
ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย
Western Australia
ดินเป็นสีแดงและเต็มไปด้วยก้อนหิน
ทหารสามนายปรากฏตัวจากหมอกควัน
นายทหารหนึ่งนายและพลปืนสองนาย
หลังตรง เครื่องแบบสะอาดสะอ้าน
จากนั้นผู้นำทหารยกมือขึ้นเพื่อสั่งให้หยุด
พวกเขาเห็นกลุ่มฝุ่นบนขอบฟ้า
กลุ่มฝุ่นนั้นหมายถึงสิ่งเดียวเท่านั้น

นายทหารตะโกนสั่ง
พลปืนทำความเคารพ
แล้วขุดหลุมหลบภัยให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
เตรียมปืนกลของพวกเขาให้พร้อมรับมือ
กับการโจมตีที่จะมาถึง

ชายผู้กล้าหาญทั้งสามคนนี้มาเพื่อต่อสู่
เพื่ออนาคตของการเกษตรของออสเตรเลีย
เพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่กองทัพออสเตรเลีย
อย่างไม่เคยเผชิญมาก่อน

จงรวบรวมความกล้าหาญของคุณ
ไว้ให้แน่นเถิดผู้อ่านที่รัก
เพราะพวกเขามาเพื่อต่อสู้กับ…นกอีมู

มรดกของสงครามโลกครั้งที่ 1

ใช่ มันเป็นเรื่องจริง
ในฐานะชาวออสเตรเลีย
ผมสามารถยืนยันได้ว่าประเทศของผม
เคยทำสงครามกับกองทัพนกขนาดใหญ่
ที่ดูตลกขบขันและบินไม่ได้
และนี่คือความอับอายลับ ๆ ของเรา  เราแพ้

เรื่องราวฟังดูไร้สาระ
เพราะมันไร้สาระจริงๆ
แต่เรื่องราวเริ่มต้นด้วยมรดก
อันขมขื่นของสงครามที่แท้จริง
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ซึ่งมีทหารออสเตรเลียเกือบครึ่งล้านคน
38.7% ของประชากรชายอายุ 18 ถึง 44 ปี
เข้าร่วมรบ หลังจากการสงบศึก
การกลับบ้านของทหารผ่านศึก
ที่บาดเจ็บและบอบช้ำทางจิตใจหลายพันคน

ทำให้รัฐบาลออสเตรเลีย
ต้องเผชิญหน้ากับคำถามที่น่าอึดอัดใจ
จะทำอย่างไรกับพวกทหารผ่านศึก

คำตอบคือ
โครงการการตั้งถิ่นฐานของทหารผ่านศึก
โดยที่ทหารผ่านศึกได้รับที่ดินแปลงเล็ก ๆ
ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่ดินไม่ค่อยดีนัก
และได้รับการสนับสนุนให้ทำเกษตรกรรม
ซึ่งเป็นอาชีพที่คนส่วนน้อยเท่านั้น
ที่มีประสบการณ์หรือความรู้
หลายคนในกลุ่มทหารเหล่านี้ไปลงเอย
ที่รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย
ที่ซึ่งพวกเขาปลูก ข้าวสาลี
ซึ่งในกลางทศวรรษ 1920 นั้น
มีค่าเกือบเท่าทองคำ
(ข้าวยากหมากแพง ไร้คนผลิตยามสงคราม)
.
.

.
.


น่าเสียดายที่สิ่งต่างๆ
ไม่ได้คงอยู่เช่นนั้นตลอดไป
เมื่อสิ้นสุดทศวรรษ 1920
เกืด ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่
ที่ระบาดมาจากสหรัฐอเมริกา
จนกระจายไปทั่วโลก
กอปรกับปริมาณข้าวสาลีที่ล้นตลาด
ทำให้ราคาข้าวสาลียิ่งตกต่ำลง
ที่แย่ไปกว่านั้น รัฐบาลกลางออสเตรเลีย
สัญญาว่าจะอุดหนุนพืชผลของทหาร
แต่แล้วก็ผิดสัญญา ไม่ทำตามที่รับปากไว้
เพราะร่างกฎหมายที่จำเป็นไม่ผ่านรัฐสภา

การมาถึงของฝูงนกอีมู

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ย่ำแย่อยู่แล้วนี้
ก็มีศัตรูตัวฉกาจปรากฏตัวขึ้นมา
จำนวนมากมายอย่างไม่คาดคิด
นกอีมู นับพันตัว

ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย
เส้นทางการอพยพของนกอีมู
จะพาพวกมันไปมาระหว่างพื้นที่ชายฝั่ง
ที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ของรัฐ
กับพื้นที่แห้งแล้งภายในรัฐ
ขณะที่พวกมันเดินทางตามเส้นทางนี้
ในช่วงปลายทศวรรษ 1920
และต้นทศวรรษ 1930
พวกมันพบว่าจู่ ๆ ก็มี
พื้นที่เพาะปลูกมากมายขวางทางอยู่

สิ่งนี้ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่
สำหรับนกอีมูเหล่านั้น
ที่จริงแล้ว หากจะมีอะไรเกิดขึ้น
มันก็เป็นพัฒนาการที่ดี
เพราะหมายถึงมีอาหาร
และน้ำอย่างเหลือเฟือ
ฝูงนกอีมูได้เข้าไปกิน
พืชผลอย่างเอร็ดอร่อย
ทำลายรั้วและพลิกคว่ำพืชผลไปทั่ว

แต่สำหรับเกษตรกรแล้ว
นี่เป็นเหมือนการซ้ำเติมความเจ็บปวด
พวกเขาหมดตัวและอดอยาก
เงินอุดหนุนที่สัญญาไว้ก็ยังไม่มาถึง
และตอนนี้ฝูงนกขนาดใหญ่ที่บินไม่ได้
กำลังทำลายพืชผลที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อย
พวกเขาเรียกร้องให้รัฐบาลกลางดำเนินการ
รัฐบาลตอบสนองโดยการส่งกองทัพเข้าไป

ไม่ใช่กองทัพทั้งหมดหรอกนะ
กองกำลังที่ถูกส่งไปยังออสเตรเลียตะวันตก
เพื่อต่อสู้กับฝูงนกดื้อรั้นนั้น
ประกอบด้วยทหารเพียงสามนาย
พร้อมด้วย ปืนกล Lewis สองกระบอก
และกระสุนขนาด .303 จำนวน 10,000 นัด
.
.
.

.
ปืนกล Lewis
.
.

.
การเปรียบเทียบขนาดกระสุน (ซ้ายไปขวา)
ทึ่ใช้หน่วยวัดเมตริก หน่วยวัดอังกฤษ/สหรัฐ
6.5x50mm ของญี่ปุ่น .303 ของอังกฤษ
และ  .30-06 ของสหรัฐอเมริกา
.
.
.

สงครามอีมูครั้งแรก

และแล้วย้อนกลับไปในปี 1932
ตัวเอกทั้งสามของเรา
ที่กำลังเตรียมตัวสำหรับ
การเผชิญหน้าครั้งแรก
กับฝูงอีมูจำนวนมหาศาล

มันไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง

ถ้าคุณไม่เคยเห็นอีมูมาก่อน
ความประทับใจแรกของคุณ
อาจจะเป็นว่า มันดูตลกดี
แต่ความจริงก็คือ พวกมันดูไม่ตลกเลย
เมื่อมองใกล้ ๆ มากกว่ามองจากระยะไกล

อีมูเป็นนกสายพันธุ์ที่
ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก
รองจากนกกระจอกเทศ ที่เป็นญาติกัน
นกอีมูโตเต็มวัยสามารถสูงได้กว่าหกฟุต
และหนักกว่า 100 ปอนด์ พวกมันบินไม่ได้
แต่พวกมันวิ่งได้ และวิ่งได้เร็วมาก
ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 30 ไมล์/ชั่วโมง

ขาที่แข็งแรงมีกรงเล็บที่แหลมคม
ซึ่งพวกมันสามารถใช้เตะทุกสิ่ง
ที่พวกมันคิดว่าคุกคามได้
ถึงแม้พวกมันจะไม่ดุร้ายเท่า
นกกระจอกเทศ หรือดุร้ายเหมือน นกแคสโซวารี
(นกที่บินไม่ได้ซึ่งอาศัยอยู่
ในป่าเขตร้อนของเกาะนิวกินี)
แต่พวกมันก็ยังสามารถทำร้าย
มนุษย์ผู้ใหญ่ได้อย่างร้ายแรง
.
.
.

.
.

.
.
ไดโนเสาร์ที่สืบทอดมาถึงทุกวันนี้
.

.
เหตุการณ์ที่ทำให้ไดโนเสาร์
สูญพันธุ์เมื่อ 66 ล้านปีก่อน
© Mark Stevenson/UIG via Getty Images
.
.
.

ด้วยเหตุนี้ จึงอาจไม่น่าแปลกใจ
ที่ชายสามคนไม่สามารถสร้างความเสียหาย
ให้กับฝูงนกอีมูที่หิวโหยนับพันตัวได้
อุปกรณ์ของพวกเขาก็ไม่ได้ช่วยอะไรเช่นกัน
ปืนกระบอกหนึ่งขัดข้องในการปะทะครั้งแรก
การติดตั้งปืนบนรถจี๊ปใช้ยิงก็ล้มเหลว
เพราะสภาพถนนแย่มาก ขรุขระมาก
จนไม่สามารถยิงกระสุนเป็นเส้นตรงได้

ประวัติศาสตร์สงครามนกอีมู
ในปี 1932  ของออสเตรเลีย
ชายสองคนสวมหมวกปีกกว้าง
ยืนอยู่ในทุ่งข้าวสาลีสูง
ชายคนหนึ่งเล็งปืนกลลูอิสขนาดใหญ่
ขณะที่ชายอีกคนหนึ่งกำลัง
ประคองลำกล้องปืนไว้บนไหล่
เพื่อทำหน้าที่เหมือนขาตั้งปืนกล
ฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีซีดจาง
เหนือภูมิประเทศชนบท
.
.
.

.
ทหารสองนายเล็งปืนกลลูอิสใส่นกอีมู
ที่ไม่ทันตั้งตัวระหว่างสงครามอีมู
.
.
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
.
Major Gwynydd Purves Wynne-Aubrey Meredith  Fortress Innovator
(The Great Emu Commander: Part One)
.
.
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่