น้ำเรเดียมที่ฆ่ามหาเศรษฐี: เรื่องจริงของอีเบน ไบเออร์ส และยามหัศจรรย์ที่กลายเป็นพิษร้าย

ปลายทศวรรษ 1920 โลกกำลังหลงใหลพลังของธาตุชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า เรเดียม (Radium) หลังการค้นพบกัมมันตรังสีในช่วงต้นศตวรรษ ผู้คนจำนวนมากเชื่อว่าสารชนิดนี้คือพลังแห่งอนาคต มันถูกนำไปใช้ในสินค้าหลากชนิด ตั้งแต่นาฬิกาเรืองแสง เครื่องสำอาง ยาสีฟัน ไปจนถึงเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ หลายคนเชื่อว่าการรับรังสีในปริมาณเล็กน้อยจะช่วยกระตุ้นร่างกาย เพิ่มพลังชีวิต และฟื้นฟูสุขภาพ

หนึ่งในผู้ที่เชื่อเรื่องนี้อย่างเต็มที่คือ อีเบน ไบเออร์ส (Eben Byers) มหาเศรษฐีและนักกีฬาชื่อดังในสหรัฐอเมริกา เขาเป็นทายาทธุรกิจเหล็กผู้มั่งคั่ง เป็นนักกอล์ฟระดับแชมป์ และเป็นบุคคลที่ใช้ชีวิตอยู่ในวงสังคมชั้นสูง

โศกนาฏกรรมของเขาเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1927 ระหว่างเดินทางกลับจากการแข่งขันฟุตบอลระหว่างมหาวิทยาลัยเยล (Yale University) และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) บนรถไฟ ขณะอยู่ในตู้โดยสารแบบเตียงนอน ไบเออร์สบังเอิญตกจากเตียง ทำให้แขนและหัวไหล่ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง

อาการปวดเรื้อรังเริ่มรบกวนชีวิตประจำวันของเขา โดยเฉพาะกิจกรรมกีฬา แพทย์จึงแนะนำให้ลองดื่มยาบำรุงชนิดหนึ่งชื่อ เรดิธอร์ (Radithor) ซึ่งเป็นน้ำกลั่นที่ผสมเรเดียมสองชนิด คือ เรเดียม-226 และ เรเดียม-228

เครื่องดื่มนี้ถูกผลิตโดยนักธุรกิจชื่อ วิลเลียม เจ.เอ. เบลีย์ (William J. A. Bailey) ชายผู้มักอ้างว่าตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่ความจริงเขาเคยถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยและไม่มีวุฒิทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม ในยุคนั้นกฎหมายควบคุมยาและอาหารยังหละหลวม ทำให้ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้สามารถวางขายได้อย่างเสรี

เรดิธอร์ถูกโฆษณาว่าเป็น “Perpetual Sunshine” หรือ “แสงอาทิตย์ชั่วนิรันดร์” ที่ช่วยเพิ่มพลังชีวิต รักษาอาการอ่อนเพลีย และฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ

เมื่อไบเออร์สเริ่มดื่มมันในช่วงปลายปี ค.ศ. 1927 เขารู้สึกว่าร่างกายดีขึ้น อาการปวดลดลง เขาจึงเชื่อว่ายานี้ได้ผลจริง และเริ่มดื่มวันละสองถึงสามขวด

ตลอดเวลาประมาณสามปี เขาดื่มเรดิธอร์รวมกันราว 1,400 ขวด เขาสั่งซื้อเป็นลัง แจกจ่ายให้เพื่อน ส่งให้คนรัก และยังให้ม้าแข่งของเขาดื่มเครื่องดื่มชนิดเดียวกัน

แต่ในขณะเดียวกัน เรเดียมก็กำลังสะสมในร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากเรเดียมมีคุณสมบัติทางเคมีคล้ายแคลเซียม ร่างกายจึงดูดซึมมันเข้าไปและส่งไปสะสมไว้ในกระดูกเหมือนแคลเซียม เมื่อเรเดียมฝังตัวอยู่ในกระดูก มันจะปล่อยรังสีอัลฟาออกมาตลอดเวลา ทำลายเซลล์กระดูกจากภายใน

ต้นปี ค.ศ. 1930 อาการผิดปกติเริ่มปรากฏอย่างชัดเจน

เขาเริ่มปวดศีรษะอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง อาการปวดฟันเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ เหงือกบวมและอักเสบ เลือดออกง่าย ฟันเริ่มโยกและหลุดทีละซี่

เมื่อแพทย์พยายามถอนฟัน สิ่งที่พบทำให้ทุกคนตกใจ กระดูกขากรรไกรของเขามีลักษณะเปราะและกำลังสลายตัว เหงือกเกิดแผลเปิด มีหนองไหลออกมา กลิ่นเนื้อเยื่อที่เน่าเสียรุนแรง

กระดูกขากรรไกรบนเริ่มผุพังจนแพทย์ต้องผ่าตัดเอากระดูกส่วนที่ตายออกทีละชิ้น ในที่สุดขากรรไกรบนเกือบทั้งหมดหายไป เหลือเพียงฟันหน้าสองซี่

ขากรรไกรล่างก็สลายตัวตามมา กระดูกแตกง่ายจนไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้ตามปกติ เขาต้องกินอาหารเหลวเกือบทั้งหมด

รังสียังทำลายไขกระดูกและเนื้อเยื่ออื่นในร่างกาย ทำให้เขาอ่อนแรงอย่างหนัก น้ำหนักลดลงมาก มีภาวะโลหิตจาง และติดเชื้อซ้ำซ้อน

กะโหลกศีรษะบางส่วนเริ่มเกิดรูโหว่ เนื่องจากกระดูกถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง ความเจ็บปวดรุนแรงจนเขาสามารถพูดได้เพียงไม่กี่คำในแต่ละครั้ง

ในปี ค.ศ. 1931 หน่วยงานรัฐเริ่มสืบสวนบริษัทของเบลีย์ และต้องการให้ไบเออร์สไปให้การ แต่เขาอ่อนแรงเกินกว่าจะเดินทางได้ ทนายความที่ไปเยี่ยมเขาที่บ้านรายงานว่า ขากรรไกรบนของเขาหายไปเกือบทั้งหมด และกะโหลกศีรษะมีรูหลายแห่ง

วันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 1932 อีเบน ไบเออร์สเสียชีวิตในวัย 51 ปี จากพิษรังสีที่สะสมในร่างกาย

หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal ลงพาดหัวข่าวที่โด่งดังว่า
“The Radium Water Worked Fine Until His Jaw Came Off”
หรือ “น้ำเรเดียมได้ผลดีมาก…จนกระทั่งขากรรไกรของเขาหลุดออกมา”

หลังการเสียชีวิต แพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตระหนักว่าร่างของเขายังคงมีสารกัมมันตรังสีอยู่ในปริมาณสูง จึงต้องจัดการฝังศพด้วยมาตรการพิเศษ

ร่างของไบเออร์สถูกบรรจุในโลงศพที่บุด้วยแผ่นตะกั่วหนา (Lead-lined coffin) ภายในโลงมีการเสริมชั้นป้องกันหลายระดับ เพื่อกักเก็บรังสีที่สะสมอยู่ในกระดูกไม่ให้รั่วไหลออกสู่ดินหรือสิ่งแวดล้อม

สถานที่ฝังคือสุสาน Allegheny Cemetery เมืองพิตต์สเบิร์ก (Pittsburgh) รัฐเพนซิลเวเนีย (Pennsylvania) สหรัฐอเมริกา สุสานแห่งนี้เป็นสุสานเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1844 และเป็นที่ฝังบุคคลสำคัญจำนวนมากของเมือง

หลุมศพของเขาถูกฝังลึกลงไปตามมาตรฐานความปลอดภัย เนื่องจากกระดูกของเขามีเรเดียมสะสมอยู่จำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงต้องระวังเป็นพิเศษเพื่อป้องกันการปนเปื้อน

หลายสิบปีต่อมา ในปี ค.ศ. 1965 นักฟิสิกส์นิวเคลียร์ชื่อ ร็อบลีย์ อีแวนส์ (Robley Evans) ได้รับอนุญาตให้ขุดศพของไบเออร์สขึ้นมาตรวจสอบเพื่อศึกษาผลกระทบของรังสีในระยะยาว

ผลการตรวจพบว่าศพของเขายังคงมีค่ากัมมันตภาพรังสีสูงประมาณ 225,000 เบ็กเคอเรล แม้เวลาจะผ่านไปมากกว่า 30 ปี เนื่องจากเรเดียมมีครึ่งชีวิตยาวประมาณ 1,600 ปี

หลังจากการศึกษาสิ้นสุดลง ร่างของเขาถูกนำกลับไปฝังไว้ในโลงตะกั่วใบเดิม และกลบฝังอีกครั้งในสุสาน Allegheny Cemetery

ภายนอก หลุมศพของเขาดูเหมือนหลุมศพทั่วไปในสุสานเก่าแก่แห่งหนึ่ง แต่ลึกลงไปใต้พื้นดิน ร่างของอีเบน ไบเออร์สยังคงปล่อยกัมมันตรังสีอย่างต่อเนื่อง และจะเป็นเช่นนั้นไปอีกหลายพันปี

#อ่านเถอะเชื่อผม
#ขอคนละไลค์
#ไม่เลื่อนผ่าน
#เรื่องราวที่น่าสนใจ
#EbenByers
#Radithor
#เรเดียม
#กัมมันตรังสี
#ประวัติศาสตร์การแพทย์
#FDA
#เรื่องจริงในประวัติศาสตร์
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่