หลายท่านเอา JAS ไปเทียบกับ TRUE ตอนที่ได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก แล้วสรุปว่า TRUE ยังทำกำไรไม่ได้ ดังนั้น JAS ก็น่าจะเจอปัญหาเดียวกัน
แต่ถ้าดูโครงสร้างธุรกิจจริง ๆ
โมเดลของทั้งสองบริษัทแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
นี่คือมุมมองที่ผมวิเคราะห์ครับ
⸻
1️⃣ โมเดลธุรกิจของ TRUE เป็น Pay TV
ช่วงที่ TRUE ถือ EPL
แพลตฟอร์มหลักคือ
TrueVisions (Pay TV)
ข้อจำกัดของระบบนี้คือ
• ต้องติดกล่อง
• ต้องมีจานดาวเทียมหรือเคเบิล
• ขั้นตอนสมัครยุ่งยาก
ทำให้จำนวนสมาชิกอยู่ประมาณ
600,000 – 800,000 ราย
⸻
2️⃣ ต้นทุนลิขสิทธิ์สูงมาก
ช่วงที่ TRUE ซื้อ EPL
มูลค่าประมาณ
10,000 – 12,000 ล้านบาท / 3 ปี
เฉลี่ย
ประมาณ 3,500 – 4,000 ล้านบาท / ปี
⸻
3️⃣ จำนวน Subscriber ไม่พอ
ลองคำนวณแบบคร่าว ๆ
สมมติ
800,000 subscribers
เก็บค่าบริการ
700 บาท / เดือน
รายได้ต่อปี
800,000 × 700 × 12
≈ 6,720 ล้านบาท
แต่ต้องหัก
• ค่า content อื่น ๆ
• ค่า platform
• ค่า marketing
ดังนั้นกำไรจึงไม่สูง
⸻
4️⃣ TRUE ใช้ EPL เป็น “Loss Leader”
TRUE ใช้พรีเมียร์ลีกเพื่อ
• ดึงลูกค้าอินเทอร์เน็ต
• ดึงลูกค้ามือถือ
• ขายแพ็กเกจ bundle
ดังนั้น EPL จึงเป็น
เครื่องมือทางการตลาด
ไม่ใช่ธุรกิจที่ตั้งใจให้กำไรโดยตรง
⸻
5️⃣ Piracy สูงมากในไทย
ช่วงนั้น
• เว็บเถื่อน
• กล่อง IPTV
ระบาดหนักมาก
ทำให้จำนวน subscriber โตยาก
⸻
6️⃣ โครงสร้างต้นทุนสูง
TRUE ต้องแบกต้นทุนขนาดใหญ่ เช่น
• network
• satellite
• call center
• hardware
ทำให้ fixed cost สูงมาก
⸻
เปรียบเทียบกับ JAS
ปัจจัย TRUE JAS
แพลตฟอร์ม Pay TV OTT
การสมัคร ต้องติดกล่อง สมัครผ่านแอป
Subscriber ~0.7M มีโอกาส >2M
ต้นทุน Infrastructure สูง ต่ำกว่า
⸻
สิ่งที่สำคัญที่สุด
OTT สามารถ scale ได้ง่ายกว่า Pay TV มาก
ดังนั้นจำนวนสมาชิกสามารถเพิ่มจาก
0.7M → 2M+
ได้ง่ายกว่าในอดีตมาก
⸻
แต่ JAS ก็ยังมีความเสี่ยง
แม้โมเดลจะต่างกัน แต่ยังมีความเสี่ยง เช่น
• Piracy
• Churn หลังจบฤดูกาล
• ARPU ลดลงจากการแข่งขันราคา
⸻
Insight ที่สำคัญมาก
สิ่งที่ทำให้ TRUE ไม่กำไร
ไม่ใช่ EPL
แต่คือ
จำนวน subscriber ไม่ถึง Critical Mass
⸻
สำหรับ JAS
ตัวเลขสำคัญคือ
2 ล้าน subscribers
หลังจากผ่านจุดนี้ไป
กำไรจะเพิ่มเร็วมาก
⸻
✔ สรุป
TRUE ขาดทุนเพราะ
1️⃣ โมเดล Pay TV
2️⃣ Subscriber ไม่พอ
3️⃣ ใช้ EPL เป็น Marketing Tool
ไม่ใช่เพราะ EPL ทำกำไรไม่ได้
JAS ≠ TRUE ?
แต่ถ้าดูโครงสร้างธุรกิจจริง ๆ
โมเดลของทั้งสองบริษัทแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
นี่คือมุมมองที่ผมวิเคราะห์ครับ
⸻
1️⃣ โมเดลธุรกิจของ TRUE เป็น Pay TV
ช่วงที่ TRUE ถือ EPL
แพลตฟอร์มหลักคือ
TrueVisions (Pay TV)
ข้อจำกัดของระบบนี้คือ
• ต้องติดกล่อง
• ต้องมีจานดาวเทียมหรือเคเบิล
• ขั้นตอนสมัครยุ่งยาก
ทำให้จำนวนสมาชิกอยู่ประมาณ
600,000 – 800,000 ราย
⸻
2️⃣ ต้นทุนลิขสิทธิ์สูงมาก
ช่วงที่ TRUE ซื้อ EPL
มูลค่าประมาณ
10,000 – 12,000 ล้านบาท / 3 ปี
เฉลี่ย
ประมาณ 3,500 – 4,000 ล้านบาท / ปี
⸻
3️⃣ จำนวน Subscriber ไม่พอ
ลองคำนวณแบบคร่าว ๆ
สมมติ
800,000 subscribers
เก็บค่าบริการ
700 บาท / เดือน
รายได้ต่อปี
800,000 × 700 × 12
≈ 6,720 ล้านบาท
แต่ต้องหัก
• ค่า content อื่น ๆ
• ค่า platform
• ค่า marketing
ดังนั้นกำไรจึงไม่สูง
⸻
4️⃣ TRUE ใช้ EPL เป็น “Loss Leader”
TRUE ใช้พรีเมียร์ลีกเพื่อ
• ดึงลูกค้าอินเทอร์เน็ต
• ดึงลูกค้ามือถือ
• ขายแพ็กเกจ bundle
ดังนั้น EPL จึงเป็น
เครื่องมือทางการตลาด
ไม่ใช่ธุรกิจที่ตั้งใจให้กำไรโดยตรง
⸻
5️⃣ Piracy สูงมากในไทย
ช่วงนั้น
• เว็บเถื่อน
• กล่อง IPTV
ระบาดหนักมาก
ทำให้จำนวน subscriber โตยาก
⸻
6️⃣ โครงสร้างต้นทุนสูง
TRUE ต้องแบกต้นทุนขนาดใหญ่ เช่น
• network
• satellite
• call center
• hardware
ทำให้ fixed cost สูงมาก
⸻
เปรียบเทียบกับ JAS
ปัจจัย TRUE JAS
แพลตฟอร์ม Pay TV OTT
การสมัคร ต้องติดกล่อง สมัครผ่านแอป
Subscriber ~0.7M มีโอกาส >2M
ต้นทุน Infrastructure สูง ต่ำกว่า
⸻
สิ่งที่สำคัญที่สุด
OTT สามารถ scale ได้ง่ายกว่า Pay TV มาก
ดังนั้นจำนวนสมาชิกสามารถเพิ่มจาก
0.7M → 2M+
ได้ง่ายกว่าในอดีตมาก
⸻
แต่ JAS ก็ยังมีความเสี่ยง
แม้โมเดลจะต่างกัน แต่ยังมีความเสี่ยง เช่น
• Piracy
• Churn หลังจบฤดูกาล
• ARPU ลดลงจากการแข่งขันราคา
⸻
Insight ที่สำคัญมาก
สิ่งที่ทำให้ TRUE ไม่กำไร
ไม่ใช่ EPL
แต่คือ
จำนวน subscriber ไม่ถึง Critical Mass
⸻
สำหรับ JAS
ตัวเลขสำคัญคือ
2 ล้าน subscribers
หลังจากผ่านจุดนี้ไป
กำไรจะเพิ่มเร็วมาก
⸻
✔ สรุป
TRUE ขาดทุนเพราะ
1️⃣ โมเดล Pay TV
2️⃣ Subscriber ไม่พอ
3️⃣ ใช้ EPL เป็น Marketing Tool
ไม่ใช่เพราะ EPL ทำกำไรไม่ได้