ทำไมการท่องเที่ยว ถึงเป็นสิ่งที่เวียดนาม เอาชนะไทยไม่ได้ง่าย ๆ /โดย ลงทุนแมน

ช่วงหลัง ๆ มานี้ เรามักจะได้ยินประโยคที่ว่า “ท่องเที่ยวเวียดนาม กำลังจะแซงไทยแล้ว”

ด้วยความสดใหม่ของสถานที่ ค่าครองชีพที่ต่ำกว่า และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรง

ทำให้หลายคนเริ่มมองว่า สยามเมืองยิ้ม กำลังจะเสียแชมป์ให้กับดาวรุ่งดวงใหม่ อย่างเวียดนาม

แต่ถ้าเราลองถอยออกมามองภาพใหญ่ เราจะพบว่าประเทศไทย ยังคงมีจุดขาย ด้านการท่องเที่ยวที่แข็งแรงกว่ามาก

และการท่องเที่ยวของเวียดนาม อาจเป็นเพียงความตื่นเต้นชั่วคราว

แล้วจุดขายที่ว่านี้ คืออะไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

https://www.facebook.com/share/p/1GTTvtkg8K/?mibextid=wwXIfr


ในโลกของการท่องเที่ยว “ความถูกและความใหม่” อาจดึงดูดลูกค้า ให้มาลองได้ในครั้งแรก

แต่สิ่งที่ทำให้ลูกค้ากลับมาซ้ำ คือประสบการณ์ ความสะดวกสบาย และความหลากหลาย

ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดสิ่งที่เรียกว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว

ต้องยอมรับว่า เวียดนามมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามมากมาย

นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น หรือ Man-Made Destination เช่น สะพานมือยักษ์ (Golden Bridge) หรือสวนสนุกบนยอดเขา Ba Na Hills ไว้ดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกด้วย

แต่ถ้าเทียบกับไทย จะพบว่าการสร้าง Man-Made Destination ของเรา ตลอดจนวัฒนธรรมต่าง ๆ นั้น อยู่ในสเกลที่เหนือกว่า จนกลายเป็น Ecosystem ที่ครบวงจรไปแล้ว

เพราะที่เวียดนาม สถานที่ท่องเที่ยวแบบ Man-Made หรือแม้แต่ศูนย์การค้าส่วนใหญ่ มีจุดประสงค์หลักเพื่อรองรับกำลังซื้อของคนในประเทศเป็นหลัก

ขณะที่ประเทศไทย ศูนย์การค้าของเราหลายแห่ง ก้าวข้ามคำว่า “ที่ซื้อของ” หรือ “ที่กินข้าว” ไปไกล

ลองนึกภาพอาณาจักรอย่าง ICONSIAM, Siam Paragon, CentralWorld หรือย่าน EM District

สถานที่เหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่ที่แวะพักกินอาหารหรือจับจ่ายซื้อของเท่านั้น แต่กลายเป็นแม่เหล็ก ที่คอยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้ตั้งใจบินมาเยือนโดยเฉพาะ

เพราะข้างในแต่ละศูนย์การค้า ไม่ได้มีแค่ร้านเสื้อผ้า ร้านอาหารทั่วไป หรือซูเปอร์มาร์เก็ตเท่านั้น

แต่ยังมีอะแควเรียมในร่ม ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ พื้นที่จัดอิเวนต์ระดับนานาชาติ และเทศกาลต่าง ๆ ไปจนถึงร้านค้าแบรนด์เนมหรู กลายเป็น Ecosystem ที่ครบวงจรในด้านการท่องเที่ยว

ที่สำคัญคือประเทศไทย มี Ecosystem ลักษณะนี้ กระจุกตัวอย่างหนาแน่น จนกลายเป็น Cluster

ลองนึกภาพย่านสยาม ราชประสงค์ หรือ EM District ที่มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ติดกันมากมาย

ชนิดที่นักท่องเที่ยวสามารถเดิน Skywalk ทะลุกันได้เป็นกิโลเมตร โดยที่แทบไม่ต้องเดินลงมาตากแดดตากฝนริมถนนเลย

แม้ว่าที่เวียดนาม ก็มีศูนย์การค้าหรู ๆ อย่างในย่านใจกลางเมืองโฮจิมินห์ หรือฮานอย

แต่ศูนย์การค้าเหล่านั้น ส่วนใหญ่ยังเป็นลักษณะของอาคารเดี่ยว (Standalone) ที่ตั้งกระจายอยู่ตามบล็อกบนถนนต่าง ๆ

ไม่ได้มีการเชื่อมกันอย่างไร้รอยต่อ ไม่ได้มีระบบขนส่งมวลชน ที่ออกแบบมาเพื่อดึงคนเข้าสู่ศูนย์การค้าโดยตรง ในสเกลระดับเมืองเหมือนกับบ้านเรา

สิ่งเหล่านี้ทำให้คนต่างชาติที่บินมาเที่ยวไทย ไม่ได้แค่อาบแดดริมหาด ชมวิวบนยอดดอย หรือเดินป่าได้เพียงเท่านั้น

แต่ยังสามารถเสพไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ซื้อสินค้าที่ตัวเองชอบ สัมผัสประสบการณ์ในศูนย์การค้าที่แตกต่างจากประเทศอื่น ๆ บนโลก ทำให้สามารถใช้ชีวิตในแบบต่าง ๆ ที่ตัวเองอยากใช้ได้ในทริปเดียว

นอกจากความโดดเด่นของ Hardware อย่างศูนย์การค้าและโครงสร้างพื้นฐานแล้ว

จุดขายอีกชั้นของไทย ที่แข็งแกร่งไม่แพ้กันก็คือ Software อย่างเรื่อง Service Mind ซึ่งก็คือรอยยิ้มและการบริการ ที่ฝังรากลึกอยู่ใน DNA ของคนไทย และได้รับการยอมรับจากผู้คนทั่วโลก

ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่อให้คู่แข่งจะมีเงินทุนมหาศาลแค่ไหน ก็ไม่สามารถเนรมิตขึ้นมาได้ในเวลาสั้น ๆ

บวกกับความเป็นสากลของบ้านเรา ที่เปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้อย่างกลมกลืน

ถ้าเราลองสวมหมวกเป็นนักท่องเที่ยว และถามตัวเองว่าประเทศไทยมีดีอะไร ทำไมถึงต้องมาเที่ยว ?

คำตอบที่ออกมา อาจเป็นเพราะประเทศไทยมีตั้งแต่อาหารข้างทางไปจนถึง Fine Dining ระดับโลก

มีป้ายภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย คอยอำนวยความสะดวกอยู่ทั่วเมือง มีโรงพยาบาลมาตรฐานสากลที่รองรับ Medical Tourism ได้อย่างสมบูรณ์

เมื่อสิ่งเหล่านี้หลอมรวมกัน มันกลายเป็น Branding ของการท่องเที่ยวไทย ที่ทำให้ชาวต่างชาติรู้สึกถึงเสน่ห์และเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่ใครจะมาล้มแชมป์ได้ง่าย ๆ

และจุดขายนี้ กำลังจะกว้างและลึกขึ้นไปอีก เมื่อเรามองไปถึงเมกะโปรเจกต์มากมาย ที่กำลังก่อสร้างหรือผลักดันอยู่

ไม่ว่าจะเป็น Bangkok Mall ที่จะกลายเป็นหนึ่งในศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก

หรือข่าวการดึงสวนสนุกระดับโลกอย่าง Disneyland เข้ามาตั้งในพื้นที่ EEC ด้วยเม็ดเงินลงทุนระดับแสนล้านบาท ซึ่งหากเปิดได้จริง ก็จะถือเป็น Disneyland แห่งแรกในอาเซียน

ทั้งหมดนี้คือจิกซอว์ชิ้นสำคัญ ที่จะช่วยยกระดับให้ไทย กลายเป็น Man-Made Destination ที่สมบูรณ์แบบ ทัดเทียมสิงคโปร์ หรือดูไบอย่างเต็มตัว

มาถึงตรงนี้ เราคงได้คำตอบแล้วว่า ทำไมเวียดนามถึงยังแย่งแชมป์การท่องเที่ยวจากไทยไปไม่ได้ง่าย ๆ

เพราะเกมการท่องเที่ยวในระยะยาว ไม่ได้แข่งกันที่ใครขายตั๋วได้ถูกกว่า หรือใครมีที่เที่ยวใหม่กว่า

แต่แข่งกันที่ “ใครทำให้ลูกค้าอยากควักกระเป๋าจ่ายแพงกว่าได้ โดยที่ลูกค้ายังรู้สึกคุ้มค่า

และที่สำคัญ ต้องรู้สึกว่า อยากกลับมาเที่ยวซ้ำ ๆ”

ซึ่งจุดเหล่านี้ของประเทศไทย ต้องใช้ทั้งเงินทุนมหาศาล และเวลาสร้างยาวนานหลายสิบปี
จึงเป็นเรื่องยากที่ใครจะมาลอกเลียนแบบ หรือล้มกระดานได้ในเวลาสั้น ๆ..

ปิดท้ายด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ

รู้หรือไม่ว่า นอกจากคูเมืองที่แข็งแกร่งแล้ว ตอนนี้การท่องเที่ยวไทย ยังได้ “ลมส่งท้าย” ก้อนมหึมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในโลกอีกด้วย

หากใครติดตามข่าวภูมิรัฐศาสตร์ จะทราบดีว่าในช่วงที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นนั้น ค่อนข้างตึงเครียด

จนทำให้กระแสชาตินิยมในจีนพุ่งสูงขึ้น และเริ่มมีการเบนเข็ม สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวจีน หันไปหาจุดหมายปลายทางอื่น ที่จีนมองว่าเป็นมิตรกว่าญี่ปุ่น

และแน่นอนว่า หนึ่งในนั้น หวยนั้นก็มาออกที่ประเทศไทยนั่นเอง

—----------------------------------

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่