โลมาตัวหนึ่งไม่ยอมหยุด "ตรวจสอบ" หน้าท้องของเธอขณะที่เธออยู่ระหว่างพักร้อน และต่อมาคุณหมอก็บอกว่าการกระทำของมันอาจช่วยชีวิตคนไว้ได้ถึงสองคน
เลน่า กำลังตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน และเธอกำลังใช้เวลาช่วงวันหยุดอันเงียบสงบที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง ไฮไลต์ของทริปนี้คือการร่วมกิจกรรมสัมผัสโลมาภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่
ซึ่งเหล่าโลมาจะว่ายเข้ามาหาผู้เยี่ยมชมอย่างอ่อนโยน เลน่ายิ้มตลอดเวลา โดยเฉพาะตอนที่มีโลมาตัวหนึ่งว่ายเข้ามาใกล้และกดส่วนหัวลงใกล้ๆ หน้าท้องของเธอ ในลักษณะที่ผู้คนมักอธิบายกันว่ามันกำลัง "ใช้โซนาร์"
ในตอนแรก มันดูเป็นเรื่องน่ารักและตลกดี เพราะโลมาตัวนั้นว่ายกลับมาหาเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าครูฝึกจะพยายามเรียกมันไปทางอื่นก็ตาม
แต่แล้วพฤติกรรมของมันก็เปลี่ยนไป มันเริ่มจดจ่ออย่างผิดปกติ ว่ายวนรอบตัวเธอและส่งเสียงร้องสั้นๆ อย่างเร่งเร้า และปฏิเสธที่จะว่ายจากไปเหมือนที่เคยทำ
สีหน้าของคนดูแลเริ่มถอดสี เขาบอกเลน่าเบาๆ ในสิ่งที่เขาแทบไม่เคยบอกแขกคนไหนเลยว่า โลมาตัวนี้กำลังทำตัว "ผิดปกติ" และถ้าเธอรู้สึกไม่สบายตัวแม้เพียงนิดเดียว เธอควรไปหาหมอตรวจทันที
ตอนแรกเลน่าไม่ได้ใส่ใจนัก แต่เธอก็สลัดความรู้สึกกังวลทิ้งไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจไปคลินิกในท้องถิ่นวันนั้นเลย
เพียงไม่กี่นาที น้ำเสียงของคุณหมอก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ความดันโลหิตของเธฮสูงจนอยู่ในระดับอันตราย และเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ภาวะครรภ์เป็นพิษรุนแรง ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจลุกลามอย่างรวดเร็วและเป็นอันตรายต่อทั้งแม่และเด็ก
ทีมแพทย์ตัดสินใจว่าทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือการทำคลอดก่อนกำหนด ลูกของเธอจึงลืมตาดูโลกเร็วกว่ากำหนด แต่ก็ปลอดภัยดีทั้งคู่
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เลน่ากลับมาที่รีสอร์ตพร้อมกับลูกน้อย ส่วนหนึ่งก็เพื่อความสบายใจ และอีกส่วนหนึ่งคือเธอหยุดนึกถึงเหตุการณ์ในน้ำวันนั้นไม่ได้
เมื่อโลมาตัวเดิมว่ายเข้ามาหาและหยุดนิ่งอยู่ข้างๆ พวกเขาอย่างสงบ เลน่ากอดลูกน้อยไว้แนบอกแล้วกระซิบเบาๆ ว่า "ขอบคุณนะ" ราวกับเธอกำลังพูดกับสิ่งมีชีวิตเพียงตัวเดียวที่รับรู้ความผิดปกติได้ก่อนใครในโลก
เกร็ดน่ารู้: โลมามีความสามารถในการรับรู้ผ่านระบบ Echolocation (การกำหนดตำแหน่งด้วยเสียงสะท้อน) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่าเสียงโซนาร์ของพวกมันสามารถ "มองเห็น" โครงสร้างภายในร่างกายมนุษย์ได้ คล้ายกับการทำอัลตราซาวด์นั่นเองครับ
ที่มา
โลมาตัวหนึ่งไม่ยอมหยุด "ตรวจสอบ" หน้าท้องคุณแม่ครรภ์แก่อย่างผิดปกติ คุณแม่ผิดสังเกตรีบไปหาหมอ พบว่า...
ที่มา