ใจสั่น เหนื่อยง่ายโดยไม่รู้สาเหตุ เสี่ยง หัวใจเต้นผิดจังหวะ




🤢 โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว หนึ่งในชนิดที่พบบ่อยและมีความเสี่ยงสูงคือโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF โดย ผศ.นพ. ศราวุธ ลิ้มประเสริฐ อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด ชำนาญการด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ ระบุว่า การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจล้มเหลว ในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ

📍โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ชนิด AF คือ ภาวะที่หัวใจห้องบนเต้นเร็วและไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้การบีบตัวของหัวใจไม่มีประสิทธิภาพ เลือดอาจคั่งค้างอยู่ในหัวใจห้องบนและเกิดลิ่มเลือดได้ง่าย หากลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง อาจทำให้เกิดอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้
ลักษณะสำคัญของโรคนี้คือ บางรายหัวใจอาจเต้นเร็ว บางรายหัวใจเต้นช้า หรือ แรงสลับเบา ซึ่งแตกต่างจากการเต้นของหัวใจปกติอย่างชัดเจน

🚨 อาการที่พบบ่อย
ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการเลย ทำให้ไม่รู้ตัวว่ามีความผิดปกติของหัวใจ ขณะที่บางรายอาจมีอาการ เช่น
▫️ใจสั่น เหมือนหัวใจเต้นแรงหรือเต้นสะดุด
▫️เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
▫️เวียนศีรษะ หน้ามืด
▫️แน่นหน้าอก หรือหายใจไม่อิ่ม

หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยหรือเป็นซ้ำ ควรเข้ารับการตรวจหัวใจอย่างละเอียด

⚠️ สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงมีหลากหลาย เช่น
🔸ความเสื่อมของระบบไฟฟ้าหัวใจตามอายุ
🔸โรคความดันโลหิตสูง
🔸โรคหลอดเลือดหัวใจ
🔸โรคลิ้นหัวใจ
🔸เบาหวาน
🔸ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
🔸การดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่เป็นเวลานาน

ทำไมโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ชนิด AF ถึงอันตราย
ความเสี่ยงสำคัญของโรคนี้คือ การเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ ซึ่งเพิ่มโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนทั่วไปราว ๆ 5 เท่า นอกจากนี้ยังอาจทำให้หัวใจทำงานผิดปกติ จนนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวในระยะยาว ซึ่งการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้อย่างมาก

แนวทางการรักษาในปัจจุบัน
◽การรักษาขึ้นอยู่กับอาการ ความรุนแรง และความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย โดยอาจประกอบด้วย
◽การใช้ยาควบคุมจังหวะและอัตราการเต้นของหัวใจ
◽การใช้ยาละลายลิ่มเลือด เพื่อลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง
◽การรักษาด้วยการ จี้ไฟฟ้าหัวใจ (Catheter Ablation) เป้าหมายสำคัญของการรักษาคือ ควบคุมจังหวะหัวใจให้ปกติ ลดอาการ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาว ซึ่งปัจจุบัน สามารถรักษาด้วยวิธีนี้เป็นขั้นตอนแรกได้ โดยไม่จำเป็นต้องลองรักษาด้วยยาก่อนก็ได้ อีกทั้งยังมีโอกาสควบคุมให้จังหวะหัวใจปกติได้ถึง 80-90% โดยเฉพาะเมื่อรักษาในระยะแรก ๆ ของโรค และเป็นการรักษาที่มีแผลเล็ก ระยะพักฟื้นสั้น ความเสี่ยงในการภาวะแทรกซ้อนน้อยเพียง 1%

ดังนั้นหากสังเกตว่าตนเองและคนรอบข้างว่ามีความเสี่ยงหรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบมาปรึกษาแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่