ส้ม (Orange) ผลไม้ที่ เรารู้จักกันดี เป็นผลไม้ตระกูล Citrus ที่อุดมด้วยวิตามินซีสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงผิวพรรณ และมีกากใยช่วยเรื่องระบายระบบขับถ่าย มีหลากหลายสายพันธ์ รสชาติเปรี้ยวอมหวาน ให้พลังงานต่ำ
แต่รู้หรือไม่ครับ ว่า ส้มดั่งเดิม หรือบรรพบุรุษส้ม ไม่ได้เป็นผลไม้ที่มีความหวานเลย
ส้มสายพันธุ์ดั้งเดิมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ (Wild Species) ส่วนใหญ่จะมีรสชาติ "เปรี้ยวจัด" หรือ "ขม" โดยมีพืชตระกูลส้มหลักๆ 3 ชนิดที่เป็นต้นกำเนิดของส้มแทบทุกชนิดในโลก
Citron (ส้มมือ): เปลือกหนามาก เนื้อน้อย และเปรี้ยวจัด
Pomelo (ส้มโอ): บรรพบุรุษของส้มโอปัจจุบัน รสชาติมีทั้งเปรี้ยวและขมติดปลายลิ้น
Mandarin (ส้มแมนดารินป่า): นี่คือสายพันธุ์เดียวที่มีความหวานอยู่บ้าง แต่มักจะมาพร้อมกับเมล็ดที่เยอะจนแทบไม่มีเนื้อให้กิน
ทำไมธรรมชาติถึงสร้างให้มันเปรี้ยว?
ในเชิงวิวัฒนาการ ความเปรี้ยวและรสขมคือ "ระบบป้องกันตัว"
ป้องกันการถูกกินก่อนเวลา ความเปรี้ยวจากกรดซิตริกช่วยป้องกันไม่ให้สัตว์กินผลส้มก่อนที่เมล็ดจะแก่จัด
ความทนทาน กรดที่สูงช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรีย ทำให้ผลไม้เน่าเสียยากขึ้นในสภาพอากาศร้อนชื้น
มนุษย์: "วิศวกรรสชาติ" แห่งประวัติศาสตร์
เมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักการเกษตร เราก็เริ่มทำตัวเป็นนักผสมพันธุ์ โดยใช้เทคนิคหลักๆ คือ
การคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Selective Breeding) เมื่อเจอต้นที่มีรสหวานกว่าปกติ (ซึ่งอาจเกิดจากการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ) มนุษย์ก็นำกิ่งมาปักชำหรือขยายพันธุ์ต่อ
การผสมข้ามสายพันธุ์ (Hybridization) ส้มที่เรากินกันทุกวันนี้ส่วนใหญ่เป็น "ลูกครึ่ง" เช่น
ส้มหวาน (Sweet Orange) เกิดจากการผสมระหว่าง ส้มโอ (Pomelo) กับ แมนดาริน (Mandarin) จนได้รสชาติที่ลงตัว
เลมอน (Lemon) เกิดจากการผสมระหว่าง ส้มมือ (Citron) กับ ส้มเปรี้ยว (Bitter Orange)
ส้มในยุคแรกๆ เขาเอาไปทำอะไร?
เนื่องจากส้มยุคแรกมันกินยาก มนุษย์สมัยก่อนจึงไม่ได้มองมันเป็น "ผลไม้ทานเล่น" แต่ใช้ในแง่อื่นแทน:
ยาสมุนไพร ใช้เปลือกและน้ำส้มที่มีกรดสูงในการฆ่าเชื้อหรือแก้ไอ
เครื่องหอม ใช้กลิ่นจากน้ำมันหอมระเหยที่เปลือกเพื่อความสดชื่น
ทำความสะอาด ใช้กรดในส้มชำระล้างสิ่งสกปรก (เหมือนที่เราใช้มะนาวขัดของในปัจจุบัน)
FYI:- ผลไม้ในตระกูลส้มเหล่านี้ ถ้ามีคำว่า "มะ" อยู่ข้างหน้า ต้องตัดคำว่าส้มออก
เช่น ส้มมะนาว ส้มมะกรูด เป็น มะนาว มะกรูด
" ส้ม" บรรพบุรุษส้มดั่งเดิม คือ ระเบิดกรดดีๆนี่เอง
ส้ม (Orange) ผลไม้ที่ เรารู้จักกันดี เป็นผลไม้ตระกูล Citrus ที่อุดมด้วยวิตามินซีสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงผิวพรรณ และมีกากใยช่วยเรื่องระบายระบบขับถ่าย มีหลากหลายสายพันธ์ รสชาติเปรี้ยวอมหวาน ให้พลังงานต่ำ
แต่รู้หรือไม่ครับ ว่า ส้มดั่งเดิม หรือบรรพบุรุษส้ม ไม่ได้เป็นผลไม้ที่มีความหวานเลย
ส้มสายพันธุ์ดั้งเดิมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ (Wild Species) ส่วนใหญ่จะมีรสชาติ "เปรี้ยวจัด" หรือ "ขม" โดยมีพืชตระกูลส้มหลักๆ 3 ชนิดที่เป็นต้นกำเนิดของส้มแทบทุกชนิดในโลก
Citron (ส้มมือ): เปลือกหนามาก เนื้อน้อย และเปรี้ยวจัด
Pomelo (ส้มโอ): บรรพบุรุษของส้มโอปัจจุบัน รสชาติมีทั้งเปรี้ยวและขมติดปลายลิ้น
Mandarin (ส้มแมนดารินป่า): นี่คือสายพันธุ์เดียวที่มีความหวานอยู่บ้าง แต่มักจะมาพร้อมกับเมล็ดที่เยอะจนแทบไม่มีเนื้อให้กิน
ทำไมธรรมชาติถึงสร้างให้มันเปรี้ยว?
ในเชิงวิวัฒนาการ ความเปรี้ยวและรสขมคือ "ระบบป้องกันตัว"
ป้องกันการถูกกินก่อนเวลา ความเปรี้ยวจากกรดซิตริกช่วยป้องกันไม่ให้สัตว์กินผลส้มก่อนที่เมล็ดจะแก่จัด
ความทนทาน กรดที่สูงช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรีย ทำให้ผลไม้เน่าเสียยากขึ้นในสภาพอากาศร้อนชื้น
มนุษย์: "วิศวกรรสชาติ" แห่งประวัติศาสตร์
เมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักการเกษตร เราก็เริ่มทำตัวเป็นนักผสมพันธุ์ โดยใช้เทคนิคหลักๆ คือ
การคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Selective Breeding) เมื่อเจอต้นที่มีรสหวานกว่าปกติ (ซึ่งอาจเกิดจากการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ) มนุษย์ก็นำกิ่งมาปักชำหรือขยายพันธุ์ต่อ
การผสมข้ามสายพันธุ์ (Hybridization) ส้มที่เรากินกันทุกวันนี้ส่วนใหญ่เป็น "ลูกครึ่ง" เช่น
ส้มหวาน (Sweet Orange) เกิดจากการผสมระหว่าง ส้มโอ (Pomelo) กับ แมนดาริน (Mandarin) จนได้รสชาติที่ลงตัว
เลมอน (Lemon) เกิดจากการผสมระหว่าง ส้มมือ (Citron) กับ ส้มเปรี้ยว (Bitter Orange)
ส้มในยุคแรกๆ เขาเอาไปทำอะไร?
เนื่องจากส้มยุคแรกมันกินยาก มนุษย์สมัยก่อนจึงไม่ได้มองมันเป็น "ผลไม้ทานเล่น" แต่ใช้ในแง่อื่นแทน:
ยาสมุนไพร ใช้เปลือกและน้ำส้มที่มีกรดสูงในการฆ่าเชื้อหรือแก้ไอ
เครื่องหอม ใช้กลิ่นจากน้ำมันหอมระเหยที่เปลือกเพื่อความสดชื่น
ทำความสะอาด ใช้กรดในส้มชำระล้างสิ่งสกปรก (เหมือนที่เราใช้มะนาวขัดของในปัจจุบัน)
FYI:- ผลไม้ในตระกูลส้มเหล่านี้ ถ้ามีคำว่า "มะ" อยู่ข้างหน้า ต้องตัดคำว่าส้มออก
เช่น ส้มมะนาว ส้มมะกรูด เป็น มะนาว มะกรูด