JJNY : เปิดลิสต์ 6 กลุ่มจ่อขึ้นราคา│หมอเปรมจี้เคลียร์ข้อสงสัย│เปิดผลประชาพิจารณ์ เลือกบอร์ดปกส.│ซาอุฯ-คูเวต สกัดขีปนาวุธ

พิษสู้รบตะวันออกกลาง เปิดลิสต์ 6 กลุ่มสินค้าครัวเรือน จ่อขึ้นราคา
https://www.matichon.co.th/economy/news_5622685
.

.
เปิดลิสต์ 6 กลุ่มสินค้าครัวเรือน จ่อขึ้นราคาจากพิษสงครามตะวันออกกลาง
.
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม รายงานข่าวจากวงการค้าส่ง-ค้าปลีก เปิดเผยว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกจากกรณีความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับทั้งต้นทุนพลังงาน กระบวนการผลิต และค่าขนส่ง อาจทำให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบต้องซื้อสินค้าในราคาที่แพงขึ้น ประกอบด้วย 6 กลุ่มสินค้า คือ
.
1. กลุ่มอาหารสด ได้แก่ ไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อไก่ เนื่องจากกระบวนการเลี้ยงใช้พลังงานไฟฟ้าสูง รวมทั้งอาหารสดจำเป็นต้องขนส่งจากฟาร์มไปยังตลาดทุกวัน ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งปรับเพิ่มได้ทันที เช่นเดียวกับผักสดที่ต้นทุนปรับเพิ่มขึ้นตามระยะทางขนส่งจากแหล่งเพาะปลูกสู่แหล่งจำหน่าย
.
2. กลุ่มสินค้าเกษตร อาทิ ข้าว ปาล์มน้ำมัน อ้อย ยางพารา และผลไม้ เนื่องจากต้นทุนการเพาะปลูกสูงขึ้นจากราคาน้ำมันดีเซลและปุ๋ยเคมี รวมถึงค่าขนส่งผลผลิตไปยังโรงงานและตลาดยังปรับเพิ่มขึ้น
.
3. กลุ่มสินค้าอุปโภคในครัวเรือน เช่น น้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก และทิชชู เนื่องจากวัตถุดิบส่วนหนึ่งมาจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เช่น พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีราคาปรับเพิ่มตามต้นทุนน้ำมัน
.
4. กลุ่มอาหารกระป๋อง เช่น ปลากระป๋อง ได้รับผลกระทบจากต้นทุนกระป๋องโลหะและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น
.
5. กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าในบรรจุภัณฑ์พลาสติก ได้แก่ น้ำดื่มและนมบรรจุขวด รวมถึงน้ำมันพืชและน้ำมันปาล์มบรรจุขวด เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีที่ใช้ผลิตขวดพลาสติกและค่าขนส่งปรับสูงขึ้น
.
6. กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน พลาสติกและท่อพีวีซี รวมถึงกระเบื้อง อิฐ และบล็อกคอนกรีต เนื่องจากกระบวนการผลิตใช้พลังงานสูง และวัสดุส่วนใหญ่มีน้ำหนักมาก ทำให้ต้นทุนขนส่งปรับเพิ่มตามราคาน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ
.

.
หมอเปรม ซัดนิ่งผิดปกติ จี้เคลียร์ข้อสงสัย 29 สำนวน เลือกตั้ง 8 ก.พ. หวั่นคดีไม่คืบ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5622801
.
หมอเปรม จี้ผู้ตรวจฯ เร่งส่งคดีเลือกตั้ง 8 ก.พ.ให้ศาล รธน. ซัดนิ่งผิดปกติ ตั้งคำถามเอื้อ “สีน้ำเงิน” หรือไม่ ชี้เหตุผลประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญถอดถอนองค์กรอิสระ
.
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ส.ว.กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ซึ่งมีหลายภาคส่วนร้องเรียนให้ตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้ง ว่าขณะนี้มีคำร้องรวมทั้งสิ้น 29 สำนวน ที่ถูกยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อพิจารณา กระบวนการตามขั้นตอน ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งประเด็นข้อสงสัยต่าง ๆ ไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงประกอบการพิจารณา ก่อนที่จะส่งคำร้องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่จนถึงขณะนี้กลับยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ให้สาธารณชนได้รับทราบ
.
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า กกต.ได้ขอขยายเวลาชี้แจงมาแล้วถึง 2 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดกำหนดภายในวันที่ 27 ก.พ. แต่ขณะนี้เข้าสู่วันที่ 6 มี.ค.แล้ว กกต.ก็ยังไม่ได้ส่งคำชี้แจงให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตนจึงตั้งคำถามว่าทำไมผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงไม่ออกมาชี้แจงต่อสังคมว่าเรื่องนี้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ในสถานการณ์ที่มีคำร้องจำนวนมากและเป็นประเด็นที่ประชาชนทั้งประเทศให้ความสนใจ ผู้ตรวจการแผ่นดินควรมีความกระตือรือร้นในการดำเนินการและสื่อสารกับสาธารณชน แต่กลับปรากฏว่าเรื่องดังกล่าวยังเงียบงัน ไม่มีความคืบหน้า
.
“เมื่อ กกต.ไม่ส่งคำชี้แจง ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ควรพิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญไปก่อน เพื่อรักษาสิทธิของผู้ร้องเรียน แต่กลับยังไม่มีการดำเนินการใดๆ จึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าทำไมเรื่องจึงยังไม่เดินหน้า และขอตั้งคำถามไปถึงศาลรัฐธรรมนูญว่า เหตุใดจึงไม่ติดตามหรือทวงถามความคืบหน้าจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งที่ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง และทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาลรัฐธรรมนูญต่างก็เป็นองค์กรอิสระ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า กรรมการส่วนใหญ่ขององค์กรอิสระเหล่านี้มาจากกระบวนการคัดเลือกโดยวุฒิสภา ซึ่งเป็น ส.ว.สีน้ำเงิน และบังเอิญว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้สมัครสีน้ำเงินก็เป็นฝ่ายชนะเลือกตั้ง จึงทำให้สังคมอดคิดไม่ได้ว่า การที่เรื่องยังไม่เดินหน้า เป็นการช่วยหรือเอื้อประโยชน์ต่อพวกเดียวกันหรือไม่” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
.
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงเหตุผลสำคัญที่ประชาชนจำนวนมากต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้สามารถตรวจสอบและถอดถอนองค์กรอิสระได้ หากองค์กรเหล่านั้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตอบสนองความยุติธรรมของประชาชน หากองค์กรอิสระไม่ทำหน้าที่ให้ประชาชนเห็นว่ามีความยุติธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ ประชาชนก็ย่อมตั้งคำถาม และต้องการกลไกถ่วงดุลมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สามารถถอดถอนองค์กรอิสระได้
.
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า จากผลการลงประชามติของประชาชนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่า มีผู้เห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวน 19,940,447 เสียง ขณะที่ไม่เห็นชอบ 10,531,647 เสียง และไม่แสดงความคิดเห็น 2,886,351 เสียง จากผู้มาใช้สิทธิประมาณ 34 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 60% ที่เห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่มีเพียงประมาณ 32% เท่านั้นที่ไม่เห็นชอบ
.
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อเสียงข้างมากของประชาชนแสดงเจตนาชัดเจนว่าต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐสภาก็ควรเดินหน้าแก้ไข เพื่อสร้างกลไกตรวจสอบองค์กรอิสระให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพื่อไม่ให้ความไม่พอใจของประชาชนบานปลายจนกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองบนท้องถนนในอนาคต
.
องค์กรอิสระต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน หากประชาชนรู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งพาได้ ก็ย่อมเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างกติกาใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
.

.
เปิดผลประชาพิจารณ์ 90% ไม่เห็นด้วย เลือกบอร์ดประกันสังคม 1 ต่อ 1 แต่ยังกั๊ก กลับใช้แบบเดิม
https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_5622967
.
เลขาสปส. เผยผลประชาพิจารณ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 90% ไม่เห็นด้วยหลายประเด็น ย้ำต้องวิเคราะห์เหตุผลเชิงลึกก่อนสรุป คาดเสนอเข้าบอร์ดปลายมี.ค.
.
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ให้สัมภาษณ์ถึงผลการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างระเบียบเลือกตั้งผู้แทนในคณะกรรมการประกันสังคม หรือ บอร์ดประกันสังคม ที่ปิดรับฟังความเห็นไปเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ว่า ขณะนี้สำนักงานประกันสังคมได้รวบรวมความคิดเห็นจากการทำประชาพิจารณ์ในภาพรวมแล้ว โดยพบว่าในหลายประเด็นสำคัญมีผู้แสดงความคิดเห็น “ไม่เห็นด้วย” เป็นสัดส่วนค่อนข้างสูง ตั้งแต่ในประเด็นที่ 1 เรื่อง หลักการ “หนึ่งคนหนึ่งเสียง” (One person one vote) ที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเลือกผู้แทนได้เพียง 1 คน ผลการแสดงความคิดเห็นเบื้องต้นพบว่า มีผู้ไม่เห็นด้วยมากกว่า 90% อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังถือเป็นเพียงข้อมูลในภาพรวม เนื่องจากรายละเอียดต้องพิจารณาเหตุผลของความคิดเห็นประกอบด้วย
.
น.ส.กาญจนา กล่าวว่า ต่อมาประเด็นที่ 2 เรื่อง สัดส่วนตัวแทนผู้ประกันตนแต่ละมาตรา ได้แก่ มาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 ว่าควรมีจำนวนผู้แทนในคณะกรรมการประกันสังคมเท่าใด ซึ่งผลการรับฟังความคิดเห็นส่วนใหญ่ก็อยู่ในลักษณะ ไม่เห็นด้วยในสัดส่วนประมาณ 90% เช่นกัน ประเด็นเรื่องที่ 3 คุณสมบัติผู้มีสิทธิรับเลือกตั้ง เช่น ความโปร่งใส ความเป็นการทางการเมือง ความเชี่ยวชาญ เรื่องนี้มีทั้งความเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และไม่แสดงความคิดเห็น ต่อมาประเด็นที่ 4 เงื่อนไขการส่งเงินสมทบเพื่อให้มีสิทธิเลือกตั้ง ว่าผู้ประกันตนต้องส่งเงินสมทบจำนวนเท่าใดจึงจะสามารถใช้สิทธิลงคะแนนได้ พบว่ามีผู้แสดงความคิดเห็น ไม่เห็นด้วยประมาณกว่า 80% และประเด็นที่ 5 การเปิดให้มีผู้สังเกตการณ์ในการเลือกตั้ง ซึ่งความคิดเห็นส่วนใหญ่ก็อยู่ในทิศทางไม่เห็นด้วยเช่นเดียวกัน
.
อย่างไรก็ตาม น.ส.กาญจนา กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการสรุปในเชิงสถิติจากแบบสอบถามที่มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นมากกว่าล้านครั้ง แต่กระบวนการประเมินผลตามหลักการทางกฎหมายจะต้องวิเคราะห์เหตุผลในเชิงลึกด้วย
.
ผลที่ออกมาในภาพรวมเป็นเพียงตัวเลขว่ามีผู้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ในกระบวนการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางกฎหมาย เราต้องดูเหตุผลประกอบด้วยว่าทำไมถึงเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย เพราะความคิดเห็นที่ส่งเข้ามาจะมีรายละเอียดและเหตุผล ซึ่งต้องนำมาวิเคราะห์ก่อนสรุปแนวทางดำเนินการต่อไป” น.ส.กาญจนา กล่าว
.
เมื่อถามว่า จากผลประชาพิจารณ์ในภาพรวมถือได้หรือไม่ว่าความเห็นส่วนใหญ่ “ไม่เห็นด้วย” กับแนวทางที่เสนอ น.ส.กาญจนา กล่าวว่า หากพิจารณาจากตัวเลขร้อยละก็ถือว่าเป็นเช่นนั้น แต่การสรุปผลอย่างเป็นทางการต้องพิจารณาเหตุผลประกอบด้วย ไม่สามารถดูเพียงตัวเลขสถิติได้
.
การประเมินผลตามกฎหมายไม่ได้ดูแค่ว่าคนตอบเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ต้องดูเหตุผลประกอบว่าเขาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเพราะอะไร แล้วนำมาวิเคราะห์ประกอบกับคำถามแต่ละข้อ ก่อนจะสรุปเป็นข้อเสนอ” น.ส.กาญจนา กล่าว
.
เมื่อถามถึงกระบวนการวิเคราะห์ความคิดเห็นในคำถามปลายเปิดที่ให้ผู้ตอบแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม น.ส.กาญจนา กล่าวว่า ความคิดเห็นลักษณะดังกล่าวจะเป็นการเขียนอธิบายเหตุผล ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องรวบรวมและจำแนกเนื้อหา เช่น ความเห็นที่มีเหตุผลคล้ายกันหรือมีประเด็นตรงกัน จากนั้นจึงนำมาวิเคราะห์ภาพรวมของแต่ละประเด็นคำถาม หลังจากสรุปและวิเคราะห์ความคิดเห็นทั้งหมดแล้ว จะเสนอผลเข้าสู่การพิจารณาของ คณะอนุกรรมการที่จัดทำระเบียบก่อน จากนั้นจึงเสนอให้บอร์ดประกันสังคมพิจารณา ซึ่งคาดว่าการประชุมบอร์ดประกันสังคมเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวจะเกิดขึ้นประมาณช่วง ปลายเดือนมีนาคมนี้ หรือราววันที่ 24 มีนาคม หากไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม
.
เมื่อถามว่า จากแนวโน้มผลประชาพิจารณ์ที่ออกมา จะสามารถกลับไปใช้ระเบียบเดิมเพื่อให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นตามไทม์ไลน์เดิมได้หรือไม่ น.ส.กาญจนา กล่าวว่า กระบวนการตามกฎหมายยังต้องดำเนินการตามขั้นตอน โดยต้องนำผลการประชาพิจารณ์เข้าสู่การพิจารณาของอนุกรรมการก่อน เพื่อเปรียบเทียบระหว่างร่างเดิมกับร่างที่เสนอใหม่
.
ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะใช้ร่างเดิมหรือร่างใหม่ เพราะต้องดูผลวิเคราะห์ความคิดเห็นทั้งหมดก่อน แล้วเสนอให้บอร์ดพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งมีความเป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง” น.ส.กาญจนา กล่าว
.
น.ส.กาญจนา กล่าวด้วยว่า แม้จะพยายามเร่งรัดกระบวนการให้เร็วที่สุด แต่การจัดการเลือกตั้งลักษณะนี้มีขั้นตอนจำนวนมาก ทั้งเรื่องงบประมาณ การจัดการระบบเลือกตั้ง และการดำเนินการตามกฎหมาย จึงอาจไม่สามารถดำเนินการได้รวดเร็วตามที่ทุกฝ่ายต้องการ
.
เมื่อถามว่า ผู้ประกันตนและนายจ้างสามารถติดตามผลการพิจารณาได้จากช่องทางใด น.ส.กาญจนา กล่าวว่า หลังจากสรุปผลอย่างเป็นทางการแล้ว สำนักงานประกันสังคมจะเผยแพร่ข้อมูลผ่าน เว็บไซต์และช่องทางสื่อสารของสำนักงานประกันสังคม เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามได้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่