วิธีรักษาแผลเบาหวานที่เท้า

เท้าชา" สัญญาณอันตรายที่คนดูแลผู้ป่วยเบาหวานห้ามมองข้าม!

หลายคนสงสัยว่าทำไม "แผลเบาหวานที่เท้า" ถึงน่ากลัวนัก? คำตอบคือผู้ป่วย "ไม่รู้สึกเจ็บ" ครับ
ภาวะเบาหวานทำให้เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม เท้าจะชาจนเหมือนใส่ถุงเท้าหนาๆ ตลอดเวลา เดินเหยียบก้อนหิน รองเท้ากัด หรือโดนของแข็งกระแทกเขาก็ไม่รู้ตัว กว่าคนดูแลจะมาเห็นอีกที แผลก็อักเสบ พอง หรือลามไปลึกแล้วครับ

**ก่อนเข้าเรื่องการรักษาแผลเบาหวาน เราต้องแยกแผลที่เท้าให้ดีก่อน ว่าเป็นแผลเบาหวาน หรือ เป็นแผลเบาหวานร่วมกับการไหลเวียนของเลือดที่ผิดปกติหากเป็นเบาหวานร่วมกับการไหลเวียนของเลือดที่ผิดปกติ กรณีนี้ยังไงก็ต้องไปพบแพทย์ครับ เพราะต้องผ่าตัดเส้นเลือดร่วมกับการรักษา วิธีสังเกตง่ายๆ คือผู้ป่วยรู้สึกเจ็บแผลไหม ถ้าไม่รู้สึกเจ็บมีโอกาสเป็นแผลเบาหวานปกติ แต่หากรู้สึกเจ็บจะมี 2 กรณี

1. ระบบไหลเวียนเลือดดำมีปัญหา - เท้าจะบวม สารคัดหลั่งที่ออกจากแผลเยอะมาก
2. ระบบไหลเวียนเลือดแดงมีปัญหา - เท้าจะขาวซีด และเย็น ไม่มีเลือดไปเลี้ยง หาชีพจรที่เท้าไม่เจอ

สำหรับผู้ป่วยที่เป็นแผลเบาหวานปกติ สามารถทำการรักษาตามกระทู้นี้ได้เลยครับ



4 จุดเสี่ยง "Check-list" ที่ต้องส่องทุกวัน
1. ปลายนิ้วและซอกนิ้ว: มักโดนรองเท้าบีบจนถลอก
2. เนินปลายเท้า (Ball of foot): จุดรับแรงกระแทกหลักเวลาเดิน
3. ส้นเท้า: ระวังผิวแห้งจนแตก (Heel Fissure)
4. ตาตุ่ม: สำหรับคนที่ชอบนอนตะแคงแล้วขาเบียดกัน



วิธีรักษาแผลเบาหวาน
1. ล้างแผลให้ถูกวิธี: ใช้น้ำเกลือ (Normal Saline) วนล้างเบาๆ ห้ามใช้แอลกอฮอล์ราดลงบนแผลเด็ดขาด เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อใหม่ตาย
2. จัดการ "ไบโอฟิล์ม" (คราบเหลืองๆ เหนียวๆ): แผลเบาหวานหายยากเพราะมีจุลินทรีย์ และเชื้อโรคสร้างเกราะกำบังตัวเอง (Biofilm) แนะนำให้ใช้ Aquacel Ag+ Extra วางบนแผล ตัวใยจะดูดน้ำเหลืองแล้วกลายเป็นเจล แถมมี Silver ช่วยฆ่าเชื้อและทำลายเกราะเชื้อโรคให้แผลสะอาดขึ้น
3. ปิดแผลและลดแรงกระแทก: เลือกแผ่นปิดแผลที่ช่วยซัพพอร์ต:
แผลแฉะ/ต้องเดินบ่อย: ใช้ Aquacel Foam นุ่มเหมือนฟองน้ำ ช่วยกันกระแทกและระบายความชื้นดีมาก สามารถใช้ได้จนแผลหายเลย
แผลเริ่มแห้ง/ตื้น: อาจจะเปลี่ยนมาใช้ DuoDERM CGF แปะทับเพื่อรักษาความชุ่มชื้น ให้เนื้อใหม่ขึ้นไวครับ
4. หากแผลมีการติดเชื้อ อาจจำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย แนะนำให้ปรึกษาร้านขายยาอีกทีนะครับ เพราะแผ่นปิดแผลช่วยฆ่าเชื้อได้แค่บริเวณแผลเท่านั้น ซึ่งเราไม่รู้ว่าอาการติดเชื้อลุกลามไปที่อื่นแล้วหรือยัง



เทคนิค "Offloading" เคล็ดลับไม่ให้แผลกลับมาเป็นซ้ำ!

แผลเบาหวานมีโอกาส กลับมาเป็นซ้ำ (Recurrent) สูงถึง 30% หากเราไม่จัดการเรื่อง "แรงกด" ต่อให้แผลปิดสนิทแล้ว แต่ถ้ากลับไปเดินลงน้ำหนักแบบเดิม แผลเดิมจะแตกซ้ำแน่นอนครับ!

ห้ามเดินลงน้ำหนักจุดที่มีแผล: ในช่วงที่แผลยังไม่ปิดสนิท "ต้อง" ใช้ไม้เท้า วอล์กเกอร์ หรือรถเข็น เพื่อเลี่ยงการลงน้ำหนักที่เท้าข้างนั้น
รองเท้าสั่งตัดเฉพาะบุคคล: เมื่อแผลหายแล้ว ควรปรึกษาหมอเพื่อตัดรองเท้าที่มีแผ่นรอง (Insole) พิเศษที่ช่วยกระจายแรงกด ไม่ให้ไปลงที่จุดเสี่ยงเดิม
อุปกรณ์เสริมช่วยชีวิต: บางเคสอาจต้องใช้รองเท้าทางการแพทย์ (Offloading Shoes) ที่เปิดช่องว่างตรงจุดที่เป็นแผล เพื่อให้แผลได้ "พัก" จากการถูกกดทับจริงๆ



คาถาป้องกัน "ตัดไฟแต่ต้นลม"
- ส่องเท้าทุกเย็น: ใช้กระจกช่วยส่องใต้ฝ่าเท้าดูรอยแดงหรือตุ่มพอง
- ทาโลชั่น: เน้นส้นเท้าที่แห้งแตก แต่ห้ามทาซอกนิ้ว
- ใส่รองเท้าในบ้านเสมอ: ป้องกันการเดินเตะหรือเหยียบของมีคม
- ตัดเล็บแนวตรง: อย่าตัดลึกเข้าซอกเล็บ ป้องกันเล็บขบอักเสบ

***สัญญาณที่ต้องรีบไปหาหมอ: ถ้าแผลเริ่มมีกลิ่นเหม็น, รอบแผลบวมแดงร้อนลามขึ้นขา, หรือแผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ อันนี้ห้ามรักษาเองที่บ้านแล้วนะครับ ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที!

การดูแลแผลเบาหวานต้องใช้ "ใจ" และ "ความละเอียด" สูงมาก ใครกำลังดูแลคุณพ่อคุณแม่อยู่ สู้ๆ นะครับ ผมเป็นกำลังใจให้!
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่