ลองนึกภาพว่าคุณเปิด ร้านขายข้าวแกง (ธนาคาร) แล้วต้องจ่ายภาษี ต้องจดทะเบียน ต้องตรวจความสะอาดทุกเดือน แต่อยู่ดีๆ มี รถพุ่มพวง (บริษัทคริปโต) มาจอดขายข้าวแกงข้างๆ กัน แถมบอกลูกค้าว่า "ซื้อกับฉันสิ ฉันมีแถมทองให้ด้วย" โดยที่รถพุ่มพวงไม่ต้องจ่ายภาษีหรือโดนตรวจอะไรเลย
Jamie Dimon CEO ของ JPMorgan เขามองว่าแบบนี้มัน "ไม่แฟร์" ครับ!
"อยากให้ดอกเบี้ย ก็ต้องเป็นธนาคารสิ!"
ประเด็นหลักคือเรื่อง Stablecoin (เหรียญที่ค่าเท่ากับเงินบาทหรือดอลลาร์)
1. ธนาคาร ถ้าคุณฝากเงิน ธนาคารให้ดอกเบี้ยได้ แต่ธนาคารต้องมีเงินสำรอง และมีประกันเงินฝาก (ถ้าธนาคารเจ๊ง รัฐจ่ายคืน)
2. คริปโต บางบริษัทให้ "ผลตอบแทน" (Yield) จากการถือเหรียญเฉยๆ
3. ลุง Dimon บอกว่า ถ้าจะให้ผลตอบแทนเหมือนดอกเบี้ยเงินฝาก คุณก็ต้องทำตามกฎธนาคารนะ ต้องตรวจสอบเส้นทางการเงิน (AML) และต้องมีเงินสำรองจริงๆ ไม่ใช่เสกตัวเลขขึ้นมา
"ตบหัวแล้วลูบหลัง"
ถึงลุง Dimon จะชอบด่าคริปโตบ่อยๆ แต่รู้ไหมว่า JPMorgan เองก็แอบซุ่มทำ Blockchain ของตัวเองอยู่เหมือนกัน!
1. เขาไม่ได้อยากทำลายคริปโตทิ้งหรอกครับ แต่เขาอยากให้ "สนามแข่งมันเท่ากัน"
2. พูดง่ายๆ คือ "ถ้าฉันต้องเหนื่อยทำตามกฎ นายก็ต้องเหนื่อยเหมือนกัน" เพื่อที่ธนาคารจะได้ลงไปแข่งในสนามนั้นได้อย่างเต็มตัว
ดราม่ากฎหมาย (CLARITY Act)
ตอนนี้ที่อเมริกาเขากำลังเถียงกันเรื่องกฎหมายใหม่ ซึ่งทางฝั่งคริปโต (เช่น Coinbase) อยากให้มันยืดหยุ่นกว่านี้ แต่ฝั่งธนาคารบอกว่า "ไม่ได้! กฎต้องเข้มเท่ากัน"
กระทบกับเรา (ชาวคริปโตไทย) ยังไง?
1. เหรียญที่เราถืออาจจะเปลี่ยนไป ถ้าอเมริกาออกกฎเหล็กมาคุม Stablecoin จริงๆ ต่อไปเหรียญอย่าง USDT หรือ USDC อาจจะหาผลตอบแทน (Yield) ยากขึ้น หรือบริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น
2. ความเชื่อถือสูงขึ้น ถ้าบริษัทคริปโตยอมทำตามกฎเหมือนธนาคาร คนที่กลัวโดนหลอกก็จะกล้าเข้ามาลงทุนมากขึ้น ตลาดก็อาจจะโตขึ้นแบบมั่นคง
3. ไทยอาจจะทำตาม ปกติแล้วแบงก์ชาติไทย (ธปท.) มักจะดูตัวอย่างจากอเมริกา ถ้าที่นู่นคุมเข้ม ที่ไทยก็อาจจะออกกฎมาคุม Stablecoin ในบ้านเราตามมาติดๆ
บทสรุป
เจ้าพ่อธนาคารอยากให้บริษัทคริปโตโดนกฎหมายคุมเข้มเท่ากับธนาคาร เพื่อที่ทุกคนจะได้แข่งกันอย่างยุติธรรม และธนาคารจะได้ไม่เสียเปรียบในการแย่งลูกค้า
เมื่อ JPMorgan ออกมาโวยว่า "เฮ้ย! ทำไมพวกคริปโตทำตัวเหมือนธนาคาร แต่ไม่ต้องทำตามกฎเหมือนพวกผมล่ะ?"
ลองนึกภาพว่าคุณเปิด ร้านขายข้าวแกง (ธนาคาร) แล้วต้องจ่ายภาษี ต้องจดทะเบียน ต้องตรวจความสะอาดทุกเดือน แต่อยู่ดีๆ มี รถพุ่มพวง (บริษัทคริปโต) มาจอดขายข้าวแกงข้างๆ กัน แถมบอกลูกค้าว่า "ซื้อกับฉันสิ ฉันมีแถมทองให้ด้วย" โดยที่รถพุ่มพวงไม่ต้องจ่ายภาษีหรือโดนตรวจอะไรเลย
Jamie Dimon CEO ของ JPMorgan เขามองว่าแบบนี้มัน "ไม่แฟร์" ครับ!
"อยากให้ดอกเบี้ย ก็ต้องเป็นธนาคารสิ!"
ประเด็นหลักคือเรื่อง Stablecoin (เหรียญที่ค่าเท่ากับเงินบาทหรือดอลลาร์)
1. ธนาคาร ถ้าคุณฝากเงิน ธนาคารให้ดอกเบี้ยได้ แต่ธนาคารต้องมีเงินสำรอง และมีประกันเงินฝาก (ถ้าธนาคารเจ๊ง รัฐจ่ายคืน)
2. คริปโต บางบริษัทให้ "ผลตอบแทน" (Yield) จากการถือเหรียญเฉยๆ
3. ลุง Dimon บอกว่า ถ้าจะให้ผลตอบแทนเหมือนดอกเบี้ยเงินฝาก คุณก็ต้องทำตามกฎธนาคารนะ ต้องตรวจสอบเส้นทางการเงิน (AML) และต้องมีเงินสำรองจริงๆ ไม่ใช่เสกตัวเลขขึ้นมา
"ตบหัวแล้วลูบหลัง"
ถึงลุง Dimon จะชอบด่าคริปโตบ่อยๆ แต่รู้ไหมว่า JPMorgan เองก็แอบซุ่มทำ Blockchain ของตัวเองอยู่เหมือนกัน!
1. เขาไม่ได้อยากทำลายคริปโตทิ้งหรอกครับ แต่เขาอยากให้ "สนามแข่งมันเท่ากัน"
2. พูดง่ายๆ คือ "ถ้าฉันต้องเหนื่อยทำตามกฎ นายก็ต้องเหนื่อยเหมือนกัน" เพื่อที่ธนาคารจะได้ลงไปแข่งในสนามนั้นได้อย่างเต็มตัว
ดราม่ากฎหมาย (CLARITY Act)
ตอนนี้ที่อเมริกาเขากำลังเถียงกันเรื่องกฎหมายใหม่ ซึ่งทางฝั่งคริปโต (เช่น Coinbase) อยากให้มันยืดหยุ่นกว่านี้ แต่ฝั่งธนาคารบอกว่า "ไม่ได้! กฎต้องเข้มเท่ากัน"
กระทบกับเรา (ชาวคริปโตไทย) ยังไง?
1. เหรียญที่เราถืออาจจะเปลี่ยนไป ถ้าอเมริกาออกกฎเหล็กมาคุม Stablecoin จริงๆ ต่อไปเหรียญอย่าง USDT หรือ USDC อาจจะหาผลตอบแทน (Yield) ยากขึ้น หรือบริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น
2. ความเชื่อถือสูงขึ้น ถ้าบริษัทคริปโตยอมทำตามกฎเหมือนธนาคาร คนที่กลัวโดนหลอกก็จะกล้าเข้ามาลงทุนมากขึ้น ตลาดก็อาจจะโตขึ้นแบบมั่นคง
3. ไทยอาจจะทำตาม ปกติแล้วแบงก์ชาติไทย (ธปท.) มักจะดูตัวอย่างจากอเมริกา ถ้าที่นู่นคุมเข้ม ที่ไทยก็อาจจะออกกฎมาคุม Stablecoin ในบ้านเราตามมาติดๆ
บทสรุป
เจ้าพ่อธนาคารอยากให้บริษัทคริปโตโดนกฎหมายคุมเข้มเท่ากับธนาคาร เพื่อที่ทุกคนจะได้แข่งกันอย่างยุติธรรม และธนาคารจะได้ไม่เสียเปรียบในการแย่งลูกค้า