ลองนึกภาพว่าระบบธนาคารทุกวันนี้เหมือน "รถขนส่งรุ่นเก่า" ที่วิ่งส่งของช้า แถมยังมีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ในขณะที่โลกของคริปโตเคอร์เรนซีและบล็อกเชนเหมือน "จรวด" ที่บินส่งข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด
ล่าสุด เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ประธานบริหารของ JPMorgan Chase ธนาคารยักษ์ใหญ่ระดับโลก ได้ออกมาเปิดใจแบบตรงๆ เกี่ยวกับมุมมองของเขาที่มีต่อเทคโนโลยีเหล่านี้ ซึ่งเราสรุปมาให้ฟังกันแบบเข้าใจง่ายที่สุดใน 3 ประเด็นหลักครับ
1. ธนาคารชอบ "บล็อกเชน" แต่ไม่ได้อินกับ "คริปโต"
หลายคนมักเข้าใจผิดว่า พอธนาคารหันมาใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ แปลว่าพวกเขาจะหันไปสนับสนุนเหรียญคริปโต แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลยครับ
• บล็อกเชน (Blockchain): มันคือ "ระบบบัญชีอัจฉริยะ" ที่ช่วยให้การบันทึกข้อมูลและโอนเงินปลอดภัย รวดเร็ว และตรวจสอบง่าย ธนาคารชอบสิ่งนี้มากและซุ่มพัฒนามานานกว่า 15 ปีแล้ว จนตอนนี้มีระบบที่ชื่อว่า JPM Coin เอาไว้ใช้โอนเงินระหว่างองค์กรได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด
• คริปโต (Crypto): สำหรับบอสใหญ่ JPMorgan เขามองว่าตัวเหรียญคริปโตทั่วไป (ที่ราคาผันผวนขึ้นๆ ลงๆ) ไม่ใช่เป้าหมายหลักที่ธนาคารจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว
2. ยอมรับตรงๆ ว่า "ระบบธนาคารแบบเดิม" มันช้าจริง!
เรื่องที่น่าสนใจคือ เจมี ไดมอน ยอมรับแบบแมนๆ ว่า สิ่งที่พวกแก๊งคริปโตเคยวิจารณ์ระบบธนาคารแบบเก่าไว้นั้น "เป็นเรื่องจริง"
• เวลาทำการที่จำกัด: ระบบโอนเงินหลักของธนาคารกลางในปัจจุบัน (เช่น Fedwire ของสหรัฐฯ) ทำงานแค่สัปดาห์ละ 5 วัน วันละไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งเขาเสนอว่ามันควรจะขยายเวลาทำงานให้ยาวนานขึ้นได้แล้ว
• ค่าโอนต่างประเทศสุดโหด: การโอนเงินข้ามโลกในปัจจุบันยังมีราคาแพงและใช้เวลานาน ซึ่งธนาคารยุคใหม่ต้องรีบแก้ไขปัญหานี้ให้เร็วที่สุดเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้งาน
3. "Stablecoin" อยู่ได้ แต่ต้องเล่นตามกฎ
สำหรับ Stablecoin หรือเหรียญดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่ (เช่น เหรียญที่มีมูลค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์ตลอดเวลา) บอสใหญ่ของ JPMorgan บอกว่าเขาไม่ได้กลัวหรือกังวลอะไรเลย
แต่เขามีเงื่อนไขง่ายๆ ข้อเดียวคือ "ต้องแฟร์"
ถ้าคุณอยากจะทำตัวเป็นเหมือนธนาคารที่ออกเหรียญมาให้คนใช้ คุณก็ต้องยอมอยู่ภายใต้กฎหมายและการตรวจสอบที่เข้มงวดแบบเดียวกับที่ธนาคารทั่วไปโดนควบคุม ไม่ใช่ปล่อยให้ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ
บทสรุป
ธนาคารระดับโลกไม่ได้รังเกียจเทคโนโลยีใหม่เลยครับ พวกเขาชอบความเร็วและความปลอดภัยของระบบบล็อกเชนมาก และกำลังเอามาปรับใช้เพื่อทำให้เราโอนเงินได้ไวขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็มองว่าระบบเหรียญดิจิทัลใหม่ๆ ก็จำเป็นต้องมีกฎหมายเข้ามาควบคุมดูแล เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเงินในกระเป๋าของประชาชนนั่นเอง
เดือดจัด! บอสใหญ่ JPMorgan ฟาดวงการคริปโตกลางรายการทีวี แต่ดันหลุดยอมรับ "ระบบธนาคารเดิมมันห่วยจริง!"
ลองนึกภาพว่าระบบธนาคารทุกวันนี้เหมือน "รถขนส่งรุ่นเก่า" ที่วิ่งส่งของช้า แถมยังมีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ในขณะที่โลกของคริปโตเคอร์เรนซีและบล็อกเชนเหมือน "จรวด" ที่บินส่งข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด
ล่าสุด เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ประธานบริหารของ JPMorgan Chase ธนาคารยักษ์ใหญ่ระดับโลก ได้ออกมาเปิดใจแบบตรงๆ เกี่ยวกับมุมมองของเขาที่มีต่อเทคโนโลยีเหล่านี้ ซึ่งเราสรุปมาให้ฟังกันแบบเข้าใจง่ายที่สุดใน 3 ประเด็นหลักครับ
1. ธนาคารชอบ "บล็อกเชน" แต่ไม่ได้อินกับ "คริปโต"
หลายคนมักเข้าใจผิดว่า พอธนาคารหันมาใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ แปลว่าพวกเขาจะหันไปสนับสนุนเหรียญคริปโต แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลยครับ
• บล็อกเชน (Blockchain): มันคือ "ระบบบัญชีอัจฉริยะ" ที่ช่วยให้การบันทึกข้อมูลและโอนเงินปลอดภัย รวดเร็ว และตรวจสอบง่าย ธนาคารชอบสิ่งนี้มากและซุ่มพัฒนามานานกว่า 15 ปีแล้ว จนตอนนี้มีระบบที่ชื่อว่า JPM Coin เอาไว้ใช้โอนเงินระหว่างองค์กรได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด
• คริปโต (Crypto): สำหรับบอสใหญ่ JPMorgan เขามองว่าตัวเหรียญคริปโตทั่วไป (ที่ราคาผันผวนขึ้นๆ ลงๆ) ไม่ใช่เป้าหมายหลักที่ธนาคารจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว
2. ยอมรับตรงๆ ว่า "ระบบธนาคารแบบเดิม" มันช้าจริง!
เรื่องที่น่าสนใจคือ เจมี ไดมอน ยอมรับแบบแมนๆ ว่า สิ่งที่พวกแก๊งคริปโตเคยวิจารณ์ระบบธนาคารแบบเก่าไว้นั้น "เป็นเรื่องจริง"
• เวลาทำการที่จำกัด: ระบบโอนเงินหลักของธนาคารกลางในปัจจุบัน (เช่น Fedwire ของสหรัฐฯ) ทำงานแค่สัปดาห์ละ 5 วัน วันละไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งเขาเสนอว่ามันควรจะขยายเวลาทำงานให้ยาวนานขึ้นได้แล้ว
• ค่าโอนต่างประเทศสุดโหด: การโอนเงินข้ามโลกในปัจจุบันยังมีราคาแพงและใช้เวลานาน ซึ่งธนาคารยุคใหม่ต้องรีบแก้ไขปัญหานี้ให้เร็วที่สุดเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้งาน
3. "Stablecoin" อยู่ได้ แต่ต้องเล่นตามกฎ
สำหรับ Stablecoin หรือเหรียญดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่ (เช่น เหรียญที่มีมูลค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์ตลอดเวลา) บอสใหญ่ของ JPMorgan บอกว่าเขาไม่ได้กลัวหรือกังวลอะไรเลย
แต่เขามีเงื่อนไขง่ายๆ ข้อเดียวคือ "ต้องแฟร์"
ถ้าคุณอยากจะทำตัวเป็นเหมือนธนาคารที่ออกเหรียญมาให้คนใช้ คุณก็ต้องยอมอยู่ภายใต้กฎหมายและการตรวจสอบที่เข้มงวดแบบเดียวกับที่ธนาคารทั่วไปโดนควบคุม ไม่ใช่ปล่อยให้ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ
บทสรุป
ธนาคารระดับโลกไม่ได้รังเกียจเทคโนโลยีใหม่เลยครับ พวกเขาชอบความเร็วและความปลอดภัยของระบบบล็อกเชนมาก และกำลังเอามาปรับใช้เพื่อทำให้เราโอนเงินได้ไวขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็มองว่าระบบเหรียญดิจิทัลใหม่ๆ ก็จำเป็นต้องมีกฎหมายเข้ามาควบคุมดูแล เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเงินในกระเป๋าของประชาชนนั่นเอง