ต้นไม้ทุกชนิษ มีทั้งคุณ และโทษ ตามแบบธรรมชาติมี่เอาไว้ป้องกันภัยของแวดล้อมที่ต่างกัน มีพิษรุนแรง เพื่อไม่ให้ตกเป็นอาหารของศัตรูพืชของภูมิภาคนั้นๆ แต่มันแพร่ไปทั่วโลกเนื่องจากการค้าขายเพื่อความสวยงาม เราจำเป็นจะต้องศึกษาก่อนเสมอครับ
คนรักสวนทุกคน! เชื่อไหมครับว่าต้นไม้สวยๆ ในบ้านเรา ไม่ได้แค่ให้ความร่มรื่น
แต่เขายังมี 'สัญชาตญาณการป้องกันตัว' ที่น่าทึ่งอีกด้วย
วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ 20 ไม้ดอกไม้ประดับยอดนิยม เพื่อให้เราดูแลเขาได้อย่างถูกต้อง
และสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่สุดให้กับลูกหลานและสัตว์เลี้ยงที่คุณรัก
ไปเรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างมีความสุขพร้อมๆ กันเลยครับ!
---------------------------------
รวม 10 ไม้ดอกยอดนิยม
(สัมผัสสยอง)
**********************************************
รวม 10 ไม้ประดับ
(เขียวแสบร้อน) 
ข้อควรระวัง: เวลาจะตัดแต่งกิ่งไม้เหล่านี้
"ถุงมือ" คืออุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดครับ และที่สำคัญคือห้ามใช้มือที่เพิ่งจับต้นไม้มาขยี้ตาหรือสัมผัสริมฝีปากเด็ดขาด เพราะเยื่อบุอ่อนจะรับพิษได้เร็วกว่าผิวหนังปกติหลายเท่า!
-----------------------------------------------
เรื่องความไวต่อพิษของพืชในแต่ละบุคคล
เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะต้นไม้ต้นเดียวกัน คนหนึ่งจับแล้วไม่เป็นอะไรเลย แต่อีกคนอาจจะผื่นขึ้นเต็มตัวจนต้องเข้าโรงพยาบาล ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้ครับ
1. กลุ่ม "ผู้ไม่แพ้" (หรือแพ้น้อยมาก) กลุ่มนี้มักจะมีปราการผิวที่แข็งแรงหรือระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่ตอบสนองรุนแรงต่อสารกระตุ้นเฉพาะหน้า:
-ปราการผิวหนัง (Skin Barrier) หนา: คนที่มีผิวหนังบริเวณมือหนาหรือด้าน (เช่น คนทำงานสวนบ่อยๆ) สารพิษที่เป็นโมเลกุลใหญ่หรือน้ำยางจะซึมเข้าสู่ชั้นผิวแท้ได้ยากกว่า
-ระบบภูมิคุ้มกันแบบ Tolerance: ร่างกายมองว่าสารนั้น (เช่น แคลเซียมออกซาเลต) เป็นเพียงสิ่งแปลกปลอมเล็กน้อย ไม่ได้ส่งสัญญาณอันตรายรุนแรง ทำให้เกิดอาการแค่คันยุบยิบเล็กน้อยแล้วหายไปเอง
-การสัมผัสที่ถูกวิธี: มักสัมผัสแค่ส่วนที่ไม่มีพิษ เช่น ผิวใบที่ไม่มีขนและไม่มีน้ำยางไหลออกมา สารพิษจึงยังถูกกักเก็บอยู่ภายในท่อลำเลียง
2. กลุ่ม "ผู้แพ้" (ไวต่อสัมผัส) ในกลุ่มนี้อาการจะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักตามกลไกของร่างกายครับ:
ก. การระคายเคืองโดยตรง (Irritant Contact Dermatitis)
อันนี้ "แพ้ทุกคน" แต่หนักเบาต่างกัน ขึ้นอยู่กับปริมาณที่โดน
-กลไก: สารพิษ (เช่น กรดหรือผลึกรูปเข็มในบอนสี) เข้าไปทำลายเซลล์ผิวหนังโดยตรงเหมือนโดนน้ำกรดอ่อนๆ
-อาการ: แสบร้อนทันที ผิวแดงพอง หรือไหม้ ณ จุดที่สัมผัส
ข. การแพ้โดยระบบภูมิคุ้มกัน (Allergic Contact Dermatitis)
อันนี้คือ "เฉพาะบุคคล" (เหมือนคนแพ้อาหารทะเล)
-กลไก: ร่างกายจำจดว่าสารจากต้นไม้ชนิดนี้คือ "ศัตรูร้ายแรง" เมื่อโดนเพียงนิดเดียว เม็ดเลือดขาวจะหลั่งสารฮิสตามีนออกมาโจมตีตัวเอง
-อาการ: ผื่นคันลามไปทั่ว (แม้จุดที่ไม่ได้โดนยางโดยตรง) อาจมีอาการตาบวม ปากบวม หรือหายใจติดขัดร่วมด้วย
-----------------------------------------------
เพื่อน ๆ ล่ะครับ มีใครเคยมือบอนไปเด็ดไปดึงต้นไหนจนได้เรื่องบ้างไหม?
หรือบ้านใครปลูกต้นไหนไว้แล้วต้องใส่ถุงมือทำงานตลอดบ้าง
มาแชร์ประสบการณ์กันหน่อยครับ!
-----------------------------------------------
1. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (Pharmacy Mahidol)
2. ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี (Ramathibodi Poison Center)
3. The National Capital Poison Center (Poison.org)
******"วิชาการด้านพืช" (มหิดล), "สถิติเคสผู้ป่วยจริง" (รามาธิบดี) และ "มาตรฐานความปลอดภัยสากล" (Poison.org)
สวยอาบยาพิษ! แฉไม้ดอก-ไม้ประดับ "จอมกัด" แค่น้ำยางกระเด็นโดน ก็อาจเจ็บตัว
ข้อควรระวัง: เวลาจะตัดแต่งกิ่งไม้เหล่านี้ "ถุงมือ" คืออุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดครับ และที่สำคัญคือห้ามใช้มือที่เพิ่งจับต้นไม้มาขยี้ตาหรือสัมผัสริมฝีปากเด็ดขาด เพราะเยื่อบุอ่อนจะรับพิษได้เร็วกว่าผิวหนังปกติหลายเท่า!
เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะต้นไม้ต้นเดียวกัน คนหนึ่งจับแล้วไม่เป็นอะไรเลย แต่อีกคนอาจจะผื่นขึ้นเต็มตัวจนต้องเข้าโรงพยาบาล ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้ครับ
1. กลุ่ม "ผู้ไม่แพ้" (หรือแพ้น้อยมาก) กลุ่มนี้มักจะมีปราการผิวที่แข็งแรงหรือระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่ตอบสนองรุนแรงต่อสารกระตุ้นเฉพาะหน้า:
-ปราการผิวหนัง (Skin Barrier) หนา: คนที่มีผิวหนังบริเวณมือหนาหรือด้าน (เช่น คนทำงานสวนบ่อยๆ) สารพิษที่เป็นโมเลกุลใหญ่หรือน้ำยางจะซึมเข้าสู่ชั้นผิวแท้ได้ยากกว่า
-ระบบภูมิคุ้มกันแบบ Tolerance: ร่างกายมองว่าสารนั้น (เช่น แคลเซียมออกซาเลต) เป็นเพียงสิ่งแปลกปลอมเล็กน้อย ไม่ได้ส่งสัญญาณอันตรายรุนแรง ทำให้เกิดอาการแค่คันยุบยิบเล็กน้อยแล้วหายไปเอง
-การสัมผัสที่ถูกวิธี: มักสัมผัสแค่ส่วนที่ไม่มีพิษ เช่น ผิวใบที่ไม่มีขนและไม่มีน้ำยางไหลออกมา สารพิษจึงยังถูกกักเก็บอยู่ภายในท่อลำเลียง
2. กลุ่ม "ผู้แพ้" (ไวต่อสัมผัส) ในกลุ่มนี้อาการจะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักตามกลไกของร่างกายครับ:
ก. การระคายเคืองโดยตรง (Irritant Contact Dermatitis)
อันนี้ "แพ้ทุกคน" แต่หนักเบาต่างกัน ขึ้นอยู่กับปริมาณที่โดน
-กลไก: สารพิษ (เช่น กรดหรือผลึกรูปเข็มในบอนสี) เข้าไปทำลายเซลล์ผิวหนังโดยตรงเหมือนโดนน้ำกรดอ่อนๆ
-อาการ: แสบร้อนทันที ผิวแดงพอง หรือไหม้ ณ จุดที่สัมผัส
ข. การแพ้โดยระบบภูมิคุ้มกัน (Allergic Contact Dermatitis)
อันนี้คือ "เฉพาะบุคคล" (เหมือนคนแพ้อาหารทะเล)
-กลไก: ร่างกายจำจดว่าสารจากต้นไม้ชนิดนี้คือ "ศัตรูร้ายแรง" เมื่อโดนเพียงนิดเดียว เม็ดเลือดขาวจะหลั่งสารฮิสตามีนออกมาโจมตีตัวเอง
-อาการ: ผื่นคันลามไปทั่ว (แม้จุดที่ไม่ได้โดนยางโดยตรง) อาจมีอาการตาบวม ปากบวม หรือหายใจติดขัดร่วมด้วย
1. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (Pharmacy Mahidol)
2. ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี (Ramathibodi Poison Center)
3. The National Capital Poison Center (Poison.org)
******"วิชาการด้านพืช" (มหิดล), "สถิติเคสผู้ป่วยจริง" (รามาธิบดี) และ "มาตรฐานความปลอดภัยสากล" (Poison.org)