วิธีดูแลแผลกดทับ จริงๆ ง่ายมากถ้ารู้จักป้องกัน

ทำไม "แผลกดทับ" ถึงชอบมาหาผู้สูงอายุ?
พออายุมากขึ้น ผิวหนังจะเริ่มบางลง ไขมันใต้ผิวหนังก็น้อยลงครับ ยิ่งถ้าต้องนอนนิ่งๆ ท่าเดิมนานๆ เลือดก็จะไปเลี้ยงผิวหนังจุดนั้นไม่ได้ จนเกิดเป็นแผลขึ้นมา ซึ่งถ้าเราปล่อยไว้มันจะลุกลามไวมาก การดูแลแบบ "เชิงรุก" ตั้งแต่เนิ่นๆ จึงสำคัญที่สุดครับ เพราะถ้าแผลลุกลาม ค่ารักษาจะแพงมากยิ่งกว่าการป้องกัน

ปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลกดทับคือ แรงกด แรงเสียดสี แรงเสียดทาน และสิ่งที่คนดูแลมักจะมองข้ามนั่นก็คือความชื้นครับ

1. สิ่งแรกเลยคือการประเมินความรุนแรงของแผล
ก่อนเริ่มรักษา เราต้องรู้ก่อนว่าแผลอยู่ในระยะไหน เพื่อเลือกใช้วิธีการรักษาให้ถูกต้อง:


ระยะที่สามารถดูแลเองที่บ้านได้คือ ระยะที่ 1-2 เป็นระยะที่มีโอกาสเกิดแผลติดเชื้อปานกลาง
ระยะที่ 1: ผิวหนังมีรอยแดง ไม่จางหายเมื่อกด (ยังไม่มีแผลเปิด) ในบางครั้งผิวด้านนอกอาจจะมีสีแดง แต่ด้านในเป็นแผลลึก วิธีตรวจสอบแผลกดทับระยะที่ 1 สามารถทำได้โดยทดลองกดที่ผิวหนังมีรอยแดง เมื่อกดบนผิวแล้วไม่เป็นสีขาว แต่กดแล้วเป็นสีแดงเหมือนเดิม ควรที่จะเริ่มการรักษาแผลกดทับทันที
ระยะที่ 2: ผิวหนังเริ่มถลอก มีแผลตื้นๆ หรือเป็นตุ่มน้ำพอง

ระยะที่ควรไปรักษาที่โรงพยาบาลคือ ระยะที่ 3-4 เป็นระยะที่มีโอกาสเกิดแผลติดเชื้อสูงมาก
ระยะที่ 3: แผลลึกถึงชั้นไขมัน อาจมีน้ำเหลืองหรือหนอง
ระยะที่ 4: แผลลึกมากจนเห็นกล้ามเนื้อหรือกระดูก

—------------------------------------------------
ขั้นตอนการดูแลแผลกดทับระยะที่ 2 
ขั้นตอนที่ 1: การทำความสะอาด (Cleansing)
ล้างแผลด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline) ซับรอบแผลให้แห้งด้วยผ้าก๊อซสะอาด หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ลงบนแผลโดยตรง เพราะจะทำลายเนื้อเยื่อที่กำลังสร้างใหม่

ขั้นตอนที่ 2: การจัดการเนื้อตายและน้ำเหลือง (Debridement & Exudate Management) ถ้าไม่มีเนื้อตาย หรือน้ำเหลือง ข้ามไปขั้นตอนที่ 3 ได้เลย
หากแผลมีเนื้อตายสีดำหรือมีน้ำเหลืองมาก สามารถใช้ Aquacel เป็น Hydrofiber ที่ช่วยกำจัดเนื้อตาย และน้ำเหลืองในตอนที่เราลอกแผ่นออก แต่ต้องลอกออกก่อนที่แผ่น Aquacel จะแห้ง เพราะจะทำให้ลอกออกยาก แผ่นใย Hydrofiber เมื่อสัมผัสกับของเหลวจะกลายสภาพเป็นเจล ช่วยบล็อคเชื้อโรคไว้ และรักษาความชุ่มชื้นที่เหมาะกับการรักษาแผล

สำหรับแผลที่มีการติดเชื้อ หรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อ สามารถใช้ Aquacel Ag+ Extra ได้เพราะมีส่วนผสมของ Silver (เงิน) ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและทำลาย Biofilm เป็นจุลินทรีย์ และเชื้อโรคที่เกิดขึ้นบนผิวแผล จะทำให้แผลหายช้า

ขั้นตอนที่ 3: การปิดแผลเพื่อป้องกันและสมานผิว (Dressing) เมื่อจัดการเรื่องความสะอาดแล้ว ต้องปิดแผลด้วยวัสดุที่ช่วยปกป้องแผลจากสิ่งสกปรกและลดแรงเสียดทาน แล้วเราจะเลือกแผ่นปิดแผลกดทับยี่ห้อไหนดี? ที่บ้านผมใช้ตามนี้เลยครับ

Duoderm CGF: แผ่นแปะไฮโดรคอลลอยด์ยอดนิยม เหมาะสำหรับแผลที่มีน้ำเหลืองน้อยถึงปานกลาง ช่วยสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการหายของแผล และช่วยลดแรงกดทับเบื้องต้นได้ดี แต่ระบายความชื้นได้ไม่ดีเท่ากลุ่มโฟม ดังนั้นต้องคอยดูเรื่องความชื้นบ่อยๆ

Aquacel Foam : สำหรับแผลที่อยู่บริเวณที่เคลื่อนไหวบ่อย หรือต้องการการบุนุ่มเป็นพิเศษ ตัวโฟมจะช่วยลดแรงกระแทกและระบายความชื้นได้ดีมาก กรณีที่ต้องการการปกป้องที่มากขึ้นก็สามารถใช้ Aquacel Foam Pro ได้มีชั้นป้องกันที่มากขึ้น

ถ้ามีแผลลึก หรือแผลเหมือนจะติดเชื้อ ก็จะใช้ Aquacel Ag+ extra วางบนแผลก่อน แล้วค่อยเอาโฟมปิดทับครับ
—------------------------------------------------
สำหรับการดูแลปัจจัยภายนอก (หัวใจสำคัญของการหายขาด)
การใช้แผ่นแปะที่ดีที่สุดจะไร้ผลทันที หากเราไม่จัดการต้นเหตุของแผลครับ:

1. การพลิกตัว: ต้องพลิกตัวผู้ป่วยทุกๆ 2 ชั่วโมงอย่างเคร่งครัด เพื่อกระจายแรงกดทับ

2. โภชนาการ: เน้นอาหารจำพวกโปรตีน วิตามินซี และสังกะสี (Zinc) เพื่อช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อ

3. ความสะอาดและความชื้นของผิวหนัง: หากผู้ป่วยใส่ผ้าอ้อม ต้องรีบเปลี่ยนทันทีที่ขับถ่าย เพื่อป้องกันความอับชื้น ซึ่งจะทำให้แผลกดทับแย่ลง

—----------------------------------------------
สำหรับแผลกดทับ ระยะที่ 1 : สามารถใช้ Aquacel Foam หรือ DuoDERM CGF ในการป้องกันการกดทับได้เลย ความสำคัญของการป้องกัน คือไม่ให้แผลลุกลาม เมื่อแผลลุกลาม ค่าใช้จ่ายก็จะเยอะยิ่งขึ้น และคุณภาพชีวิตของคนไข้ก็จะแย่ขึ้นด้วยครับ บางครั้งเราเห็นผิวด้านนอกเป็นสีแดง แต่จริงๆด้านในอาจเป็นแผลโพลงลึกลงไปแล้วก็ได้ครับ ดังนั้นการป้องกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการดูแลแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียงครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่