หลวงตาสถิตย์ (วัดญาณสังวราราม) ปฏิบัติกับหลวงตามหาบัว สมัยเป็นฆราวาส
อายุ 19 คุณอา ให้หนังสือธรรมะ “ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต” เขียนโดย หลวงตามหาบัวและได้หนังสือของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสีมาอ่าน ประทับใจมาก ถึงกับพูดอัดเทปไว้ฟังบาง ตอน (สมัยก่อนยังไม่มีซีดี) ทดลองหัดนั่งทําสมาธิตามที่อ่านในหนังสือ (สมัยตอนเป็นเด็กดูโทรทัศน์ขาวดํามี 2 ช่อง ช่อง 4 กับ 7 เห็นเขานั่งสมาธิ แต่ไม่รู้ว่าเขานั่งแล้วทําอย่างไรบ้างก็ลองทําดูนั่งแบบกลั้นลมหายใจแล้วก็ ปล่อยทําแล้วไม่เห็นได้อะไร ก็เลยเลิกทํา) ปรากฏว่าจิตใจสงบเป็นสมาธิตั้งมั่น ได้ประมาณ 30 นาที (ครั้งแรก)
บางครั้งเกิดโรคหอบหืดก็นั่งสมาธิ ปรากฏว่าใจไม่ทุกข์คล้ายเหมือนกับใจกับกายอยู่คนละส่วนกัน พอ ทําได้สักพักอาการหอบหืดก็หายไป ทั้งๆที่ไม่ได้ทานยา ทําให้เห็นประโยชน์ในการทําสมาธิ จึงเริ่มมา ศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง ที่ไหนได้ข่าวว่าดีจะต้องไปสํานักนั้น ศีล 5 แต่ก่อนนี้ไม่ครบ 5 แต่ตอนนี้พยายามให้ ครบทุก 5 ข้อถ้าวันไหนผิดศีลใจจะไม่สงบ เมื่อ 5 ได้ก็ขยับเป็นศีล 8 เฉพาะวันพระต่อมาทดลองก่อนวันพระ 1 วัน วันพระและหลังวันพระ 1 วัน รวมเป็น 3 วัน ถือศีล 8 ต่อมาก็ลองถือศีล 8 ตลอด 7 วัน ก็ได้ ต่อมา 1 เดือน เป็น 1 ปี ตอนนั้นทํางานธนาคารแห่งหนึ่งมีรุ่นพี่เป็นตัวอย่างที่ดี เราก็เลยทําตามอย่างบ้าง
ตอนอายุ 19 ระหว่างนอนอยู่โรงพยาบาลผ่าตัด
3 ครั้ง ครั้งที่ 3 ต้องเลาะพังผืดที่ปอด ออกจากห้องผ่าตัด เข้าห้อง ICU ระหว่างนอนอยู่ห้อง ICU มีทุกขเวทนาใหญ่อยู่ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เกิดอาการหนาวสั่นไปทั้งร่าง หนาวเข้าไปถึงหัวใจ เอาผ้าห่มหนาๆ 3 ผืน ถุงใส่น้ําร้อน 2 ถุง ก็ยังไม่หายหนาว พยาบาลบอกให้โทรหาหมอ ด่วน คนไข้กําลังช็อค เหงื่อแตกชุ่มทั้งตัว แต่ก็ยังหนาวอยู่ เป็นอย่างนี้ประมาณ 20 นาที จึงหายหนาว ครั้งที่ 2 เกิดอาการหิวน้ําอย่างมากๆ ขอน้ํากินพยาบาลก็บอกว่าหมอผ่าตัดยังไม่อนุญาต หิวจนสุดขีดจึงไม่หิว พอหมอ ให้ทานน้ําได้ พยาบาลก็เอาโอวัลตินกับไข่ลวก 2 ฟองมาให้ทาน ก็บอกพยาบาลว่าไม่หิวแล้ว พยาบาลบอกว่า อย่าเล่นตัว ให้กินแล้วต้องกิน
คงจะเป็นกรรมตอนเด็ก ชอบต้อนปลาเข้าสวิง ทําให้ปลาหิวกระหายน้ําตาย กลับมายายเห็นเสื้อผ้าเปื้อนโคลน รู้ว่าไปทําบาปมาเลยเอาไม้มาตี (ยายที่ไปก็ร้องไห้) บอกว่า ทีหลัง อย่าไปทําบาปอีก ตั้งแต่นั้นก็เลยไม่กล้าทําบาป นึกถึงบุญคุณยาย ถ้าไม่ห้ามป่านนี้คงทําบาปมากกว่านี้ ตอน เด็กๆยายเคยพาไปใส่บาตรพระเดินเกือบครึ่งกิโลกว่าจะได้ใส่บาตร พระพายเรือมาบิณฑบาต ต้องคอย ตะโกนนิมนต์ให้พระมาฝั่งนี้ เดี๋ยวถ้าพระไปอีกฝั่งจะต้องรอนาน
อายุประมาณ 21 ได้ ได้มาทํางานธนาคารอยู่ แถวภาคเหนือ เป็นสาขาย่อยเล็กอยู่กัน 3 คน ชั้นล่างเป็นออฟฟิศ ชั้นบนเป็นที่พัก ตอนเย็นหัวหน้าไปซ้อม แบดมินตันที่ในเมืองห่างประมาณ 21 กม. พี่อีกค พี่อีกคนมีครอบครัวแล้วก็ไปเช่าบ้านอยู่ต่างหาก เราก็เลยนอนอยู่คนเดียวทีนัน เลิกงานก็เดินจงกรมตั้งแต่ 17.00-18.00 น. เดินเสร็จก็มานั่งสมาธิต่อ 18.00-19.00 น. เช้าตื่นมาเดิน จงกรม 05.00-06.00 เดินเสร็จนั่งสมาธิ 6.00-7.00 น. ถ้าเสาร์-อาทิตย์ ไม่ได้กลับกรุงเทพ เพิ่มอีกรอบเดินจงกรม 12.00-13.00 นั่งสมาธิ 13.00-14.00 น.ทําอย่างนี้อยู่หลายเดือน ตอนหลังมาอ่านคําเทศนาของหลวงตามหาบัว ว่า ถ้าอยากพ้นทุกข์ ต้องขยัน เลยเพิ่มอีกรอบ เดินจงกรม 24.00-01.00 น. นั่งสมาธิ 01.00-02.00 น. ช่วงนี้จะ ง่วงมาก ต้องลืมตาดูพระพุทธรูปอยู่บ่อยๆพยายามไม่ให้หลับ ภาวนา พุท-โธ กําหนดลมหายใจเข้าออก เดิน จงกรมเท้าขวาแตะพื้นนึก พุธ เท้าซ้ายแตะพื้นนึก โธ เดินช้าเพราะสถานที่ไม่กว้าง ช่วงเวลานอนเหมือน มีผู้รู้มาบอกให้นอนตะแคงแล้วจะจับลมหายใจได้ง่ายและบอกให้ทานอาหารมังสะวิรัต ก็ให้ร้านอาหารทําให้ทาน ทําอย่างนี้ได้ประมาณ 10 วัน
สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นในชีวิต นั่นคือมีสติตลอดเวลา 72 ชั่วโมง ไม่หลับเลย (นอนแต่ไม่หลับ) จิต
لوติดอยู่กับคําบริกรรมภาวนาพุทโธตลอด แล้วพิจารณาความคิดปรุงแต่ง (สังขาร) โดยอัตโนมัติ เกิดความรู้ว่า เรื่องทั้งหลายที่ทําให้ใจเป็นสุขและเป็นทุกข์ ก็เกิดจากความคิดของเราไปปรุงแต่งให้เกิดสุขทุกข์ขึ้นมา ถ้าเรามี สติปัญญารู้เท่าทัน ความคิดปรุงแต่งก็ไม่สามารถ ทําให้เราเป็นสุขหรือทุกข์ได้ จิตอยู่เหนือความสุข ความทุกข์ เห็นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป มีสติปัญญา พิจารณาเรื่องว่าเป็น กุศล (ความดีที่ทําให้เกิดสุข) พิจารณาว่าเป็นเรื่อง อกุศล (ความชั่วที่ทําให้เกิดทุกข์) แล้วตัดด้วยสติปัญญาอย่างรวดเร็ว ไม่เหมือนแต่ก่อน เราไปยึดถือเรื่องต่างๆ ทําให้ใจเป็นสุขเป็นทุกข์ ปล่อยวางไม่ได้ มานึกย้อนหลังว่า
สิ่งมหัศจรรย์ในชีวิตนี้เกิดจากอะไร เกิดจาก
1. เรามีศรัทธาอยากปฏิบัติ 2. ได้ศึกษาพระธรรมคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยพระภิกษุ สงฆ์ที่ได้ประพฤติปฏิบัตินํามาเผยแผ่ อย่างถูกต้อง 3. มีสัจจะจริงใจพากเพียร อย่างเช่นตั้งนาฬิกาปลุกไว้ถ้า ไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกจะไม่ยอมเลิกเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิอย่างเด็ดขาด ตายเป็นตาย จะเจ็บจะปวด อย่างไรแค่ไหนก็จะไม่ลุก อดทน เคยนําเรื่องนี้ กราบเรียนเล่าถวายหลวงพ่อพุธ วัดป่าสาละวัน ท่านบอกว่า แสดงว่าชาติก่อนเราต้องเคยทําวิปัสสนามาก่อน จิตถึงได้พิจารณาโดยอัตโนมัติ
ช่วงที่ลาพักร้อน ประมาณ 10 วัน ก็ตั้งใจไปหาหลวงตามหาบัว นั่งรถโดยสารแต่เช้าไปถึงจังหวัด อุดรธานี ก็ประมาณ 19.00 ไปพักที่ บังกะโล เจ้าของถามว่า มาธุระอะไร (ไปคนเดียว) ก็บอกว่าจะไปวัดป่า บ้านตาด ไม่รู้อยู่ที่ไหน เจ้าของไปคุยกับเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านบอกว่าเคยเอาแป๊ปซี่ไปส่งที่วัดนั้น เขาจึงพาไป วัดเดี๋ยวนั้นเลย ตกลงว่าไม่ได้พักบังกะโล ไปถึงวัดประมาณ 20.30 น. บอกคนขับรถไม่ต้องบีบแตรเปิดไฟที่ หน้ารถไว้สักครู่มีพระ (ท่านพระอาจารย์อินทร์ถวาย) ถามว่า มีธุระอะไร ก็ ตอบว่า จะมาขอปฏิบัติธรรม 7 วัน ท่านจึงพามาที่ศาลาให้รออยู่ที่นี่ก่อน ท่านจะไปกราบเรียนหลวงตาให้ทราบ
สักครู่หนึ่งท่านก็กลับมาบอกว่าหลวงตาให้ไปพบที่กุฏิ หลวงตาถามว่ามาจากไหน ก็ตอบว่ามา จากสุโขทัย ท่านถามชื่อ-นามสกุล ก็เรียนให้ท่านทราบ ท่านบอกนามสกุลนี้เป็นคนกรุงเทพนี่ ก็ตอบท่านว่า ใช่ครับผมเป็นคนกรุงเทพ แต่มาทํางานที่สุโขทัย ท่านจึงให้พระพาไปพักที่กุฏิ ที่วัดไม่มีไฟฟ้า มืดมาก ต้องใช้ ไฟฉายกับเทียน เดินทางมาทั้งวันอ่อนเพลีย ถึงที่พักจึงจัดแจงที่นอนแล้วนอนทันที พอดึกๆก็ได้ยินเสียงคน เดินนอกกุฏิ เดินไปมาอยู่ชั้นบน เปิดประตูมาก็ไม่พบใคร ก็เลยกลับไปนอน ครั้งที่ 2 ก็ได้ยินเสียงคนเดินนอก กุฏิ เดินไปมาอยู่ชั้นบน เปิดประตูมาก็ไม่พบใครอีกจึงกลับไปนอน ครั้งที่ 3 ก็ได้ยินเสียงคนเดินนอกกุฏิ เดิน ไปมาอยู่ชั้นบน เปิดประตูมาก็ไม่พบใคร จึงนั่งสมาธิข้างนอกสักครู่จึงค่อยกลับไปนอน
เช้าขึ้นมาตั้งใจจะรอทานข้าวก้นบาตรจากพระ พระบอกให้ขึ้นศาลาไปทานพร้อมพระ พระจัดอาหาร อย่างดีไว้ให้ทานได้รับการต้อนรับอย่างดี ตอนคําหลวงตาเทศน์ ท่านเสียงดังเหมือนกับโกรธนึกในใจว่าท่าน โกรธรึเปล่า ท่านพูดออกมาว่าไม่ได้โกรธ วันใกล้จะกลับไปลาหลวงตาที่กุฏิ ท่านว่าทําไมรีบกลับ ตอบท่านว่า ได้ลามาไม่กี่วันจําเป็นต้องกลับ ท่านว่า หนังสือที่ท่านเขียนทั้งหมด มีกี่เล่มให้เอาไปให้หมด ถ้าสงสัยอะไร เขียนจดหมายมาถาม จึงเรียนไปให้พระอาจารย์อินทร์ถวายทราบ พระอาจารย์อินทร์ถวายจัดหนังสือมาให้ครบ ทุกเล่ม ซาบซึ้งในพระคุณของหลวงตาและพระอาจารย์อินทร์อย่างมาก นํามาอ่านหมดทุกเล่ม เข้าใจจึงไม่เคย เขียนจดหมายมาถาม ส่งธนาณัติมาถวายท่าน ทุกเดือน 2 ปีกว่า ฟันและอัฐิของหลวงตาเป็นพระธาตุสวยงาม มากดีใจที่ได้ทําบุญกับท่าน มาทราบทีหลังพระที่เคยอยู่กับท่านบอกว่า ตอนกลางคืน
หลวงตาจะเดินตรวจวัด ที่มาวันแรกได้ยินเสียงคนเดินไปมาคงจะเป็นหลวงตามาทดสอบว่าจะเป็น อย่างไร การปฏิบัติบางครั้งเราอ่านหนังสือที่อธิบายละเอียดละออเรื่องธรรมต่างๆจนเราหลงเข้าใจผิดนึกว่าเรา รู้ธรรมแล้ว ธรรมะที่แท้จริงต้องเกิดจากภาคปฏิบัติเท่านั้น เริ่มรักษาศีลให้ได้ทําสมาธิให้จริงจัง (บางคนทําแล้ว ไม่สงบ เลยเลิกทํา) เมื่อใจเป็นสมาธิให้พิจารณาทุกขเวทนาทางกายก่อนให้เห็นเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปโดยที่เรา ไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ เมื่อพิจารณาคล่องแล้ว จิตจะเริ่มมาพิจารณาความคิดปรุงแต่งที่ออกมาจากใจให้เห็นเป็น ความไม่เที่ยง แล้วปล่อยวางพิจารณาบ่อยๆ จนจิตปล่อยวางเองโดยอัตโนมัติจึงถือว่าเข้าสู่เส้นทางธรรม รู้ ธรรม เข้าใจธรรมอย่างแท้จริง
หลวงตาสถิตย์ (วัดญาณสังวราราม) ปฏิบัติกับหลวงตามหาบัว สมัยเป็นฆราวาส
อายุ 19 คุณอา ให้หนังสือธรรมะ “ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต” เขียนโดย หลวงตามหาบัวและได้หนังสือของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสีมาอ่าน ประทับใจมาก ถึงกับพูดอัดเทปไว้ฟังบาง ตอน (สมัยก่อนยังไม่มีซีดี) ทดลองหัดนั่งทําสมาธิตามที่อ่านในหนังสือ (สมัยตอนเป็นเด็กดูโทรทัศน์ขาวดํามี 2 ช่อง ช่อง 4 กับ 7 เห็นเขานั่งสมาธิ แต่ไม่รู้ว่าเขานั่งแล้วทําอย่างไรบ้างก็ลองทําดูนั่งแบบกลั้นลมหายใจแล้วก็ ปล่อยทําแล้วไม่เห็นได้อะไร ก็เลยเลิกทํา) ปรากฏว่าจิตใจสงบเป็นสมาธิตั้งมั่น ได้ประมาณ 30 นาที (ครั้งแรก)
บางครั้งเกิดโรคหอบหืดก็นั่งสมาธิ ปรากฏว่าใจไม่ทุกข์คล้ายเหมือนกับใจกับกายอยู่คนละส่วนกัน พอ ทําได้สักพักอาการหอบหืดก็หายไป ทั้งๆที่ไม่ได้ทานยา ทําให้เห็นประโยชน์ในการทําสมาธิ จึงเริ่มมา ศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง ที่ไหนได้ข่าวว่าดีจะต้องไปสํานักนั้น ศีล 5 แต่ก่อนนี้ไม่ครบ 5 แต่ตอนนี้พยายามให้ ครบทุก 5 ข้อถ้าวันไหนผิดศีลใจจะไม่สงบ เมื่อ 5 ได้ก็ขยับเป็นศีล 8 เฉพาะวันพระต่อมาทดลองก่อนวันพระ 1 วัน วันพระและหลังวันพระ 1 วัน รวมเป็น 3 วัน ถือศีล 8 ต่อมาก็ลองถือศีล 8 ตลอด 7 วัน ก็ได้ ต่อมา 1 เดือน เป็น 1 ปี ตอนนั้นทํางานธนาคารแห่งหนึ่งมีรุ่นพี่เป็นตัวอย่างที่ดี เราก็เลยทําตามอย่างบ้าง
ตอนอายุ 19 ระหว่างนอนอยู่โรงพยาบาลผ่าตัด
3 ครั้ง ครั้งที่ 3 ต้องเลาะพังผืดที่ปอด ออกจากห้องผ่าตัด เข้าห้อง ICU ระหว่างนอนอยู่ห้อง ICU มีทุกขเวทนาใหญ่อยู่ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เกิดอาการหนาวสั่นไปทั้งร่าง หนาวเข้าไปถึงหัวใจ เอาผ้าห่มหนาๆ 3 ผืน ถุงใส่น้ําร้อน 2 ถุง ก็ยังไม่หายหนาว พยาบาลบอกให้โทรหาหมอ ด่วน คนไข้กําลังช็อค เหงื่อแตกชุ่มทั้งตัว แต่ก็ยังหนาวอยู่ เป็นอย่างนี้ประมาณ 20 นาที จึงหายหนาว ครั้งที่ 2 เกิดอาการหิวน้ําอย่างมากๆ ขอน้ํากินพยาบาลก็บอกว่าหมอผ่าตัดยังไม่อนุญาต หิวจนสุดขีดจึงไม่หิว พอหมอ ให้ทานน้ําได้ พยาบาลก็เอาโอวัลตินกับไข่ลวก 2 ฟองมาให้ทาน ก็บอกพยาบาลว่าไม่หิวแล้ว พยาบาลบอกว่า อย่าเล่นตัว ให้กินแล้วต้องกิน
คงจะเป็นกรรมตอนเด็ก ชอบต้อนปลาเข้าสวิง ทําให้ปลาหิวกระหายน้ําตาย กลับมายายเห็นเสื้อผ้าเปื้อนโคลน รู้ว่าไปทําบาปมาเลยเอาไม้มาตี (ยายที่ไปก็ร้องไห้) บอกว่า ทีหลัง อย่าไปทําบาปอีก ตั้งแต่นั้นก็เลยไม่กล้าทําบาป นึกถึงบุญคุณยาย ถ้าไม่ห้ามป่านนี้คงทําบาปมากกว่านี้ ตอน เด็กๆยายเคยพาไปใส่บาตรพระเดินเกือบครึ่งกิโลกว่าจะได้ใส่บาตร พระพายเรือมาบิณฑบาต ต้องคอย ตะโกนนิมนต์ให้พระมาฝั่งนี้ เดี๋ยวถ้าพระไปอีกฝั่งจะต้องรอนาน
อายุประมาณ 21 ได้ ได้มาทํางานธนาคารอยู่ แถวภาคเหนือ เป็นสาขาย่อยเล็กอยู่กัน 3 คน ชั้นล่างเป็นออฟฟิศ ชั้นบนเป็นที่พัก ตอนเย็นหัวหน้าไปซ้อม แบดมินตันที่ในเมืองห่างประมาณ 21 กม. พี่อีกค พี่อีกคนมีครอบครัวแล้วก็ไปเช่าบ้านอยู่ต่างหาก เราก็เลยนอนอยู่คนเดียวทีนัน เลิกงานก็เดินจงกรมตั้งแต่ 17.00-18.00 น. เดินเสร็จก็มานั่งสมาธิต่อ 18.00-19.00 น. เช้าตื่นมาเดิน จงกรม 05.00-06.00 เดินเสร็จนั่งสมาธิ 6.00-7.00 น. ถ้าเสาร์-อาทิตย์ ไม่ได้กลับกรุงเทพ เพิ่มอีกรอบเดินจงกรม 12.00-13.00 นั่งสมาธิ 13.00-14.00 น.ทําอย่างนี้อยู่หลายเดือน ตอนหลังมาอ่านคําเทศนาของหลวงตามหาบัว ว่า ถ้าอยากพ้นทุกข์ ต้องขยัน เลยเพิ่มอีกรอบ เดินจงกรม 24.00-01.00 น. นั่งสมาธิ 01.00-02.00 น. ช่วงนี้จะ ง่วงมาก ต้องลืมตาดูพระพุทธรูปอยู่บ่อยๆพยายามไม่ให้หลับ ภาวนา พุท-โธ กําหนดลมหายใจเข้าออก เดิน จงกรมเท้าขวาแตะพื้นนึก พุธ เท้าซ้ายแตะพื้นนึก โธ เดินช้าเพราะสถานที่ไม่กว้าง ช่วงเวลานอนเหมือน มีผู้รู้มาบอกให้นอนตะแคงแล้วจะจับลมหายใจได้ง่ายและบอกให้ทานอาหารมังสะวิรัต ก็ให้ร้านอาหารทําให้ทาน ทําอย่างนี้ได้ประมาณ 10 วัน
สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นในชีวิต นั่นคือมีสติตลอดเวลา 72 ชั่วโมง ไม่หลับเลย (นอนแต่ไม่หลับ) จิต
لوติดอยู่กับคําบริกรรมภาวนาพุทโธตลอด แล้วพิจารณาความคิดปรุงแต่ง (สังขาร) โดยอัตโนมัติ เกิดความรู้ว่า เรื่องทั้งหลายที่ทําให้ใจเป็นสุขและเป็นทุกข์ ก็เกิดจากความคิดของเราไปปรุงแต่งให้เกิดสุขทุกข์ขึ้นมา ถ้าเรามี สติปัญญารู้เท่าทัน ความคิดปรุงแต่งก็ไม่สามารถ ทําให้เราเป็นสุขหรือทุกข์ได้ จิตอยู่เหนือความสุข ความทุกข์ เห็นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป มีสติปัญญา พิจารณาเรื่องว่าเป็น กุศล (ความดีที่ทําให้เกิดสุข) พิจารณาว่าเป็นเรื่อง อกุศล (ความชั่วที่ทําให้เกิดทุกข์) แล้วตัดด้วยสติปัญญาอย่างรวดเร็ว ไม่เหมือนแต่ก่อน เราไปยึดถือเรื่องต่างๆ ทําให้ใจเป็นสุขเป็นทุกข์ ปล่อยวางไม่ได้ มานึกย้อนหลังว่า
สิ่งมหัศจรรย์ในชีวิตนี้เกิดจากอะไร เกิดจาก
1. เรามีศรัทธาอยากปฏิบัติ 2. ได้ศึกษาพระธรรมคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยพระภิกษุ สงฆ์ที่ได้ประพฤติปฏิบัตินํามาเผยแผ่ อย่างถูกต้อง 3. มีสัจจะจริงใจพากเพียร อย่างเช่นตั้งนาฬิกาปลุกไว้ถ้า ไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกจะไม่ยอมเลิกเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิอย่างเด็ดขาด ตายเป็นตาย จะเจ็บจะปวด อย่างไรแค่ไหนก็จะไม่ลุก อดทน เคยนําเรื่องนี้ กราบเรียนเล่าถวายหลวงพ่อพุธ วัดป่าสาละวัน ท่านบอกว่า แสดงว่าชาติก่อนเราต้องเคยทําวิปัสสนามาก่อน จิตถึงได้พิจารณาโดยอัตโนมัติ
ช่วงที่ลาพักร้อน ประมาณ 10 วัน ก็ตั้งใจไปหาหลวงตามหาบัว นั่งรถโดยสารแต่เช้าไปถึงจังหวัด อุดรธานี ก็ประมาณ 19.00 ไปพักที่ บังกะโล เจ้าของถามว่า มาธุระอะไร (ไปคนเดียว) ก็บอกว่าจะไปวัดป่า บ้านตาด ไม่รู้อยู่ที่ไหน เจ้าของไปคุยกับเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านบอกว่าเคยเอาแป๊ปซี่ไปส่งที่วัดนั้น เขาจึงพาไป วัดเดี๋ยวนั้นเลย ตกลงว่าไม่ได้พักบังกะโล ไปถึงวัดประมาณ 20.30 น. บอกคนขับรถไม่ต้องบีบแตรเปิดไฟที่ หน้ารถไว้สักครู่มีพระ (ท่านพระอาจารย์อินทร์ถวาย) ถามว่า มีธุระอะไร ก็ ตอบว่า จะมาขอปฏิบัติธรรม 7 วัน ท่านจึงพามาที่ศาลาให้รออยู่ที่นี่ก่อน ท่านจะไปกราบเรียนหลวงตาให้ทราบ
สักครู่หนึ่งท่านก็กลับมาบอกว่าหลวงตาให้ไปพบที่กุฏิ หลวงตาถามว่ามาจากไหน ก็ตอบว่ามา จากสุโขทัย ท่านถามชื่อ-นามสกุล ก็เรียนให้ท่านทราบ ท่านบอกนามสกุลนี้เป็นคนกรุงเทพนี่ ก็ตอบท่านว่า ใช่ครับผมเป็นคนกรุงเทพ แต่มาทํางานที่สุโขทัย ท่านจึงให้พระพาไปพักที่กุฏิ ที่วัดไม่มีไฟฟ้า มืดมาก ต้องใช้ ไฟฉายกับเทียน เดินทางมาทั้งวันอ่อนเพลีย ถึงที่พักจึงจัดแจงที่นอนแล้วนอนทันที พอดึกๆก็ได้ยินเสียงคน เดินนอกกุฏิ เดินไปมาอยู่ชั้นบน เปิดประตูมาก็ไม่พบใคร ก็เลยกลับไปนอน ครั้งที่ 2 ก็ได้ยินเสียงคนเดินนอก กุฏิ เดินไปมาอยู่ชั้นบน เปิดประตูมาก็ไม่พบใครอีกจึงกลับไปนอน ครั้งที่ 3 ก็ได้ยินเสียงคนเดินนอกกุฏิ เดิน ไปมาอยู่ชั้นบน เปิดประตูมาก็ไม่พบใคร จึงนั่งสมาธิข้างนอกสักครู่จึงค่อยกลับไปนอน
เช้าขึ้นมาตั้งใจจะรอทานข้าวก้นบาตรจากพระ พระบอกให้ขึ้นศาลาไปทานพร้อมพระ พระจัดอาหาร อย่างดีไว้ให้ทานได้รับการต้อนรับอย่างดี ตอนคําหลวงตาเทศน์ ท่านเสียงดังเหมือนกับโกรธนึกในใจว่าท่าน โกรธรึเปล่า ท่านพูดออกมาว่าไม่ได้โกรธ วันใกล้จะกลับไปลาหลวงตาที่กุฏิ ท่านว่าทําไมรีบกลับ ตอบท่านว่า ได้ลามาไม่กี่วันจําเป็นต้องกลับ ท่านว่า หนังสือที่ท่านเขียนทั้งหมด มีกี่เล่มให้เอาไปให้หมด ถ้าสงสัยอะไร เขียนจดหมายมาถาม จึงเรียนไปให้พระอาจารย์อินทร์ถวายทราบ พระอาจารย์อินทร์ถวายจัดหนังสือมาให้ครบ ทุกเล่ม ซาบซึ้งในพระคุณของหลวงตาและพระอาจารย์อินทร์อย่างมาก นํามาอ่านหมดทุกเล่ม เข้าใจจึงไม่เคย เขียนจดหมายมาถาม ส่งธนาณัติมาถวายท่าน ทุกเดือน 2 ปีกว่า ฟันและอัฐิของหลวงตาเป็นพระธาตุสวยงาม มากดีใจที่ได้ทําบุญกับท่าน มาทราบทีหลังพระที่เคยอยู่กับท่านบอกว่า ตอนกลางคืน
หลวงตาจะเดินตรวจวัด ที่มาวันแรกได้ยินเสียงคนเดินไปมาคงจะเป็นหลวงตามาทดสอบว่าจะเป็น อย่างไร การปฏิบัติบางครั้งเราอ่านหนังสือที่อธิบายละเอียดละออเรื่องธรรมต่างๆจนเราหลงเข้าใจผิดนึกว่าเรา รู้ธรรมแล้ว ธรรมะที่แท้จริงต้องเกิดจากภาคปฏิบัติเท่านั้น เริ่มรักษาศีลให้ได้ทําสมาธิให้จริงจัง (บางคนทําแล้ว ไม่สงบ เลยเลิกทํา) เมื่อใจเป็นสมาธิให้พิจารณาทุกขเวทนาทางกายก่อนให้เห็นเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปโดยที่เรา ไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ เมื่อพิจารณาคล่องแล้ว จิตจะเริ่มมาพิจารณาความคิดปรุงแต่งที่ออกมาจากใจให้เห็นเป็น ความไม่เที่ยง แล้วปล่อยวางพิจารณาบ่อยๆ จนจิตปล่อยวางเองโดยอัตโนมัติจึงถือว่าเข้าสู่เส้นทางธรรม รู้ ธรรม เข้าใจธรรมอย่างแท้จริง