เดินหน้าต่อยังไงในวันที่คนที่รักที่สุดไม่อยู่แล้ว

คุณแม่พึ่งเสียไปค่ะเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เรากับแม่สนิทกันมากๆ ไปไหนไปด้วยกัน มีอะไรคุยกันตลอด พอหลังจากเขาไปทุกๆ อย่างไม่ว่าหนูจะทำอะไรก็นึกถึงแต่เขา กินข้าวก็นึกถึงว่าร้านนี้เคยมากินกับเขาตั้งแต่เด็ก ได้กลิ่นหอมก็นึกถึงว่าเขาชอบน้ำหอมมาก ตอนไปโรงเรียนก็นึกถึงตอนเขามาส่ง ตอนเขาอวยพรบอกว่าไปเรียนสู้ๆตอนกลับบ้านก็นึกถึงตอนเขามารับถามเราว่าเหนื่อยมั้ย หิวมั้ย พอคิดแบบนี้ก็ร้องไห้แทบจะตลอดทั้งวันเลยค่ะ
    แม่หนูป่วยมานานหนูก็ทำใจไว้แล้วว่าแม่คงไม่ได้อยู่กับเรานานเหมือนคนอื่นแต่ก็ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้เลย เผลอวาดฝันไว้ว่าแม่คงอยู่ทันหนูจบม.6 ก่อนคงได้ยืนถ่ายรูปด้วยกันแต่มันก็ไม่ทัน หลายๆอย่างยังคาไว้อยู่ที่เดิม ของที่เขายังกินไม่หมด ของที่เขาซื้อมาใหม่แต่ยังไม่ทันได้แกะ พอกลับบ้านมาเห็นก็ยิ่งเจ็บค่ะ เห็นยาที่เยอะมากๆ ของเขาวางไว้บนโต๊ะหนูก็รับรู้ค่ะว่าเขาสู้มาขนาดไหนแล้วแต่การรับรู้และเข้าใจไม่ได้หมายความว่าจะไม่เสียใจ ตื่นมาตอนเช้าหนูรู้สึกโหว่งๆ รู้สึกเหมือนไม่รู้จะทำอะไรต่อ เอายังไงต่อดี หนูไม่เชื่อเลยว่าสักวันหนูจะเลิกเศร้าได้

:พี่ๆ หรือท่านใดที่เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้ผ่านมันมาได้ยังไงคะ มีวิธีเยียวยาตัวเองให้กลับมาได้เร็วๆ ยังไง ขอบคุณค่ะ
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 4
ผมว่าผมเข้าใจดีนะครับ
ประโยคแรก อยากบอกสิ่งที่ วันนี้คุณไม่มีทางจะเชื่อ คือ
แล้วจิตใจเราจะดีขึ้นแน่ๆครับ
สภาพ "เคว้งคว้าง" แบบวันนี้ วันนึง จะผ่านไป
นานแค่ไหน  ไม่น่ามีใครตอบได้  แล้วแต่คน แล้วแต่ความผูกพัน แล้วแต่การปล่อย  แต่ละคนไม่เหมือนกัน
แต่มันจะดีขึ้นแน่ๆ อันนี้ขอยืนยันครับ
ระลึกไว้อย่างนึงว่า
สภาพจิตใจที่เคว้งคว้างโหยหา แบบที่เป็นอยู่วันนี้  วันนึงจะดีขึ้นแน่ๆ
แต่ สุขภาพและอนาคตของเรา ถ้าปล่อยทิ้งขว้างไปกับใจที่สลายอยู่ตอนนี้  มันจะไม่มีทางดีขึ้นและอาจเอากลับคืนมาไม่ได้อีก

ส่วนวิธีผ่านช่วงเวลาอันแสนสาหัสนี้ไปของผมเองนั้น  ผมผ่านมาแบบนี้ครับ
ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า  ผมผ่านมาแบบไม่ดีนัก ทุลักทุเลมาก บาดเจ็บสาหัสมาก
วันนี้แค่ลุกขึ้นยืนได้บ้างแล้ว  ดังนั้นวิธีของผม คุณต้องพิจารณาเอาเองนะครับ อันไหนไม่ใช่ ก็ข้ามไปเลย
วิธีผมครับ
1. ฝืนใช้ชีวิตครับ  ช่วงนั้นผมฝืนทุกอย่าง เพื่อให้ชีวิตปกติที่สุด ทำชีวิตให้ดีที่สุด เท่าที่ทำได้
    ด้วยการ "ฝืน"  ทั้งๆที่เหมือนคนไร้วิญญาณ และไม่อยากหายใจต่อแล้ว
2. ผมเชื่อมั่นใน "ชีวิตหลังความตาย"  คนรักเราเขาไม่ได้หายไปไหน ไม่ได้สูญหายไปเลย  เขาแค่ไปอยู่ในมิตินึง ที่เราติดต่อกันไม่ได้
    เขายังรับรู้เรื่องของเราได้  ยังคงเป็นกำลังใจให้เราอยู่  และไม่อยากเห็นเราจมดิ่งอยู่กับความทุกข์
3. ทำบุญอุทิศส่วนกุศล  และฟังคลิปธรรมะ กับคลิปจิตแพทย์ เยียวยาตัวเองทุกวัน
4. พยายามเข้าใจ และบอกตัวเองเสมอว่า เขาไปดีแล้ว  เขาไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกแล้ว เขาเสียสละและเหนื่อยมามากพอแล้ว
5. คุยกับรูปเขาทุกวัน  บอกรัก บอกคิดถึง บอกกิจวัตรของเรากับเขาทุกวัน และทิ้งท้ายว่า เราอยู่ได้ไม่ต้องเป็นห่วงนะ
6. ตั้งใจ มองหาโอกาส ทำความดีทุกวัน  ด้วยเชื่อมั่นสุดหัวใจว่า ความดีของเราจะทำให้เรามีโอกาสไปเจอเขา ไปช่วยเขา ได้เร็วและได้ดีที่สุด
7. ช่วงแรกๆ ทำตามคำแนะนำของคนอื่นไม่ได้เลย  เช่น ให้ปล่อยวาง (ผมปล่อยวางไม่เป็น)  ให้เอาธรรมะเป็นที่พึ่ง (ผมเรียนธรรมะไม่ทัน)
    เลยใช้วิธีหนีความทุกข์ไปเป็นระยะ  หาเรื่องอื่นมา focus  
    ส่วนคำแนะนำเรื่องการจัดบ้านใหม่ การย้ายที่อยู่ เพื่อไม่ให้เห็นภาพเดิมๆนั้น  ผมทำไม่ได้  ผมอยู่แบบเดิม วางของแบบเดิม
    คุยกับเขาทุกวันแบบเดิม  จะไปไหน ไปกับใคร กลับเมื่อไหร่ ก็บอกเขาทุกครั้ง
    ช่วงแรกๆ ร้องไห้ทุกวัน  วันละหลายๆรอบ  ผ่านสถานที่ ที่มีความหลังความทรงจำ ก็ใจสลายน้ำตาแตกอยู่ร่ำไป
    เรื่องนึง ที่ผมไม่เชื่อเลยจนถึงทุกวันนี้ คือ วันนึงน้ำตาเราจะแห้ง จะหมดไป    
    มันไม่จริงครับ  ชีวิตที่ผมผ่านมา 7 ปีแล้ว น้ำตาไม่เคยแห้งเลย........ขณะพิมพ์อยู่ ก็คิดถึง น้ำตาก็ไหลมาเองอีกแล้ว
    
ชีวิตผมเริ่มดีขึ้น  ยืนเองได้แล้ว  นิสัยตัวเองดีขึ้นมาก  เกเรลดลงจนเกือบหมด  ยังคงฟังธรรมะและคลิปจิตแพทย์อยู่ทุกวัน
แต่ชีวิตไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลย  
ไม่มีสักวันที่ไม่คิดถึงเธอ........

ไม่แน่ใจบทความนี้จะมีประโยชน์กับคุณบ้างไหม
อันไหนไม่ดีก็ทิ้งไปข้ามไปนะครับ
แต่เขียนจากเรื่องจริงที่เจอมากับตัวเอง
ชีวิตไม่ได้สวยงาม  ไม่มีดอกไม้แสนสดใส
จนกว่าจะถึงวันที่เราจะ "เข้าใจชีวิตจริงๆ"  ความสงบสวยงามก็มาเองแบบง่ายๆ แบบธรรมชาติที่สุดครับ ขอยืนยัน.......
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่