[ข่าว] “บีเทิลจุนซู” ที่มุกตลกเข้าเป้าไม่พลาด “ผมตลกขึ้นเยอะเลยนะครับ”
ในวงการมิวสิคัลเกาหลีมี “จุดเปลี่ยน” ใหญ่ ๆ อยู่สองครั้ง
ครั้งแรกคือปี 2001 เมื่อมิวสิคัลเรื่อง The Phantom of the Opera เปิดการแสดงรอบปฐมทัศน์ในเกาหลี ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการอุตสาหกรรมมิวสิคัลในประเทศ
อีกครั้งคือวันที่ 26 มกราคม 2010 วันที่ คิมจุนซู ก้าวขึ้นเวทีมิวสิคัลครั้งแรกกับเรื่อง ‘모차르트!’ (Mozart!) วันนั้นถูกขนานนามว่าเป็น “เส้นแบ่งวันเวลาแห่งมิวสิคัลเกาหลี” เพราะการปรากฏตัวของเขาช่วยผลักดันให้มิวสิคัลเข้าถึงมหาชนมากขึ้น
และหลังจากเวลาผ่านไป ก็มีจุดเปลี่ยนใหม่เกิดขึ้นอีกครั้ง — การพบกันระหว่างคิมจุนซูกับ ‘Beetlejuice’
แม้คาแรกเตอร์แนว “เหนือมนุษย์” จะเป็นเหมือนเครื่องหมายการค้าของเขา แต่ ‘Beetlejuice’ นั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ก่อนหน้านี้เขารับบทจริงจังและหนักหน่วงมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอมตะอย่างแดร็กคิวลา หรือบทที่เกี่ยวข้องกับความตายอย่างเอลิซาเบธ แต่ครั้งนี้ เขากลับมารับบทเป็นผีอายุ 100 พันล้านปี ที่ “ต้องตลกถึงจะอยู่รอด”
คิมจุนซูกล่าวว่า “หลังจากตัดสินใจรับงานชิ้นนี้ ก็มีความกังวลตามมาอย่างมาก แต่เพราะแบบนั้นยิ่งทำให้ผมอยากลอง แม้ที่ผ่านมาผมจะท้าทายตัวเองมาตลอด แต่การเลือก ‘Beetlejuice’ ถือเป็นการตัดสินใจที่ต้องใช้ความกล้ามากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา”
เขากล่าวว่า “ตอนที่ได้แคสติ้ง แม้กระทั่งหลังเซ็นสัญญาแล้ว ทั้งผมเองและแม้แต่แฟน ๆ ก็ยังรู้สึกสงสัย ผมรู้ดีว่ามีความกังวลอยู่มาก แต่พอมองย้อนกลับไป ตอนนี้กระแสตอบรับดีกว่าความกังวลก่อนเปิดการแสดงมากเลยครับ” (หัวเราะ)
แม้จะตัดสินใจครั้งใหญ่เพื่อรับความท้าทายนี้ แต่ในช่วงซ้อมกลับเป็น “ช่วงเวลาแห่งความลังเล” ต่อเนื่อง เขาถึงกับคิดว่า “ระดับความแรงของคาแรกเตอร์มันขนาดนี้เลยเหรอ?” เพราะนี่คือแบล็กคอเมดี้เต็มตัว และ “คำด่าที่รสจัดจ้าน” บนเวทีก็กลายเป็นดาบสองคมสำหรับเขา
เขาเล่าว่า “แฟน ๆ คิดว่าผมเป็นคนที่พูดคำหยาบไม่เป็นเลย นั่นกลายเป็นเหมือน ‘โซ่ตรวน’ ทางภาพลักษณ์สำหรับผม ทั้งที่จริง ๆ ผมก็พูดได้เหมือนกันนะครับ (หัวเราะ) แต่พอต้องพูดแบบตรง ๆ บนเวที ก็อดกังวลไม่ได้ว่าผู้ชมจะรับอย่างไร ตอนซ้อมมีบางช่วงที่ถึงกับคิดว่า ‘หรือจะบอกว่าทำไม่ได้’ แล้วอยากหนีไปเลยก็มี”
ยิ่งไปกว่านั้น บท Beetlejuice ยังหนักหน่วงในทุกมิติ ไม่ใช่แค่ต้องร้องเพลง แต่ยังมีบทพูดมหาศาลมากกว่าผลงานอื่นถึงสามเท่า ต้องจับจังหวะกับเทคนิคเวทีราวกับ “มายากล” และขยับท่าทางต่อเนื่องแทบไม่หยุด ตลอดระยะเวลาการแสดงเกือบ 3 ชั่วโมง (รวมพักครึ่ง) แทบไม่มีช่วงที่ตัวละครหายจากเวที
เขากล่าวว่า “ตอนร้องเพลง ดนตรีแบบลูปจะไม่รอผม เราต้องยัดบทพูดทั้งหมดให้ลงพอดีกับจังหวะ”
พร้อมเผยอีกว่า “ถึงขั้นว่าต่อให้กำลังหลับอยู่ ถ้ามีใครมากดปุ่ม ผมก็ต้องสามารถปล่อยบทพูดออกมาได้เหมือนเป็น AI เลยล่ะ เพราะแบบนั้น ปริมาณการซ้อมจึงมากกว่าปกติถึง 2–3 เท่า”
🎥 จุนซูแสดงเพลงจากมิวสิคัล Beetlejuice ในรายการ M countdown
Beetlejuice เวอร์ชันที่คิมจุนซูแสดงให้บรรยากาศราวกับเป็นคอนเสิร์ตของเขาเอง สมกับสถานะซูเปอร์สตาร์แห่งวงการมิวสิคัล ทุกการแสดงบัตรจำหน่ายหมดเกลี้ยง แม้ผลงานของเขาจะขึ้นชื่อเรื่องขายหมดเสมออยู่แล้ว แต่ครั้งนี้กระแสตอบรับยิ่งเกินกว่าที่ผ่านมา เพราะนอกจากพลังดึงดูดของชื่อเสียงแล้ว ยังสะท้อนถึงความสำเร็จในฐานะนักแสดงที่สามารถย่อยคาแรกเตอร์ใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของเขา
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้เติมเต็มความฝันด้าน “สัญชาตญาณสายตลก” ของตัวเองด้วย
เขากล่าวว่า “จริง ๆ แล้วผมชอบทำให้คนหัวเราะมากนะครับ ในหมู่เพื่อน ๆ ผมนี่แทบจะเป็นนักแสดงตลกเลย เวลาที่ทำให้ใครสักคนหัวเราะได้ ความรู้สึกตื่นเต้นและสะใจมันมหาศาลมาก แม้ในบทที่จริงจังหรือเท่ ๆ ถ้ามีฉากที่พอจะเล่นตลกได้ ผมก็พยายามใช้มันอย่างเต็มที่เสมอ”
เขากล่าวว่า “แม้ ‘อะลาดิน’ จะไม่ใช่คอมเมดี้เต็มรูปแบบ แต่ตอนที่แสดง ผมชอบเสียงหัวเราะจากผู้ชม รวมถึงเสียงหัวเราะใส ๆ ของเด็ก ๆ มาก มันเป็นทั้งพลังใจและการเยียวยาสำหรับผมในฐานะนักแสดง” พร้อมเสริมว่า “ผมอยากทลายกรอบของตัวเอง และคิดว่าถ้าทำออกมาได้ดี ก็น่าจะช่วยให้ผมเติบโตในฐานะนักแสดง จึงตัดสินใจท้าทายตัวเองมากขึ้น”
คิมจุนซูใช้ชีวิตบนเวทีราวกับ “ใช้ชีวิตครั้งสุดท้าย” ในทุกการแสดง จนเพื่อนนักแสดงและทีมงานยังต้องทึ่ง เพราะเขามักทำให้ทุกคาแรกเตอร์กลายเป็น “แบบฉบับคิมจุนซู” เสมอ จนบางครั้งการตีความของเขากลายเป็นมาตรฐานใหม่
อย่างในเรื่อง Elisabeth บท “Tod” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความตาย เดิมทีไม่ได้มีการเต้น แต่คิมจุนซูเปลี่ยนกติกา เขาใส่การเต้นเข้าไป และหลังจากนั้น “การเต้น” ก็กลายเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของบทในหลายประเทศทั่วโลก และทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากบทนี้ จุนซูเขียนประวัติศาสตร์ของตัวเองบนเวทีมานานแล้ว ทว่ากล่าวว่างานชิ้นนี้ทำให้เขาได้ความมั่นใจในอีกแบบหนึ่ง
เขาเล่าว่า “ผมคิดว่าที่ผ่านมา ผมก็ถ่ายทอดบทบาทหลากหลายด้วยสีสันของตัวเองมาตลอด แต่ก็มักได้ยินคำวิจารณ์ว่า ‘เขาแค่มีสายตาเลือกงานที่ดี ไม่ได้เป็นนักแสดงที่มีสเปกตรัมกว้างนัก’ ผมเลยคิดว่าถ้าทำผลงานชิ้นนี้ได้ดี อย่างน้อยคำพูดเรื่องสเปกตรัมก็คงไม่ถูกหยิบมาพูดอีก และตอนนี้ผมรู้สึกว่ากำลังไปได้ดีทีเดียว”
ทุกวันนี้เขาสนุกกับการได้ปลดปล่อย “ความค้างคาใจเรื่องงานแนวตลก” ของตัวเอง เขาพูดติดตลกว่า
“อัตราความเข้าเป้าของมุกผมสูงมากนะครับ” ก่อนจะเว้นจังหวะเล็กน้อยแล้วหัวเราะ “ผมมีความภูมิใจในความตลกของตัวเองเหมือนกัน”
คิมจุนซูที่เปิดปีใหม่ด้วย ‘Beetlejuice’ มีตารางงานแน่นยาวไปถึงปี 2028 ตัวละครใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนกำลังรออยู่ และยังมีแนวโน้มว่าเขาจะออกอัลบั้มเต็มในรอบ 10 ปีภายในปีนี้ด้วย
ท้ายที่สุด จุนซูกล่าวถึงความปรารถนาบนเวทีว่า
“ถ้าจะต้องมีความทะเยอทะยานอะไร ก็คืออยากให้ผู้ชมดูการแสดงของผมแล้วรู้สึกว่า ‘ค่าบัตรไม่เสียเปล่า’ นั่นคือภารกิจเดียวของผมครับ”
ต้นฉบับข่าว
https://n.news.naver.com/article/016/0002604697
คิมจุนซู ประสบความสำเร็จกับมิวสิคัลตลกเรื่องแรกของเขา BEETLEJUICE
[ข่าว] “บีเทิลจุนซู” ที่มุกตลกเข้าเป้าไม่พลาด “ผมตลกขึ้นเยอะเลยนะครับ”
ในวงการมิวสิคัลเกาหลีมี “จุดเปลี่ยน” ใหญ่ ๆ อยู่สองครั้ง
ครั้งแรกคือปี 2001 เมื่อมิวสิคัลเรื่อง The Phantom of the Opera เปิดการแสดงรอบปฐมทัศน์ในเกาหลี ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการอุตสาหกรรมมิวสิคัลในประเทศ
อีกครั้งคือวันที่ 26 มกราคม 2010 วันที่ คิมจุนซู ก้าวขึ้นเวทีมิวสิคัลครั้งแรกกับเรื่อง ‘모차르트!’ (Mozart!) วันนั้นถูกขนานนามว่าเป็น “เส้นแบ่งวันเวลาแห่งมิวสิคัลเกาหลี” เพราะการปรากฏตัวของเขาช่วยผลักดันให้มิวสิคัลเข้าถึงมหาชนมากขึ้น
และหลังจากเวลาผ่านไป ก็มีจุดเปลี่ยนใหม่เกิดขึ้นอีกครั้ง — การพบกันระหว่างคิมจุนซูกับ ‘Beetlejuice’
แม้คาแรกเตอร์แนว “เหนือมนุษย์” จะเป็นเหมือนเครื่องหมายการค้าของเขา แต่ ‘Beetlejuice’ นั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ก่อนหน้านี้เขารับบทจริงจังและหนักหน่วงมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอมตะอย่างแดร็กคิวลา หรือบทที่เกี่ยวข้องกับความตายอย่างเอลิซาเบธ แต่ครั้งนี้ เขากลับมารับบทเป็นผีอายุ 100 พันล้านปี ที่ “ต้องตลกถึงจะอยู่รอด”
คิมจุนซูกล่าวว่า “หลังจากตัดสินใจรับงานชิ้นนี้ ก็มีความกังวลตามมาอย่างมาก แต่เพราะแบบนั้นยิ่งทำให้ผมอยากลอง แม้ที่ผ่านมาผมจะท้าทายตัวเองมาตลอด แต่การเลือก ‘Beetlejuice’ ถือเป็นการตัดสินใจที่ต้องใช้ความกล้ามากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา”
เขากล่าวว่า “ตอนที่ได้แคสติ้ง แม้กระทั่งหลังเซ็นสัญญาแล้ว ทั้งผมเองและแม้แต่แฟน ๆ ก็ยังรู้สึกสงสัย ผมรู้ดีว่ามีความกังวลอยู่มาก แต่พอมองย้อนกลับไป ตอนนี้กระแสตอบรับดีกว่าความกังวลก่อนเปิดการแสดงมากเลยครับ” (หัวเราะ)
แม้จะตัดสินใจครั้งใหญ่เพื่อรับความท้าทายนี้ แต่ในช่วงซ้อมกลับเป็น “ช่วงเวลาแห่งความลังเล” ต่อเนื่อง เขาถึงกับคิดว่า “ระดับความแรงของคาแรกเตอร์มันขนาดนี้เลยเหรอ?” เพราะนี่คือแบล็กคอเมดี้เต็มตัว และ “คำด่าที่รสจัดจ้าน” บนเวทีก็กลายเป็นดาบสองคมสำหรับเขา
เขาเล่าว่า “แฟน ๆ คิดว่าผมเป็นคนที่พูดคำหยาบไม่เป็นเลย นั่นกลายเป็นเหมือน ‘โซ่ตรวน’ ทางภาพลักษณ์สำหรับผม ทั้งที่จริง ๆ ผมก็พูดได้เหมือนกันนะครับ (หัวเราะ) แต่พอต้องพูดแบบตรง ๆ บนเวที ก็อดกังวลไม่ได้ว่าผู้ชมจะรับอย่างไร ตอนซ้อมมีบางช่วงที่ถึงกับคิดว่า ‘หรือจะบอกว่าทำไม่ได้’ แล้วอยากหนีไปเลยก็มี”
ยิ่งไปกว่านั้น บท Beetlejuice ยังหนักหน่วงในทุกมิติ ไม่ใช่แค่ต้องร้องเพลง แต่ยังมีบทพูดมหาศาลมากกว่าผลงานอื่นถึงสามเท่า ต้องจับจังหวะกับเทคนิคเวทีราวกับ “มายากล” และขยับท่าทางต่อเนื่องแทบไม่หยุด ตลอดระยะเวลาการแสดงเกือบ 3 ชั่วโมง (รวมพักครึ่ง) แทบไม่มีช่วงที่ตัวละครหายจากเวที
เขากล่าวว่า “ตอนร้องเพลง ดนตรีแบบลูปจะไม่รอผม เราต้องยัดบทพูดทั้งหมดให้ลงพอดีกับจังหวะ”
พร้อมเผยอีกว่า “ถึงขั้นว่าต่อให้กำลังหลับอยู่ ถ้ามีใครมากดปุ่ม ผมก็ต้องสามารถปล่อยบทพูดออกมาได้เหมือนเป็น AI เลยล่ะ เพราะแบบนั้น ปริมาณการซ้อมจึงมากกว่าปกติถึง 2–3 เท่า”
🎥 จุนซูแสดงเพลงจากมิวสิคัล Beetlejuice ในรายการ M countdown
Beetlejuice เวอร์ชันที่คิมจุนซูแสดงให้บรรยากาศราวกับเป็นคอนเสิร์ตของเขาเอง สมกับสถานะซูเปอร์สตาร์แห่งวงการมิวสิคัล ทุกการแสดงบัตรจำหน่ายหมดเกลี้ยง แม้ผลงานของเขาจะขึ้นชื่อเรื่องขายหมดเสมออยู่แล้ว แต่ครั้งนี้กระแสตอบรับยิ่งเกินกว่าที่ผ่านมา เพราะนอกจากพลังดึงดูดของชื่อเสียงแล้ว ยังสะท้อนถึงความสำเร็จในฐานะนักแสดงที่สามารถย่อยคาแรกเตอร์ใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของเขา
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้เติมเต็มความฝันด้าน “สัญชาตญาณสายตลก” ของตัวเองด้วย
เขากล่าวว่า “จริง ๆ แล้วผมชอบทำให้คนหัวเราะมากนะครับ ในหมู่เพื่อน ๆ ผมนี่แทบจะเป็นนักแสดงตลกเลย เวลาที่ทำให้ใครสักคนหัวเราะได้ ความรู้สึกตื่นเต้นและสะใจมันมหาศาลมาก แม้ในบทที่จริงจังหรือเท่ ๆ ถ้ามีฉากที่พอจะเล่นตลกได้ ผมก็พยายามใช้มันอย่างเต็มที่เสมอ”
เขากล่าวว่า “แม้ ‘อะลาดิน’ จะไม่ใช่คอมเมดี้เต็มรูปแบบ แต่ตอนที่แสดง ผมชอบเสียงหัวเราะจากผู้ชม รวมถึงเสียงหัวเราะใส ๆ ของเด็ก ๆ มาก มันเป็นทั้งพลังใจและการเยียวยาสำหรับผมในฐานะนักแสดง” พร้อมเสริมว่า “ผมอยากทลายกรอบของตัวเอง และคิดว่าถ้าทำออกมาได้ดี ก็น่าจะช่วยให้ผมเติบโตในฐานะนักแสดง จึงตัดสินใจท้าทายตัวเองมากขึ้น”
คิมจุนซูใช้ชีวิตบนเวทีราวกับ “ใช้ชีวิตครั้งสุดท้าย” ในทุกการแสดง จนเพื่อนนักแสดงและทีมงานยังต้องทึ่ง เพราะเขามักทำให้ทุกคาแรกเตอร์กลายเป็น “แบบฉบับคิมจุนซู” เสมอ จนบางครั้งการตีความของเขากลายเป็นมาตรฐานใหม่
อย่างในเรื่อง Elisabeth บท “Tod” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความตาย เดิมทีไม่ได้มีการเต้น แต่คิมจุนซูเปลี่ยนกติกา เขาใส่การเต้นเข้าไป และหลังจากนั้น “การเต้น” ก็กลายเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของบทในหลายประเทศทั่วโลก และทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากบทนี้ จุนซูเขียนประวัติศาสตร์ของตัวเองบนเวทีมานานแล้ว ทว่ากล่าวว่างานชิ้นนี้ทำให้เขาได้ความมั่นใจในอีกแบบหนึ่ง
เขาเล่าว่า “ผมคิดว่าที่ผ่านมา ผมก็ถ่ายทอดบทบาทหลากหลายด้วยสีสันของตัวเองมาตลอด แต่ก็มักได้ยินคำวิจารณ์ว่า ‘เขาแค่มีสายตาเลือกงานที่ดี ไม่ได้เป็นนักแสดงที่มีสเปกตรัมกว้างนัก’ ผมเลยคิดว่าถ้าทำผลงานชิ้นนี้ได้ดี อย่างน้อยคำพูดเรื่องสเปกตรัมก็คงไม่ถูกหยิบมาพูดอีก และตอนนี้ผมรู้สึกว่ากำลังไปได้ดีทีเดียว”
ทุกวันนี้เขาสนุกกับการได้ปลดปล่อย “ความค้างคาใจเรื่องงานแนวตลก” ของตัวเอง เขาพูดติดตลกว่า
“อัตราความเข้าเป้าของมุกผมสูงมากนะครับ” ก่อนจะเว้นจังหวะเล็กน้อยแล้วหัวเราะ “ผมมีความภูมิใจในความตลกของตัวเองเหมือนกัน”
คิมจุนซูที่เปิดปีใหม่ด้วย ‘Beetlejuice’ มีตารางงานแน่นยาวไปถึงปี 2028 ตัวละครใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนกำลังรออยู่ และยังมีแนวโน้มว่าเขาจะออกอัลบั้มเต็มในรอบ 10 ปีภายในปีนี้ด้วย
ท้ายที่สุด จุนซูกล่าวถึงความปรารถนาบนเวทีว่า
“ถ้าจะต้องมีความทะเยอทะยานอะไร ก็คืออยากให้ผู้ชมดูการแสดงของผมแล้วรู้สึกว่า ‘ค่าบัตรไม่เสียเปล่า’ นั่นคือภารกิจเดียวของผมครับ”
ต้นฉบับข่าว https://n.news.naver.com/article/016/0002604697