กระแส 'รัฐบาลไฟจราจร' ปูทางยุบสภา สกัด รัฐบาลบาร์โค้ด

การจัดตั้ง“รัฐบาลบาร์โค้ด” ที่นำโดย “ภูมิใจไทย” ที่เปิดดีลจับขั้วพรรคร่วมได้เกือบ 300 เสียง อาจไม่ง่ายแม้ “ค่ายน้ำเงิน” พรรคเดียวจะได้ชนะเลือกตั้งได้เกือบ 200 เสียง และเมื่อรวมกับ “บารมี” ที่แผ่ไปยัง “สภาฯสูง” อีกราว 140 เสียง เท่ากับว่าเกือบเป็น “เสียงข้างมาก” ของการประชุมร่วมรัฐสภา ผูกขาดการลงมติต่าง ๆ แทบทั้งหมด โดยเฉพาะการ “แก้ไข-ร่างรัฐธรรมนูญใหม่” ที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากประชาชนกว่า 60% เรียกร้องผ่านการออกเสียงประชามติเมื่อ 8 ก.พ.







ขณะที่หลายฝ่ายกำลังคาดการณ์ถึงประเด็น “ค่ายสีเขียว” พรรคกล้าธรรม ถูกตัดออกจาก “สมการร่วมรัฐบาล” เนื่องจากความขัดแย้งกันในช่วงก่อน-ระหว่างเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมา

โดยเฉพาะการ “สู้กันหนัก” ในบางเขต ทั้งที่ก่อนหน้านี้ “มีสัญญาใจ” แล้วว่าจะหลีกทางให้กัน ส่งผลให้ “ค่ายน้ำเงิน” ได้ สส.ไม่ตรงตามเป้า “ถูกเจาะยาง” ในบางพื้นที่ “บ้านใหญ่” ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัด คือ สุพรรณบุรี และมีหลายเขตที่มีความทับซ้อนกันเช่น เพชรบูรณ์ เป็นต้น

นอกจากนี้ สัญญาณเมิน ไม่เชิญ “กล้าธรรม”เข้าร่วม “รัฐบาลบาร์โค้ด” ย่อมเป็นข้อดี ที่ทำให้โควตาสส.กับตำแหน่งรัฐมนตรี สัดส่วนจะอยู่ราวๆ 8 สส.ต่อ 1 เก้าอี้ น้อยกว่าสูตรที่มี “ค่ายสีเขียว” เข้าร่วม ซึ่งต้องขยับไปที่ 10 สส.ต่อ 1 เก้าอี้ ส่งผลต่อการจัดสรรโควตาบรรดาบ้านใหญ่ “สีน้ำเงิน” เกือบ 20 บ้าน และยังไม่นับ “โควตากลาง” อีก 4-5 คน ที่เปิดตัวชัดเจนแล้ว เช่น ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และบวรศักดิ์ อุวรรณโณ

หากสังเกตบรรยากาศทางการเมืองในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา สีหน้าของ “บิ๊กเนมค่ายสีเขียว” ดูไม่สู้ดีนัก ทั้งจากภาพสื่อที่ “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ไปคุยกับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯคนปัจจุบัน รวมถึงท่าทีของ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ที่ออกอาการในการแถลงข่าวว่า ให้รอดูการรับรองผลการเลือกตั้งครั้งนี้เสียก่อน ค่อยว่ากัน รวมถึงประกาศว่า “ไม่กลัวใครบีบ ใครบีบมาเดี๋ยวสวนกลับ”

ทำให้จนถึงเวลานี้ (23 ก.พ.) ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า “กล้าธรรม” ไม่ได้ไปต่อในการร่วมจัดตั้ง “รัฐบาลบาร์โค้ด” ขณะที่ “ธรรมนัส” หอบครอบครัวบินไปดู “แสงเขียว” ที่เมืองแลปแลนด์ ประเทศฟินแลนด์ โชว์ภาพสวมเสื้อโค้ทแบรนด์เนมหรู Chrome Hearts ราคาหลักล้านบาทไทย ยืนท่ามกลางหิมะหนาวเหน็บ ท่ามกลางแสงออโรร่าสีเขียวบนท้องฟ้าเป็นแบ็คกราวด์ สวนทางกับ “อุณหภูมิ” ร้อนแรงของสภาพอากาศ และการเมืองไทย

อย่างไรก็ดี แม้หลายคนคิดกันว่า “ค่ายสีเขียว” หมดโอกาสเข้าร่วมรัฐบาล และต้องตกเป็นฝ่ายค้านร่วมกับ “ก๊กส้ม” พรรคประชาชน (ปชน.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) ทว่า ล่าสุด มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างเริ่มเซ็งแซ่ขึ้นมาว่า “บางคน” อาจ “ดัดหลัง” แก้เกมด้วยการตั้ง “รัฐบาลไฟจราจร” ขึ้นมาแข่ง 255 เสียง

โดยควันหลงงานสัมมนา “พรรคส้ม” 21-22 ก.พ.ที่ผ่านมา ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถ.วิภาวดี พรรค ปชน.จัดงานสัมมนาแก่แกนนำพรรค ผู้สมัคร สส. และสมาชิกพรรค เพื่อ “ถอดบทเรียน” ความพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้ง 69 ทั้งที่ก่อนหน้านี้ “โพลของพรรค” รวมถึง “กระแสโซเชียล” และ “โพลสำนักต่าง ๆ” ยกให้ “ปชน.” ได้เสียง สส.มาอันดับ 1 และมีแนวโน้มชนะเลือกตั้ง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ทว่า เมื่อผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการออกมาในช่วงค่ำคืนวันที่ 8 ก.พ.หลังปิดหีบ แกนนำพรรคส้มตกอยู่ในอาการ “ช็อค” แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า “พ่ายแพ้” แม้จะเผื่อใจเอาไว้บ้างว่า อาจมีสิทธิ์ไม่ชนะ แต่ไม่คิดว่าจะแพ้หนักขนาด สส.หายไป 33 คน แม้ว่า กทม.จะกลายเป็น “เมืองหลวงส้ม” ได้ สส.ปชน.ครบ 33 เขตก็ตาม

ในการถอดบทเรียนศึกเลือกตั้ง 69 ของพรรคส้ม สรุปสาระสำคัญคือ การพ่ายแพ้ในการ “ทำพื้นที่” ของผู้สมัคร สส.ในต่างจังหวัด โดย “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค สรุปบทเรียนจากสัมมนา 2 วันที่ผ่านมา ระบุว่า ทำให้เราเห็นความจริงอย่างชัดเจนว่า การชนะสนามความคิดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

เราเคยประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งปี 62 และปี 66 เราเคยเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่เมื่อกลุ่มการเมืองชนชั้นนำเอาจริง รวมพลังกันแบ่งพื้นที่ ใช้เครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ใช้สงครามข่าวสาร และรุมโจมตีทุกทิศทาง เราก็เห็นแล้วว่าการเมืองในพื้นที่คือสนามที่เราต้องเสริมกำลังอย่างจริงจัง

ภารกิจต่อไปของพวกเราจึงไม่ใช่เพียงการเอาชนะทางความคิด แต่คือการสร้างความเข้มแข็งในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

“ระบบจัดตั้งของเราจะไม่ใช่ระบบเงิน ไม่ใช่หัวคะแนน ไม่ใช่เครือข่ายอุปถัมภ์ เครือข่ายกลไกรัฐราชการ แต่เราจะทำระบบอาสาสมัครของพรรคประชาชนที่ยึดโยงกันด้วยอุดมการณ์ ทำงานใกล้ชิดประชาชนอย่างแท้จริง เป้าหมายขั้นต่ำของเราคือการสร้างเครือข่าย “อาสาส้ม” ให้ครอบคลุมกว่า 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ ผมรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นี่เป็นการต่อสู้เดียวที่จะสามารถเอาชนะระบบจัดตั้งอุปถัมภ์ค้ำชูเหล่านี้ได้” ณัฐพงษ์ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของพรรคในช่วงที่ผ่านมา

ทว่าในงานสัมมนาหารือดังกล่าว เริ่มมีแนวคิดหลุดออกมาจากบางวงว่า ถ้าหากมีสิทธิจัดตั้ง “รัฐบาลไฟจราจร” ขึ้น ประกอบด้วย พรรค ปชน. 118 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง พรรคกล้าธรรม 58 เสียง และพรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นเครือข่ายของเพื่อไทยอีก 5 เสียง รวม 255 เสียง เพื่อโหวตให้ “เท้ง ณัฐพงษ์” เป็นนายกฯ คนที่ 34 เพื่อเข้าไป “ยุบสภาฯ” ทันที โดยไม่ต้องจัดตั้ง ครม.ใด ๆ อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในขณะนี้

เนื่องจากบางกลุ่มมองว่า การเลือกตั้งหนนี้ มีความผิดพลาดค่อนข้างเยอะ ความไม่ชอบมาพากลของ กกต.รวมถึงกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) เกิดขึ้นหลายแห่ง ทั้งผ่านหน้าสื่อ และที่ผ่านการรับรู้จากการสังเกตการณ์ของตัวแทนพรรคการเมืองหลายพรรค

นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนปมสำคัญคือ “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” บน “บัตรเลือกตั้ง” ของ กกต.ที่นักวิชาการ และกูรูทางการเมืองหลายคน มองว่า อาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นไปโดยตรงและโดยลับ ตามนัยแห่งมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่ง 2 ผู้นำทางความคิดฝ่ายอนุรักษนิยมเก่าแถวหน้าคือ “วิษณุ เครืองาม” ซือแป๋กฎหมายระดับ “ครุฑ” และ “จรัญ ภักดีธนากุล” อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้ความเห็นทำนองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่เป็นไปโดยลับ อาจเป็นการ “ส่งสัญญาณ” บางอย่างไปถึง “ใครบางคน” หรือไม่

ดังนั้นการจัดตั้ง “รัฐบาลไฟจราจร” แดง-ส้ม-เขียว ดังกล่าวเป็นการ “ผ่าทางตัน” แบบ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว” กล่าวคือ

1.บางพรรคได้ “เอาคืน” ค่ายน้ำเงินที่ทำอดเข้าร่วมรัฐบาล 2.มีคำอธิบายให้กับประชาชน-ฐานเสียงได้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่เป็นไปโดยชอบ จึงเข้าไปเพื่อ “ยุบสภาฯ” รีเซ็ตระบบ จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่อย่างโปร่งใสดีกว่า

นอกจากนี้ ที่น่าสนใจเริ่มมี “บางวง” วางฉากทัศน์ไปถึงเกมการเลือกตั้งครั้งถัดไป ที่อาจจะมีการ “แตกพรรคใหม่” ไว้สู้ “เครือข่ายรัฐพันลึก” แยกออกจากการนำของ “กลุ่มเพื่อนเอก” ที่พา “พรรคส้ม” เดินพลาดไปแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรกคือ การพยายาม “บิ๊กดีล” Grand Compromise ที่ไม่ประสบความสำเร็จ ครั้งถัดมาคือการโหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ หวังแลกการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ แต่สุดท้ายโดน “ต้มส้ม”



อย่างไรก็ดีแนวคิดต่าง ๆ ข้างต้น เป็นเพียงการโยนหินถามทาง หรือแลกเปลี่ยนไอเดียกันใน “บางวง” เท่านั้น ยังไม่ใช่แนวคิดที่ “ตกผลึก” ที่สำคัญเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ “พรรคกล้าธรรม” ว่าจะ “กล้าทำ” เสี่ยงแหกคอก เพื่อฝ่าฝืน “ใบอนุญาตใบที่ 2” หรือไม่

https://www.facebook.com/share/p/18N4jEURxX/?mibextid=ZbWKwL

#รัฐบาล #พรรคประชาชน #เพื่อไทย #กล้าธรรม #เนชั่นสุดสัปดาห์ #การเมือง #ข่าวล่าสุด


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่