โพธิ์ 7 สี (หรือที่บางคนเรียกตามลักษณะใบว่า โพธิ์สามสี หรือ โพธิ์ด่าง)
ในทาง การแพทย์แผนไทย และความเชื่อเรื่องสมุนไพร
ต้นโพธิ์ลักษณะนี้มักถูกจัดอยู่ในกลุ่มพืชประดับที่มีสรรพคุณทางยาใกล้เคียงกับ "โพทะเล" หรือ "โพธิ์บ้าน"
โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ
สรรพคุณทางยา (ประโยชน์)
ตามตำราสรรพคุณสมุนไพรไทย ส่วนต่างๆ ของต้นมีคุณสมบัติดังนี้:
1. ใบ: มีรสจืดเย็น ใช้ตำพอกแก้ฟกช้ำ บวม หรือพอกแผลเพื่อลดอาการอักเสบ ช่วยถอนพิษร้อนในร่างกาย
2. เปลือกต้น: มีรสฝาด สมานธาตุ ใช้ต้มดื่มแก้ท้องเสีย แก้บิด หรือใช้ล้างแผลเรื้อรังเพื่อช่วยให้แผลแห้งไวขึ้น
3. ราก: มีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ และในบางตำรับใช้ผสมยาบำรุงโลหิตสำหรับสตรี
4. ดอก: น้ำมันที่สกัดจากดอก (หรือดอกสดต้ม) ใช้หยอดหูแก้ปวดหู หรือทาแก้เคล็ดขัดยอก
โทษและข้อควรระวัง (ทางยา)
แม้จะเป็นพืชที่ดูสวยงามและมีสรรพคุณ แต่ก็มีข้อควรระวังที่ต้องย้ำกันสักหน่อยครับ:
1. ยาง (Sap): ยางของพืชตระกูลโพธิ์หรือโพทะเลบางสายพันธุ์มีฤทธิ์ระคายเคือง หากสัมผัสผิวหนังโดยตรงอาจทำให้เกิดผื่นคัน หรือถ้าเข้าตาอาจทำให้ตาอักเสบอย่างรุนแรง
2. การใช้ภายใน: ไม่ควรต้มดื่มเองในปริมาณมากโดยไม่มีการกำกับดูแล เพราะพืชที่มีสารกลุ่มแทนนิน (ความฝาด) สูง หากใช้ผิดขนาดอาจส่งผลต่อระบบการย่อยอาหารหรือทำให้ท้องผูกอย่างรุนแรง
3. ความเป็นพิษในสัตว์เลี้ยง: ใบและยางอาจเป็นอันตรายต่อสุนัขหรือแมวหากเผลอไปกัดเคี้ยว
มุมมองแพทย์แผนไทย
แพทย์แผนไทยมักเน้นการใช้
"รสยา" เป็นหลัก โพธิ์ 7 สีที่มี
รสฝาด จะเด่นเรื่องการสมาน (สมานแผล/สมานลำไส้) และ
รสเย็น จะเด่นเรื่องการดับพิษไข้และลดการอักเสบ
***ข้อแนะนำ: หากจะใช้เพื่อรักษาโรคจริงๆ ควรปรึกษาแพทย์แผนไทยหรือเภสัชกรรมไทยเพื่อให้จัดเทียบยาที่ถูกต้อง เพราะปัจจุบันโพธิ์ 7 สีส่วนใหญ่ถูกปรับปรุงพันธุ์เพื่อความสวยงาม (ไม้ประดับ) ซึ่งอาจมีปริมาณสารสำคัญต่างจากพืชในป่าธรรมชาติครับ
การนำโพธิ์ 7 สี (หรือโพทะเลด่าง) มาทำยาตามตำรับการแพทย์แผนไทยโบราณ จะแบ่งตามรูปแบบการใช้งานเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดครับ โดยหลักๆ จะแบ่งเป็น
ยาทาภายนอก และ
ยาต้มสำหรับภายใน ดังนี้ครับ
1. การทำยาใช้ภายนอก (เน้นลดอักเสบและสมานแผล)
วิธีนี้ค่อนข้างปลอดภัยและเป็นที่นิยมที่สุดสำหรับพืชตระกูลนี้ครับ
- ตำพอกแก้ฟกช้ำ/ฝีหนอง: * นำใบสด (เลือกใบที่สมบูรณ์ ไม่เหี่ยว) มาล้างให้สะอาด
- ตำให้ละเอียด ผสมกับเหล้าขาวเล็กน้อยเพื่อช่วย "สกัดสาร" และเป็นตัวนำยา
- นำไปพอกบริเวณที่บวม ฟกช้ำ หรือเป็นฝี จะช่วยลดอาการปวดและดูดหนองได้ดี
- น้ำชะล้างบาดแผล: * ใช้เปลือกต้นที่ล้างสะอาดแล้ว นำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ
- ต้มกับน้ำสะอาดจนเดือด (เคี่ยวให้ความฝาดออกมา)
- ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำมาใช้ล้างแผลเรื้อรัง หรือแผลสดเพื่อช่วยให้แผลสมานตัวเร็วขึ้น (รสฝาดมีฤทธิ์ช่วยสมานเนื้อเยื่อ)
2. การทำยาใช้ภายใน (ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ)
การกินยาที่ทำจากส่วนต่างๆ ของต้นไม้ชนิดนี้ ต้องควบคุมปริมาณให้เหมาะสมครับ
- ยาต้มแก้บิด/ท้องเสีย:
- ใช้เปลือกต้นแห้งประมาณ 1 กำมือ
- ต้มกับน้ำ 3 ส่วน เคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน
- จิบแก้ปวดมวนท้องหรือท้องเสีย
- น้ำรากขับปัสสาวะ:
- ใช้รากสดล้างให้สะอาดสับเป็นท่อน
- ต้มกับน้ำดื่มเพื่อช่วยขับปัสสาวะในกรณีที่ปัสสาวะขัด (ควรดื่มในปริมาณน้อยๆ ก่อน)
3. การทำน้ำมันนวด (จากดอก) หากต้นที่บ้านออกดอก สามารถนำมาแปรรูปได้ครับ
- น้ำมันดอกโพธิ์: * นำดอกสดมาเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวด้วยไฟอ่อนๆ
- กรองเอาแต่ส่วนน้ำมันเก็บใส่ขวดโหล
- ใช้ทาถูนวดแก้ปวดเมื่อย หรือใช้หยอดหูเพื่อบรรเทาอาการปวดหู (ควรกรองให้สะอาดที่สุดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ)
สรุปข้อควรระวังในการเตรียมยา
1. ความสะอาด: เนื่องจากเป็นไม้ประดับ ควรระวังเรื่องสารเคมีหรือยาฆ่าแมลงที่เคยฉีดพ่นไว้ก่อนนำมาทำยา
2. ยาง: ขณะเด็ดใบหรือปอกเปลือก หากมีน้ำยางสีขาวออกมา ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง เพราะอาจทำให้ผิวหนังอักเสบ (ควรใส่ถุงมือ)
3. สตรีมีครรภ์: ไม่แนะนำให้รับประทานยาสมุนไพรที่เตรียมเองโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์
**********************************************************
**********************************************************
เพื่อให้คุณรู้จักและดูแล โพธิ์ 7 สี (หรือ โพทะเลด่าง) ได้อย่างถูกต้อง
ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์และการปลูกจะมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ
1. ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
โพธิ์ 7 สี มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า
Hibiscus tiliaceus L. 'Variegatus' จัดอยู่ในวงศ์ชบา (Malvaceae) ซึ่งลักษณะเด่นที่ทำให้คนหลงรักคือ "สีของใบ" ครับ
- ลำต้น: เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง สูงได้ประมาณ 3-5 เมตร (หากปลูกลงดิน) กิ่งก้านมักจะแผ่กว้างเป็นพุ่มกลม เปลือกต้นมีสีเทาเรียบ
- ใบ (จุดเด่น): ใบมีรูปหัวใจ คล้ายใบโพธิ์ ขอบใบเรียบหรือหยักมนเล็กน้อย
ความพิเศษ คือการด่างของใบที่มีหลายเฉดสีในต้นเดียว เช่น เขียว ขาว ครีม ชมพู แดงม่วง และเทาอมเขียว (จึงเป็นที่มาของชื่อ 7 สี) ใบอ่อนมักจะมีสีชมพูหรือแดงเข้มก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนสีเมื่อแก่ขึ้น
- ดอก: ดอกมีรูปร่างคล้ายดอกชบา ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกมีสีเหลืองสดและมีแต้มสีแดงเข้มที่กลางดอก
ที่น่าทึ่งคือ ดอกจะเปลี่ยนสีเป็นสีส้มหรือแดงอิฐก่อนจะร่วงหล่นภายในวันเดียว
- ผล: ผลมีลักษณะกลม ปลายแหลม แบ่งเป็น 5 ช่อง เมื่อแก่จะแห้งและแตกออก
2. วิธีการปลูกและการดูแล : โพธิ์ 7 สี เป็นไม้ที่ค่อนข้าง
"อึด" และปรับตัวเก่ง แต่ถ้าอยากให้สีใบสวยสดใส ต้องใส่ใจเรื่องแสงเป็นพิเศษครับ
การเลือกพื้นที่ปลูก
- แสงแดด: สำคัญมาก ควรปลูกในที่ที่ได้รับแสงแดดจัดตลอดวัน (Full Sun) หากปลูกในที่ร่ม สีด่างของใบจะจางลง กลายเป็นสีเขียวมากขึ้น และต้นจะดูโปร่งไม่เป็นพุ่มสวย
- ดิน: ชอบดินร่วนซุยที่ระบายน้ำได้ดี แต่จริงๆ แล้วพืชชนิดนี้ทนทานต่อดินเค็มและดินเหนียวได้ดีมาก (เพราะต้นตระกูลเป็นไม้ชายน้ำ/ชายทะเล)
การดูแลรักษา
- การรดน้ำ: ควรรดน้ำสม่ำเสมอ วันละ 1 ครั้ง หรือเมื่อหน้าดินเริ่มแห้ง แต่อย่าปล่อยให้น้ำขังแฉะจนรากเน่า
- การใส่ปุ๋ย: ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบำรุงดินทุก 2-3 เดือน หรือใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ (16-16-16) เพื่อบำรุงทั้งใบและลำต้น
- การตัดแต่ง: ควรหมั่นตัดแต่งกิ่งเพื่อให้เป็นทรงพุ่มสวยงาม และช่วยกระตุ้นการแตกใบใหม่ ซึ่งใบใหม่ที่ออกมามักจะมีสีชมพูสดใสกว่าใบเก่า
การขยายพันธุ์
- การปักชำ: เป็นวิธีที่นิยมที่สุดและได้ผลเร็ว โดยเลือกกิ่งที่กึ่งแก่กึ่งอ่อน นำมาปักชำในวัสดุปลูกที่สะอาด
- การตอนกิ่ง: ให้ผลดีและได้ต้นที่แข็งแรงเร็วเช่นกัน
3. เคล็ดลับ "ปั้นสี" ให้สวย
- หากคุณพบว่าโพธิ์ 7 สีที่บ้านเริ่มมีแต่สีเขียว ให้ลอง
"ตัดแต่งกิ่ง" ออกบ้างเพื่อให้แสงแดดส่องถึงกิ่งด้านใน และนำไปวางในจุดที่แดดแรงขึ้น ใบที่แตกใหม่จะกลับมามีสีสันฉูดฉาดตามฉายา 7 สีครับ
***********************************************************
Cr:
1. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
2. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (อพ.สธ.)
3. ตำราสรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด (กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก)
ต้นโพธิ์ 7 สี ไม้ประดับแสนสวย ประโยชน์ทางยาและโทษ
ตามตำราสรรพคุณสมุนไพรไทย ส่วนต่างๆ ของต้นมีคุณสมบัติดังนี้:
1. ใบ: มีรสจืดเย็น ใช้ตำพอกแก้ฟกช้ำ บวม หรือพอกแผลเพื่อลดอาการอักเสบ ช่วยถอนพิษร้อนในร่างกาย
2. เปลือกต้น: มีรสฝาด สมานธาตุ ใช้ต้มดื่มแก้ท้องเสีย แก้บิด หรือใช้ล้างแผลเรื้อรังเพื่อช่วยให้แผลแห้งไวขึ้น
3. ราก: มีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ และในบางตำรับใช้ผสมยาบำรุงโลหิตสำหรับสตรี
4. ดอก: น้ำมันที่สกัดจากดอก (หรือดอกสดต้ม) ใช้หยอดหูแก้ปวดหู หรือทาแก้เคล็ดขัดยอก
แม้จะเป็นพืชที่ดูสวยงามและมีสรรพคุณ แต่ก็มีข้อควรระวังที่ต้องย้ำกันสักหน่อยครับ:
1. ยาง (Sap): ยางของพืชตระกูลโพธิ์หรือโพทะเลบางสายพันธุ์มีฤทธิ์ระคายเคือง หากสัมผัสผิวหนังโดยตรงอาจทำให้เกิดผื่นคัน หรือถ้าเข้าตาอาจทำให้ตาอักเสบอย่างรุนแรง
2. การใช้ภายใน: ไม่ควรต้มดื่มเองในปริมาณมากโดยไม่มีการกำกับดูแล เพราะพืชที่มีสารกลุ่มแทนนิน (ความฝาด) สูง หากใช้ผิดขนาดอาจส่งผลต่อระบบการย่อยอาหารหรือทำให้ท้องผูกอย่างรุนแรง
3. ความเป็นพิษในสัตว์เลี้ยง: ใบและยางอาจเป็นอันตรายต่อสุนัขหรือแมวหากเผลอไปกัดเคี้ยว
แพทย์แผนไทยมักเน้นการใช้ "รสยา" เป็นหลัก โพธิ์ 7 สีที่มี รสฝาด จะเด่นเรื่องการสมาน (สมานแผล/สมานลำไส้) และ รสเย็น จะเด่นเรื่องการดับพิษไข้และลดการอักเสบ
***ข้อแนะนำ: หากจะใช้เพื่อรักษาโรคจริงๆ ควรปรึกษาแพทย์แผนไทยหรือเภสัชกรรมไทยเพื่อให้จัดเทียบยาที่ถูกต้อง เพราะปัจจุบันโพธิ์ 7 สีส่วนใหญ่ถูกปรับปรุงพันธุ์เพื่อความสวยงาม (ไม้ประดับ) ซึ่งอาจมีปริมาณสารสำคัญต่างจากพืชในป่าธรรมชาติครับ
การนำโพธิ์ 7 สี (หรือโพทะเลด่าง) มาทำยาตามตำรับการแพทย์แผนไทยโบราณ จะแบ่งตามรูปแบบการใช้งานเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดครับ โดยหลักๆ จะแบ่งเป็น ยาทาภายนอก และ ยาต้มสำหรับภายใน ดังนี้ครับ
1. การทำยาใช้ภายนอก (เน้นลดอักเสบและสมานแผล)
วิธีนี้ค่อนข้างปลอดภัยและเป็นที่นิยมที่สุดสำหรับพืชตระกูลนี้ครับ
- ตำพอกแก้ฟกช้ำ/ฝีหนอง: * นำใบสด (เลือกใบที่สมบูรณ์ ไม่เหี่ยว) มาล้างให้สะอาด
- ตำให้ละเอียด ผสมกับเหล้าขาวเล็กน้อยเพื่อช่วย "สกัดสาร" และเป็นตัวนำยา
- นำไปพอกบริเวณที่บวม ฟกช้ำ หรือเป็นฝี จะช่วยลดอาการปวดและดูดหนองได้ดี
- น้ำชะล้างบาดแผล: * ใช้เปลือกต้นที่ล้างสะอาดแล้ว นำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ
- ต้มกับน้ำสะอาดจนเดือด (เคี่ยวให้ความฝาดออกมา)
- ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำมาใช้ล้างแผลเรื้อรัง หรือแผลสดเพื่อช่วยให้แผลสมานตัวเร็วขึ้น (รสฝาดมีฤทธิ์ช่วยสมานเนื้อเยื่อ)
2. การทำยาใช้ภายใน (ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ)
การกินยาที่ทำจากส่วนต่างๆ ของต้นไม้ชนิดนี้ ต้องควบคุมปริมาณให้เหมาะสมครับ
- ยาต้มแก้บิด/ท้องเสีย:
- ใช้เปลือกต้นแห้งประมาณ 1 กำมือ
- ต้มกับน้ำ 3 ส่วน เคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน
- จิบแก้ปวดมวนท้องหรือท้องเสีย
- น้ำรากขับปัสสาวะ:
- ใช้รากสดล้างให้สะอาดสับเป็นท่อน
- ต้มกับน้ำดื่มเพื่อช่วยขับปัสสาวะในกรณีที่ปัสสาวะขัด (ควรดื่มในปริมาณน้อยๆ ก่อน)
3. การทำน้ำมันนวด (จากดอก) หากต้นที่บ้านออกดอก สามารถนำมาแปรรูปได้ครับ
- น้ำมันดอกโพธิ์: * นำดอกสดมาเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวด้วยไฟอ่อนๆ
- กรองเอาแต่ส่วนน้ำมันเก็บใส่ขวดโหล
- ใช้ทาถูนวดแก้ปวดเมื่อย หรือใช้หยอดหูเพื่อบรรเทาอาการปวดหู (ควรกรองให้สะอาดที่สุดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ)
สรุปข้อควรระวังในการเตรียมยา
1. ความสะอาด: เนื่องจากเป็นไม้ประดับ ควรระวังเรื่องสารเคมีหรือยาฆ่าแมลงที่เคยฉีดพ่นไว้ก่อนนำมาทำยา
2. ยาง: ขณะเด็ดใบหรือปอกเปลือก หากมีน้ำยางสีขาวออกมา ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง เพราะอาจทำให้ผิวหนังอักเสบ (ควรใส่ถุงมือ)
3. สตรีมีครรภ์: ไม่แนะนำให้รับประทานยาสมุนไพรที่เตรียมเองโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์
1. ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
โพธิ์ 7 สี มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hibiscus tiliaceus L. 'Variegatus' จัดอยู่ในวงศ์ชบา (Malvaceae) ซึ่งลักษณะเด่นที่ทำให้คนหลงรักคือ "สีของใบ" ครับ
- ลำต้น: เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง สูงได้ประมาณ 3-5 เมตร (หากปลูกลงดิน) กิ่งก้านมักจะแผ่กว้างเป็นพุ่มกลม เปลือกต้นมีสีเทาเรียบ
- ใบ (จุดเด่น): ใบมีรูปหัวใจ คล้ายใบโพธิ์ ขอบใบเรียบหรือหยักมนเล็กน้อย ความพิเศษ คือการด่างของใบที่มีหลายเฉดสีในต้นเดียว เช่น เขียว ขาว ครีม ชมพู แดงม่วง และเทาอมเขียว (จึงเป็นที่มาของชื่อ 7 สี) ใบอ่อนมักจะมีสีชมพูหรือแดงเข้มก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนสีเมื่อแก่ขึ้น
- ดอก: ดอกมีรูปร่างคล้ายดอกชบา ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกมีสีเหลืองสดและมีแต้มสีแดงเข้มที่กลางดอก ที่น่าทึ่งคือ ดอกจะเปลี่ยนสีเป็นสีส้มหรือแดงอิฐก่อนจะร่วงหล่นภายในวันเดียว
- ผล: ผลมีลักษณะกลม ปลายแหลม แบ่งเป็น 5 ช่อง เมื่อแก่จะแห้งและแตกออก
2. วิธีการปลูกและการดูแล : โพธิ์ 7 สี เป็นไม้ที่ค่อนข้าง "อึด" และปรับตัวเก่ง แต่ถ้าอยากให้สีใบสวยสดใส ต้องใส่ใจเรื่องแสงเป็นพิเศษครับ
การเลือกพื้นที่ปลูก
- แสงแดด: สำคัญมาก ควรปลูกในที่ที่ได้รับแสงแดดจัดตลอดวัน (Full Sun) หากปลูกในที่ร่ม สีด่างของใบจะจางลง กลายเป็นสีเขียวมากขึ้น และต้นจะดูโปร่งไม่เป็นพุ่มสวย
- ดิน: ชอบดินร่วนซุยที่ระบายน้ำได้ดี แต่จริงๆ แล้วพืชชนิดนี้ทนทานต่อดินเค็มและดินเหนียวได้ดีมาก (เพราะต้นตระกูลเป็นไม้ชายน้ำ/ชายทะเล)
การดูแลรักษา
- การรดน้ำ: ควรรดน้ำสม่ำเสมอ วันละ 1 ครั้ง หรือเมื่อหน้าดินเริ่มแห้ง แต่อย่าปล่อยให้น้ำขังแฉะจนรากเน่า
- การใส่ปุ๋ย: ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบำรุงดินทุก 2-3 เดือน หรือใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ (16-16-16) เพื่อบำรุงทั้งใบและลำต้น
- การตัดแต่ง: ควรหมั่นตัดแต่งกิ่งเพื่อให้เป็นทรงพุ่มสวยงาม และช่วยกระตุ้นการแตกใบใหม่ ซึ่งใบใหม่ที่ออกมามักจะมีสีชมพูสดใสกว่าใบเก่า
การขยายพันธุ์
- การปักชำ: เป็นวิธีที่นิยมที่สุดและได้ผลเร็ว โดยเลือกกิ่งที่กึ่งแก่กึ่งอ่อน นำมาปักชำในวัสดุปลูกที่สะอาด
- การตอนกิ่ง: ให้ผลดีและได้ต้นที่แข็งแรงเร็วเช่นกัน
3. เคล็ดลับ "ปั้นสี" ให้สวย
- หากคุณพบว่าโพธิ์ 7 สีที่บ้านเริ่มมีแต่สีเขียว ให้ลอง "ตัดแต่งกิ่ง" ออกบ้างเพื่อให้แสงแดดส่องถึงกิ่งด้านใน และนำไปวางในจุดที่แดดแรงขึ้น ใบที่แตกใหม่จะกลับมามีสีสันฉูดฉาดตามฉายา 7 สีครับ
Cr:
1. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล