สัมมาสมาธิ
ความตั้งมั่นของจิตที่ถูกต้อง ตามทางอริยมรรค
จนจิตเป็นหนึ่ง และเป็นฐานในการวิปัสสนาให้เกิดปัญญาตัดกิเลสได้
ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ข้อสุดท้ายคือ “สัมมาสมาธิ”
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า คือ ฌาน ๔
จตุตถฌาน (ฌานที่ 4) ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีโสมนัส ไม่มีโทมนัส เหลือแต่สติบริสุทธิ์ อุเบกขาสูงสุด
นี่คือ ความนิ่งบริสุทธิ์ ไม่เอนไปทางสุข
ไม่เอนไปทางทุกข์ สงบแบบใส สว่าง เบา
ความที่จิตมีอารมณ์เดียวในฌาน ๔ เหล่านี้
ตอนต้นเป็นโลกิยะ ตอนปลายเป็นโลกุตระ
ตอนต้น เป็นโลกิยะสมาธิ
เป็นสมาธิที่ยังไม่ตัดกิเลส
ยังเป็นของคนทั่วไป
แม้ยังไม่บรรลุธรรมก็ทำได้
ตอนปลาย เป็นโลกุตระสมาธิ
เมื่อสมาธินั้นประกอบกับปัญญา (จากวิปัสสนา)
เกิดในขณะมรรคจิต
ตัดกิเลสได้จริง
อันนี้เรียกว่า “สัมมาสมาธิในความหมายสูงสุด”
อ้างอิงตามพระไตรปิฎก
บรรดาอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสมาธิ เป็นอย่างไร
คือ ข้อที่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌานที่มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่
เพราะวิตกวิจารระงับไปแล้ว บรรลุทุติยฌานที่เป็นความผ่องใสภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่
เพราะปีติจางคลายไป มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะอยู่และเสวยสุขด้วยกาย (นามกาย) บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายกล่าวสรรเสริญว่า “ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข”
เพราะละสุขและทุกข์ได้และเพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่
นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ
ข้อความบางตอนใน สุตมยญาณนิทเทส ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๑
บทว่า อยํ วุจฺจติ สมฺมาสมาธิ - นี้ ท่านกล่าวว่าสัมมาสมาธิ.
ความว่า ความที่จิตมีอารมณ์เดียวในฌาน ๔ เหล่านี้ ในส่วนเบื้องต้นเป็นโลกิยะ, ในส่วนเบื้องปลายเป็นโลกุตระ ท่านกล่าวว่า ชื่อว่าสัมมาสมาธิ.
ข้อความบางตอนใน อรรถกถามรรคสัจนิทเทส
สัมมาสมาธิ
ความตั้งมั่นของจิตที่ถูกต้อง ตามทางอริยมรรค
จนจิตเป็นหนึ่ง และเป็นฐานในการวิปัสสนาให้เกิดปัญญาตัดกิเลสได้
ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ข้อสุดท้ายคือ “สัมมาสมาธิ”
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า คือ ฌาน ๔
จตุตถฌาน (ฌานที่ 4) ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีโสมนัส ไม่มีโทมนัส เหลือแต่สติบริสุทธิ์ อุเบกขาสูงสุด
นี่คือ ความนิ่งบริสุทธิ์ ไม่เอนไปทางสุข
ไม่เอนไปทางทุกข์ สงบแบบใส สว่าง เบา
ความที่จิตมีอารมณ์เดียวในฌาน ๔ เหล่านี้
ตอนต้นเป็นโลกิยะ ตอนปลายเป็นโลกุตระ
ตอนต้น เป็นโลกิยะสมาธิ
เป็นสมาธิที่ยังไม่ตัดกิเลส
ยังเป็นของคนทั่วไป
แม้ยังไม่บรรลุธรรมก็ทำได้
ตอนปลาย เป็นโลกุตระสมาธิ
เมื่อสมาธินั้นประกอบกับปัญญา (จากวิปัสสนา)
เกิดในขณะมรรคจิต
ตัดกิเลสได้จริง
อันนี้เรียกว่า “สัมมาสมาธิในความหมายสูงสุด”
อ้างอิงตามพระไตรปิฎก
บรรดาอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสมาธิ เป็นอย่างไร
คือ ข้อที่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌานที่มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่
เพราะวิตกวิจารระงับไปแล้ว บรรลุทุติยฌานที่เป็นความผ่องใสภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่
เพราะปีติจางคลายไป มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะอยู่และเสวยสุขด้วยกาย (นามกาย) บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายกล่าวสรรเสริญว่า “ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข”
เพราะละสุขและทุกข์ได้และเพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่
นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ
ข้อความบางตอนใน สุตมยญาณนิทเทส ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๑
บทว่า อยํ วุจฺจติ สมฺมาสมาธิ - นี้ ท่านกล่าวว่าสัมมาสมาธิ.
ความว่า ความที่จิตมีอารมณ์เดียวในฌาน ๔ เหล่านี้ ในส่วนเบื้องต้นเป็นโลกิยะ, ในส่วนเบื้องปลายเป็นโลกุตระ ท่านกล่าวว่า ชื่อว่าสัมมาสมาธิ.
ข้อความบางตอนใน อรรถกถามรรคสัจนิทเทส