คนพุทธ​เก่งกว่า​พระ​พุทธ​เจ้าสามารถยึดติดเวทนาสัญญา​สังขาร​วิญญาณ​ได้กว่าพระ​พุทธเจ้า​

"ขันธ์ ๕
(รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ)
หรือความสงบ ล้วน...ยึดติดไม่ได้
ท่านจึงพิจารณาภพชาติ เกิดเพราะอะไร?
เมื่อยังไม่รู้เท่าสิ่งเหล่านี้ ตามความเป็นจริง ท่านให้ยกเอาเรื่อง...
จิตสงบนี้  ขึ้นมาพิจารณาเข้าไปอีก

สังขาร(ความปรุงแต่ง)ที่เกิดขึ้นมา
สงบ หรือไม่สงบ พิจารณาเรื่อยไป  
จนได้เห็นว่า...
สิ่งเหล่านี้ เหมือนก้อนเหล็กแดง
ขันธ์๕ เหมือนกับก้อนเหล็กแดง  
เมื่อมันแดงรอบแล้ว...ไปจับตรงไหน  
มันจึงจะเย็นได้.มีที่เย็นไหม?
เอามือไปแตะข้างบน ดูซิ!  ข้างล่าง ดูซิ!
แตะข้างโน้น  ข้างนี้ ดูซิ!
ตรงไหน? ที่มันจะเย็น  เย็น ไม่ได้
เพราะ...ก้อนเหล็ก มันแดงโร่ไปหมด

ขันธ์๕ นี้ ก็ฉันนั้น...ความสงบไปติด ไม่ได้  
จะว่าความสงบ เป็นเรา  
จะว่าเรา เป็นความสงบ ไม่ได้  
ถ้าเข้าใจว่าสงบ เป็นเรา  
เข้าใจว่าเรา เป็นความสงบ ก็เป็นก้อนอัตตา อยู่...นี่เอง!  ก้อนอัตตา ก็เป็นตัวสมุทัยอยู่...

จะนึกว่า...
เราสงบ เราฟุ้งซ่าน  เราดี เราชั่ว  
เราสุข เราทุกข์  อันนี้! ก็เป็นภพ เป็นชาติ อยู่...อีก เป็นทุกข์อีก
ถ้าสุข หายไป  ก็กลาย เป็นทุกข์
ถ้าทุกข์ หายไป  ก็เป็นสุข
ก็ต้องเวียนไปนรก ไปสวรรค์ อยู่...ไม่หยุดยั้ง

พระศาสดาเห็นอาการจิต ของท่าน  
เป็นอย่างนี้ นี่แหละ!  ท่านจึงว่าภพ ยังอยู่  
ชาติ ยังอยู่  พรหมจรรย์ ยังไม่จบ  
ท่านจึงยกสังขารขึ้นพิจารณาตามธรรมชาติ  เพราะมีปัจจัยอยู่นี้!
มันจึงมีเกิดอยู่นี้  ตาย อยู่นี้
มีอาการที่เคลื่อนไหว ไปมาอยู่นี้
ท่านจึงยก สิ่งนี้...พิจารณา  
ไปให้รู้เท่าตามเป็นจริง ของขันธ์๕

ทั้งรูป-ทั้งนาม สิ่งทั้งหลาย
ที่จิตคิดไปทุกสิ่ง ทุกอย่างเหล่านี้
ล้วนเป็น...สังขาร(ความปรุงแต่ง)ทั้งหมด
เมื่อรู้แล้ว...ท่านให้วาง
เมื่อรู้แล้ว...ท่านให้ละ
ให้รู้ สิ่งเหล่านี้...ตามความเป็นจริง

ถ้าไม่รู้...ตามความเป็นจริง  
ก็ทุกข์ ก็ไม่วาง...สิ่งเหล่านี้ได้
เมื่อรู้...ตามความเป็นจริงแล้ว
สิ่งเหล่านี้...ก็เป็น ของหลอกลวง
สมกับที่พระศาสดาตรัสว่า...
จิตนี้...ไม่มีอะไร
ไม่เกิด ตามใคร  ไม่ตาย กับใคร
จิต...เป็นเสรีรุ่งโรจน์ โชติการ
ไม่มี...เรื่องราวต่างๆ เข้าไปอยู่ในที่นั้น

ที่จะมีเรื่องราว ก็เพราะมันหลงสังขาร นี่เอง   หลงอัตตา นี่เอง  พระศาสดาจึงให้มอง ดู...
จิต ของเรา
เบื้องแรก  มัน มีอะไร  ไม่มี...อะไรจริงๆ
สิ่งเหล่านี้...มิได้ เกิดด้วย  มิได้ ตายด้วย
ถูกอารมณ์ดี มากระทบ  ก็มิได้ ดีด้วย  
ถูกอารมณ์ร้าย มากระทบ  ก็มิได้...ร้าย
ไปด้วย

เพราะรู้ตัว ของตัว  อย่างชัดเจนแล้วรู้ว่า... สภาวะ เหล่านี้...ไม่เป็นแก่นสาร  
ท่านเห็นเป็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา
ท่านได้รอบรู้ ของท่าน อยู่...อย่างนั้น."
_______________________________________
หลวงพ่อชา  สุภัทโท  วัดหนองป่าพง.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่