“ตลาดหุ้นไทยกำลังหมดหนทางจริงไหม?” หรือเรากำลังเห็น ‘จุดแตกหัก’ ของระบบที่เงินไม่ไหล และบริษัทเริ่มถอดใจออกจากตลาด ?
บางครั้ง…สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของตลาดหุ้น ไม่ใช่ “หุ้นตก” แต่คือวันที่ทั้งระบบเริ่มส่งสัญญาณว่า… มันไม่คุ้มแล้วที่จะอยู่ต่อ
และนี่คือบทสนทนาที่ “แทงใจกลาง” ตลาดทุนไทยแบบไม่อ้อมค้อม จากบทสัมภาษณ์ในรายการ Business Tomorrow โดย ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (ASP) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันพุธที่ 11 ก.พ. 2569
คำถามสำคัญคือ…
“ทำไมหลายบริษัทเริ่มรู้สึกว่า ‘หมดหนทาง’ ในตลาดหุ้นไทย ?”
และคำตอบที่ได้…ไม่ใช่เรื่องดราม่าแบบอารมณ์ แต่มันคือ “ความจริงเชิงโครงสร้าง” ที่หนักกว่านั้นมาก
—————
1) “หมดหนทาง” ของบริษัทไทย…เริ่มจากคำว่า “ไม่เห็นประโยชน์”
:
ดร.ก้องเกียรติอธิบายว่า หลายบริษัทไม่ได้ออกจากตลาดเพราะล้มเหลว
แต่เพราะ “มองไม่เห็นเหตุผลที่จะอยู่”
โดยเฉพาะบริษัทที่ซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) จน Free Float เหลือน้อย เมื่อถึงจุดหนึ่ง บริษัทก็อาจคิดว่า…
▪️ไม่ได้จะเพิ่มทุนจากตลาดหุ้นอีกแล้ว
▪️อยู่ต่อก็ไม่ได้ช่วยอะไร
▪️กลายเป็นภาระมากกว่าประโยชน์
พูดง่าย ๆ คือ ตลาดหุ้นไม่ได้เป็นเครื่องมือเติบโตของเขาอีกต่อไป
—————
2) หุ้นเล็ก = “ไม้ประดับ” ที่ไม่มีใครมองเห็น
:
อีกเหตุผลที่แรงมากคือ…หุ้นขนาดเล็กจำนวนมากถูก “ทอดทิ้ง”
เพราะความจริงของตลาดคือ เงินก้อนใหญ่ไหลไปหาหุ้นใหญ่แทบทั้งหมด ส่วนหุ้นเล็กอาจได้แค่ “เงินกระเซ็น” จากรายย่อยช่วงสั้น ๆ และเมื่อไม่มีสถาบันใหญ่ หรือกองทุนชื่อดังเข้ามาถือ เจ้าของบริษัทก็เหมือนถูกบังคับให้แบกหุ้นไปตลอดชีวิต
สุดท้าย…คำถามคือ ถ้าจะอยู่ไปเพื่ออะไร ?
—————
3) “เงินไม่กระจาย” = โรคเรื้อรังของตลาดหุ้นไทย
:
จุดที่รายการสะเทือนที่สุด คือการพูดถึง “ความกระจุกตัว” ของตลาด
ดร.ก้องเกียรติชี้ว่า วันนี้ตลาดหุ้นไทยมีโครงสร้างที่เงิน “ไหลวนอยู่แค่ไม่กี่ตัว”
และตัวเร่งสำคัญคือ…
▪️ Robot Trading ประมาณ 40% ของมูลค่าซื้อขาย
ซึ่ง Robot จะเลือกหุ้นอะไร ?
คำตอบคือ…หุ้นใหญ่เท่านั้น เพราะมีสภาพคล่อง
▪️ เงินกองทุนไทย-ต่างชาติ 70–80%
ก็ยังจับอยู่ที่หุ้นใหญ่กลุ่มเดิม
ผลลัพธ์คือ หุ้นขนาดกลางแทบไม่เหลือพื้นที่ และหุ้นเล็ก…แทบไม่เหลือ “ชีวิต” หลายตัวคึกคักได้แค่ 1–2 สัปดาห์ จากนั้นก็เงียบ ติดต่ำจอง หรือไปไม่รอด
—————
4) สัญญาณอันตราย: ตลาดไม่มี “หุ้นใหม่” ให้โลกอยากซื้อ
:
อีกประเด็นที่แทงใจตลาดไทยคือ…
“Top 10 / Top 20 ของ SET ผ่านไป 10–20 ปี…ยังหน้าเดิม”
สำหรับนักลงทุนต่างชาติ นี่คือสัญญาณที่ชัดมากว่า ตลาดไม่มี “เรื่องใหม่” ไม่มี “ธีมใหม่” ไม่มี “ชื่อใหม่” ที่ทำให้เขารู้สึกว่าอยากกลับมา
—————
5) M&A หายไป…แปลว่าธุรกิจไทยไม่แข็งแรงพอจะรวมพลัง
:
ดร.ก้องเกียรติยังตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ช่วง 5–10 ปีหลัง การควบรวมกิจการ (M&A) ในไทย “น้อยลงมาก”
ทั้งที่ในความจริง บริษัทขนาดกลางและเล็กควร “รวมกัน” เพื่อสร้างความแข็งแรง เพื่อขยายไปต่างประเทศ เพราะตลาดไทยมีเพียง 66 ล้านคน
ถ้าขายอยู่แค่ในประเทศ มันโตได้ “แค่นี้”
—————
6) ธรรมาภิบาล = จุดที่ทำให้ความเชื่อมั่นพังแบบไม่ต้องใช้เวลา
:
คำถามต่อมาที่ถูกถามตรง ๆ คือ…
“ข่าวฉ้อโกงและปัญหาธรรมาภิบาล มีผลกับต่างชาติไหม ?”
คำตอบคือ…มีแน่นอน
เพราะบริษัทดี ถ้าอยู่ในมือผู้บริหารที่ฉ้อฉล มันจะกลายเป็นบริษัทไม่ดีทันที ที่น่ากลัวคือ นักลงทุนหลายคน “คอนโทรลไม่ได้” และบางครั้ง “ไม่รู้ตัว” จนปัญหาแดงขึ้นมา จากผู้สอบบัญชี หรือหุ้นกู้ผิดนัดชำระ
และที่เจ็บสุดคือ หลายคดีในไทย…คนผิด “ลอยนวล” จนกลายเป็นบาดแผลซ้ำ ๆ ที่ทำให้เงินไม่อยากกลับมา
—————
7) แล้วโอกาสของไทยยังมีไหม ?
:
ดร.ก้องเกียรติไม่ได้มองโลกมืดทั้งหมด เขายังมองว่าไทยมีโอกาสใน “ธุรกิจที่โลกต้องการ” เช่น
▪️Health / Health Tech (สังคมผู้สูงอายุทั่วโลก)
▪️เทคโนโลยีและ AI ที่จะเข้ามาแทนงานจำนวนมาก
▪️อาหาร (ปัจจัย 4) และการยกระดับ “เรื่องราว” ของสินค้าไทย
▪️การท่องเที่ยวและบริการที่ไทยยังมีความได้เปรียบ
แต่ประโยคที่ “เจ็บที่สุด” คือ “ผมยังชอบไปลงทุนต่างประเทศมากกว่าไทย” เพราะไทยดี…แต่มักดีแค่ “แป๊บเดียว”
—————
8 ) ตลาดหุ้นไทยจะกลับไป New High ได้ไหม ?
:
คำตอบของดร.ก้องเกียรติ “ตรงจนสะอึก”
“ไม่ถึงขนาด New High…ขึ้นสัก 10% ก็ถือว่าเก่งแล้ว”
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ แค่ขึ้น 3–5% ในไม่กี่วัน ยังไม่มีความหมายอะไร เมื่อเทียบกับการตกลงไปหนักก่อนหน้า
และอย่าลืมว่า ต่างชาติขายหุ้นไทยไปตลอด 10 ปี ราว 1 ล้านล้านบาท แต่ซื้อกลับมาเพียงเศษเสี้ยว ยังไม่ถึง 3% ของที่ขายออกไปด้วยซ้ำ
#บทสรุป : “หมดหนทาง” ไม่ใช่คำดราม่า…แต่มันคือสัญญาณว่า ‘ระบบกำลังติดล็อก’
สิ่งที่ดร.ก้องเกียรติพยายามชี้ ไม่ใช่แค่ตลาดหุ้นขึ้นหรือลง แต่คือคำถามใหญ่กว่า…
ทำไมเงินไม่กระจาย ทำไมหุ้นเล็กถูกทิ้ง ทำไมไม่มีบริษัทใหม่ที่โลกอยากซื้อ ทำไมความเชื่อมั่นถูกกัดกร่อนจากธรรมาภิบาล และทำไมเจ้าของกิจการเริ่มรู้สึกว่า “อยู่ต่อไปก็ไม่คุ้ม”
คำถามสุดท้ายที่น่าคิดคือ…
ถ้าวันหนึ่งตลาดหุ้นไม่ได้เป็นเครื่องมือให้บริษัทโตได้อีกต่อไป
แล้วตลาดทุนไทย…จะเหลือไว้เพื่ออะไร ?
และนี่คือปริศนาที่ “อันตรายกว่าหุ้นตก” เพราะมันคือวันที่ตลาดเริ่มถูกทิ้ง…จากคนที่ควรจะรักมันที่สุด
#BusinessTomorrow #หุ้นไทย #SET #การลงทุน #เงินทุนต่างชาติ
เงินไหลเข้าแต่ปุ่ยังไม่หน้าวางใจ
“ตลาดหุ้นไทยกำลังหมดหนทางจริงไหม?” หรือเรากำลังเห็น ‘จุดแตกหัก’ ของระบบที่เงินไม่ไหล และบริษัทเริ่มถอดใจออกจากตลาด ?
บางครั้ง…สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของตลาดหุ้น ไม่ใช่ “หุ้นตก” แต่คือวันที่ทั้งระบบเริ่มส่งสัญญาณว่า… มันไม่คุ้มแล้วที่จะอยู่ต่อ
และนี่คือบทสนทนาที่ “แทงใจกลาง” ตลาดทุนไทยแบบไม่อ้อมค้อม จากบทสัมภาษณ์ในรายการ Business Tomorrow โดย ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (ASP) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันพุธที่ 11 ก.พ. 2569
คำถามสำคัญคือ…
“ทำไมหลายบริษัทเริ่มรู้สึกว่า ‘หมดหนทาง’ ในตลาดหุ้นไทย ?”
และคำตอบที่ได้…ไม่ใช่เรื่องดราม่าแบบอารมณ์ แต่มันคือ “ความจริงเชิงโครงสร้าง” ที่หนักกว่านั้นมาก
—————
1) “หมดหนทาง” ของบริษัทไทย…เริ่มจากคำว่า “ไม่เห็นประโยชน์”
:
ดร.ก้องเกียรติอธิบายว่า หลายบริษัทไม่ได้ออกจากตลาดเพราะล้มเหลว
แต่เพราะ “มองไม่เห็นเหตุผลที่จะอยู่”
โดยเฉพาะบริษัทที่ซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) จน Free Float เหลือน้อย เมื่อถึงจุดหนึ่ง บริษัทก็อาจคิดว่า…
▪️ไม่ได้จะเพิ่มทุนจากตลาดหุ้นอีกแล้ว
▪️อยู่ต่อก็ไม่ได้ช่วยอะไร
▪️กลายเป็นภาระมากกว่าประโยชน์
พูดง่าย ๆ คือ ตลาดหุ้นไม่ได้เป็นเครื่องมือเติบโตของเขาอีกต่อไป
—————
2) หุ้นเล็ก = “ไม้ประดับ” ที่ไม่มีใครมองเห็น
:
อีกเหตุผลที่แรงมากคือ…หุ้นขนาดเล็กจำนวนมากถูก “ทอดทิ้ง”
เพราะความจริงของตลาดคือ เงินก้อนใหญ่ไหลไปหาหุ้นใหญ่แทบทั้งหมด ส่วนหุ้นเล็กอาจได้แค่ “เงินกระเซ็น” จากรายย่อยช่วงสั้น ๆ และเมื่อไม่มีสถาบันใหญ่ หรือกองทุนชื่อดังเข้ามาถือ เจ้าของบริษัทก็เหมือนถูกบังคับให้แบกหุ้นไปตลอดชีวิต
สุดท้าย…คำถามคือ ถ้าจะอยู่ไปเพื่ออะไร ?
—————
3) “เงินไม่กระจาย” = โรคเรื้อรังของตลาดหุ้นไทย
:
จุดที่รายการสะเทือนที่สุด คือการพูดถึง “ความกระจุกตัว” ของตลาด
ดร.ก้องเกียรติชี้ว่า วันนี้ตลาดหุ้นไทยมีโครงสร้างที่เงิน “ไหลวนอยู่แค่ไม่กี่ตัว”
และตัวเร่งสำคัญคือ…
▪️ Robot Trading ประมาณ 40% ของมูลค่าซื้อขาย
ซึ่ง Robot จะเลือกหุ้นอะไร ?
คำตอบคือ…หุ้นใหญ่เท่านั้น เพราะมีสภาพคล่อง
▪️ เงินกองทุนไทย-ต่างชาติ 70–80%
ก็ยังจับอยู่ที่หุ้นใหญ่กลุ่มเดิม
ผลลัพธ์คือ หุ้นขนาดกลางแทบไม่เหลือพื้นที่ และหุ้นเล็ก…แทบไม่เหลือ “ชีวิต” หลายตัวคึกคักได้แค่ 1–2 สัปดาห์ จากนั้นก็เงียบ ติดต่ำจอง หรือไปไม่รอด
—————
4) สัญญาณอันตราย: ตลาดไม่มี “หุ้นใหม่” ให้โลกอยากซื้อ
:
อีกประเด็นที่แทงใจตลาดไทยคือ…
“Top 10 / Top 20 ของ SET ผ่านไป 10–20 ปี…ยังหน้าเดิม”
สำหรับนักลงทุนต่างชาติ นี่คือสัญญาณที่ชัดมากว่า ตลาดไม่มี “เรื่องใหม่” ไม่มี “ธีมใหม่” ไม่มี “ชื่อใหม่” ที่ทำให้เขารู้สึกว่าอยากกลับมา
—————
5) M&A หายไป…แปลว่าธุรกิจไทยไม่แข็งแรงพอจะรวมพลัง
:
ดร.ก้องเกียรติยังตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ช่วง 5–10 ปีหลัง การควบรวมกิจการ (M&A) ในไทย “น้อยลงมาก”
ทั้งที่ในความจริง บริษัทขนาดกลางและเล็กควร “รวมกัน” เพื่อสร้างความแข็งแรง เพื่อขยายไปต่างประเทศ เพราะตลาดไทยมีเพียง 66 ล้านคน
ถ้าขายอยู่แค่ในประเทศ มันโตได้ “แค่นี้”
—————
6) ธรรมาภิบาล = จุดที่ทำให้ความเชื่อมั่นพังแบบไม่ต้องใช้เวลา
:
คำถามต่อมาที่ถูกถามตรง ๆ คือ…
“ข่าวฉ้อโกงและปัญหาธรรมาภิบาล มีผลกับต่างชาติไหม ?”
คำตอบคือ…มีแน่นอน
เพราะบริษัทดี ถ้าอยู่ในมือผู้บริหารที่ฉ้อฉล มันจะกลายเป็นบริษัทไม่ดีทันที ที่น่ากลัวคือ นักลงทุนหลายคน “คอนโทรลไม่ได้” และบางครั้ง “ไม่รู้ตัว” จนปัญหาแดงขึ้นมา จากผู้สอบบัญชี หรือหุ้นกู้ผิดนัดชำระ
และที่เจ็บสุดคือ หลายคดีในไทย…คนผิด “ลอยนวล” จนกลายเป็นบาดแผลซ้ำ ๆ ที่ทำให้เงินไม่อยากกลับมา
—————
7) แล้วโอกาสของไทยยังมีไหม ?
:
ดร.ก้องเกียรติไม่ได้มองโลกมืดทั้งหมด เขายังมองว่าไทยมีโอกาสใน “ธุรกิจที่โลกต้องการ” เช่น
▪️Health / Health Tech (สังคมผู้สูงอายุทั่วโลก)
▪️เทคโนโลยีและ AI ที่จะเข้ามาแทนงานจำนวนมาก
▪️อาหาร (ปัจจัย 4) และการยกระดับ “เรื่องราว” ของสินค้าไทย
▪️การท่องเที่ยวและบริการที่ไทยยังมีความได้เปรียบ
แต่ประโยคที่ “เจ็บที่สุด” คือ “ผมยังชอบไปลงทุนต่างประเทศมากกว่าไทย” เพราะไทยดี…แต่มักดีแค่ “แป๊บเดียว”
—————
8 ) ตลาดหุ้นไทยจะกลับไป New High ได้ไหม ?
:
คำตอบของดร.ก้องเกียรติ “ตรงจนสะอึก”
“ไม่ถึงขนาด New High…ขึ้นสัก 10% ก็ถือว่าเก่งแล้ว”
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ แค่ขึ้น 3–5% ในไม่กี่วัน ยังไม่มีความหมายอะไร เมื่อเทียบกับการตกลงไปหนักก่อนหน้า
และอย่าลืมว่า ต่างชาติขายหุ้นไทยไปตลอด 10 ปี ราว 1 ล้านล้านบาท แต่ซื้อกลับมาเพียงเศษเสี้ยว ยังไม่ถึง 3% ของที่ขายออกไปด้วยซ้ำ
#บทสรุป : “หมดหนทาง” ไม่ใช่คำดราม่า…แต่มันคือสัญญาณว่า ‘ระบบกำลังติดล็อก’
สิ่งที่ดร.ก้องเกียรติพยายามชี้ ไม่ใช่แค่ตลาดหุ้นขึ้นหรือลง แต่คือคำถามใหญ่กว่า…
ทำไมเงินไม่กระจาย ทำไมหุ้นเล็กถูกทิ้ง ทำไมไม่มีบริษัทใหม่ที่โลกอยากซื้อ ทำไมความเชื่อมั่นถูกกัดกร่อนจากธรรมาภิบาล และทำไมเจ้าของกิจการเริ่มรู้สึกว่า “อยู่ต่อไปก็ไม่คุ้ม”
คำถามสุดท้ายที่น่าคิดคือ…
ถ้าวันหนึ่งตลาดหุ้นไม่ได้เป็นเครื่องมือให้บริษัทโตได้อีกต่อไป
แล้วตลาดทุนไทย…จะเหลือไว้เพื่ออะไร ?
และนี่คือปริศนาที่ “อันตรายกว่าหุ้นตก” เพราะมันคือวันที่ตลาดเริ่มถูกทิ้ง…จากคนที่ควรจะรักมันที่สุด
#BusinessTomorrow #หุ้นไทย #SET #การลงทุน #เงินทุนต่างชาติ