หลังจากที่ผมใช้เวลาสองวันที่ประเทศเช็คโดยเก็บแลนด์มาร์คที่ Prague และ Český Krumlov อย่างละหนึ่งวัน
[CR] ลุยเดี่ยวเทียว Prague ในหนึ่งวัน :
https://pantip.com/topic/43981972
[CR] เที่ยวหนึ่งวันใน Český Krumlov สวยราวเทพนิยาย :
https://pantip.com/topic/43983726
วันสุดท้ายของทริปยุโรปตะวันออก ผมเลือกที่จะจบทริปที่เวียนนา (ออสเตรีย) ด้วยเหตุผลคือค่าเครื่องบินกลับไทยจากเมืองนี้ราคาถูกกว่าเมืองอื่นข้างเคียง อาจจะเพราะมีตัวเลือกหลายสายการบิน
ผมเริ่มวันสุดท้ายด้วยการตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมที่กรุง Prague เพื่อมาขึ้นรถไฟไป Vienna (Wien) จากสถานี Prague Main Station โดยรถไฟออกเวลา 6 โมงเช้าและถึงสถานี Vienna Central Station (Wien Hauptbahnhof) เวลา 10.20 น. ค่ารถไฟ 23 EUR (ประมาณ 875 บาท) ซื้อตั๋วออนไลน์ผ่านเว็บ
https://regiojet.com ได้เลย
รถไฟที่นี่ออกและถึงตรงเวลามาก 😀
หลังจากที่ผมมาถึง Vienna แล้ว ก็จัดการฝากกระเป๋าที่ Locker Service (ค่าฝาก 2 EUR) ที่ชั้นใต้ดินของสถานีรถไฟและเริ่มเที่ยวทันที โดยตั้งใจว่าจะใช้เวลาเก็บแลนด์มาร์คสำคัญให้ครบเช่นเคย การเดินทางใน Vienna นั้นผมใช้รถไฟใต้ดินและเดินเท้าเป็นหลัก โดยซื้อตั๋วแบบ 24 ชั่วโมงราคา 8 EUR สถานที่แรกที่ผมไปคือ
Schönbrunn Palace (รถไฟใต้ดินลงสถานี Schönbrunn) พระราชวังฤดูร้อนของราชวงศ์ Habsburg และเป็นหนึ่งในมรดกโลกของเมืองนี้อีกด้วย ภายในจัดแสดงงานศิลปะและงานนิทรรศการภาพเคลื่อนไหวของราชวงศ์ Habsburg
ก่อนมาก็ทำใจไว้แล้วว่า Vienna มีค่าครองชีพและค่าเข้าชมแต่ละที่สูงมาก แต่ก็สูงกว่าที่ผมคาดหวังไว้พอสมควร เช่น Schönbrunn Palace มีค่าเข้าชม 38 EUR ต่อคน (ประมาณ 1,450 บาท) แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว มาเยือนทั้งทีก็ต้องเที่ยวให้คุ้ม เดี๋ยวค่อยกลับไปทำงานหาเงินใหม่ก็ได้ ปลอบใจตัวเอง 🤣
ผมใช้เวลาที่ Schönbrunn Palace เกือบสองชั่วโมงครึ่ง (แค่ต่อคิวเข้าก็ครึ่งชั่วโมงแล้ว) เพราะที่นี่เป็นสถานที่ยอดฮิตของเมืองนี้ ใครจะไปแนะนำให้ไปแต่เช้าหรือเลี่ยงวันหยุด (ผมไปวันศุกร์คนยังเยอะเลย)
จากนั้นผมก็นั่งรถไฟเข้าเมืองมาที่สถานี Karlsplatz แล้วเดินต่อไป 900 เมตรเพื่อไปที่
Hofburg Palace ซึ่งเคยพระราชวังหลักของราชวงศ์ Habsburg กว่า 600 ปี สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบบาร็อค นอกจากตัวพระราชวังที่สวยงามแล้วยังมีสวนสวยอยู่ด้านหน้า และด้านในยังมีจัตุรัสใจกลางพระราชวังอีกด้วย
ถัดไปไม่ไกล ผมเดินไปเที่ยวต่อยัง
St. Stephen’s Cathedral มหาวิหารขนาดใหญ่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิค เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของกรุง Vienna ที่สำคัญที่นี่เข้าฟรีครับ 😇
ใกล้ๆ กันเป็น
Kärntner street แหล่งรวมร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านของฝาก เหมาะที่จะแวะหาของกินและซื้อของที่ระลึก
ที่สุดปลายถนนนี้เป็นที่ตั้งของ
Vienna State Opera ซึ่งหากใคร search หารูป Vienna ในอินเตอร์เนต ต้องเห็นรูปสถานที่นี้เป็นรูปแรกๆ แน่นอน
Vienna State Opera เปิดใช้ตั้งแต่ 1869 ใช้เป็นสถานที่จัดแสดงละครโอเปร่าและดนตรีคลาสสิค เคยถูกทำลายช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและบูรณะขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ถึงแม้ตัวอาคารจะขนาดไม่ใหญ่ แต่ด้วยความที่ตั้งอยู่บนหัวมุมถนน ทำให้ได้วิวที่สุดจะคลาสสิค ทำให้ผมต้องกลับมาถ่ายรูปอีกครั้งในตอนกลางคืน
ผมเดินต่อไปอีกประมาณ 650 เมตรเพื่อไปที่
St.Charles’s Church (Karlskirche) โบสถ์โดมสีเขียวที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 1700s ด้วยสถาปัตยกรรมผสมระหว่างบาร็อคและโรมันดั้งเดิม
ประมาณบ่ายสามโมง ก่อนตะวันตกดินหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ผมเดินต่อไปอีก 1,300 เมตร เพื่อไปยังจุดหมายสำคัญของวันนี้
Belvedere Palace พระราชวังฤดูร้อนของเจ้าชาย Eugene of Savoy สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 1700s โดดเด่นด้วยสวนสไตล์บาร็อค ภายในพระราชวังเป็นสถานที่จัดแสดงงานศิลปะของศิลปินระดับโลกมากมาย กว่า 18,600 ชิ้น 😍
ค่าเช้าชมคนละ 29 EUR (ประมาณ 1,100 บาท)
เวลาประมาณ 5 โมงเย็นผมก็เดินไปที่สถานีรถไฟเพื่อเอากระเป๋าที่ฝากไว้และไปเช็คอินที่โรงแรม โดยผมจองโรงแรมใกล้ๆ สถานีรถไฟเพื่อที่จะได้ขึ้นรถไฟ RJX ไปสนามบินได้สะดวกในเช้าวันถัดไป จากนั้นก็พักผ่อนสักพักเพื่อออกไปเดินเล่นยามค่ำคืน
เวลาหกโมงครึ่งผมก็ไปถ่ายรูป Vienna State Opera และไปเดินชม
Naschmarkt ตลาดหลักของกรุง Vienna ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 1500s ที่นี่มีทั้งร้านอาหาร ร้านขายสินค้าท้องถิ่น สินค้านำเข้า ของที่ระลึก ให้เลือกตามใจชอบ
ผมกลับถึงโรงแรมประมาณสามทุ่ม จากนั้นก็อาบน้ำ จัดกระเป๋า แพ็คของ เพื่อให้พร้อมสำหรับเดินทางกลับวันพรุ่งนี้ จากนั้นก็พักผ่อน ยอมรับว่าวันนี้เหนื่อยมาก แต่ก็สุขใจมากเช่นกันที่ได้มาเยือนเมืองที่เราไม่เคยมา ได้เขียนบทให้กับชีวิตเพิ่มอีกหนึ่งบท
โดยสรุปแล้วทริปเที่ยวยุโรปตะวันออกเอง 7 วันของผมคราวนี้อาจจะดูว่าใช้เวลาไม่นาน ด้วยความเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีวันลาพักร้อนจำกัด แต่ก็สามารถเก็บแลนด์มาร์คสำคัญได้ตามที่วางไว้และใช้เวลาอยู่แต่ละที่ได้ตามใจต้องการ ไม่ได้ชะโงกทัวร์เกินไป และผมไม่แนะนำให้ตามรอยนะครับ เนื่องจากผมจัดทริปไขว้กันไปมาตั้งแต่โปแลนด์และเช็คแล้ว (ตอนแรกก็วางแผนดีอยู่หรอก แต่พอวันจริงดันอยากเปลี่ยนไปมาตามใจซะงั้น) แต่ก็หวังว่าจะพอเป็นแนวทางหรือไอเดียให้กับคนที่สนใจยุโรปตะวันออกได้บ้าง แล้วพบกันใหม่ทริปหน้าครับ 😁
[CR] วันเดียวเที่ยว Vienna เมืองแห่งศิลปะคลาสสิค
[CR] ลุยเดี่ยวเทียว Prague ในหนึ่งวัน : https://pantip.com/topic/43981972
[CR] เที่ยวหนึ่งวันใน Český Krumlov สวยราวเทพนิยาย : https://pantip.com/topic/43983726
วันสุดท้ายของทริปยุโรปตะวันออก ผมเลือกที่จะจบทริปที่เวียนนา (ออสเตรีย) ด้วยเหตุผลคือค่าเครื่องบินกลับไทยจากเมืองนี้ราคาถูกกว่าเมืองอื่นข้างเคียง อาจจะเพราะมีตัวเลือกหลายสายการบิน
ผมเริ่มวันสุดท้ายด้วยการตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมที่กรุง Prague เพื่อมาขึ้นรถไฟไป Vienna (Wien) จากสถานี Prague Main Station โดยรถไฟออกเวลา 6 โมงเช้าและถึงสถานี Vienna Central Station (Wien Hauptbahnhof) เวลา 10.20 น. ค่ารถไฟ 23 EUR (ประมาณ 875 บาท) ซื้อตั๋วออนไลน์ผ่านเว็บ https://regiojet.com ได้เลย
รถไฟที่นี่ออกและถึงตรงเวลามาก 😀
หลังจากที่ผมมาถึง Vienna แล้ว ก็จัดการฝากกระเป๋าที่ Locker Service (ค่าฝาก 2 EUR) ที่ชั้นใต้ดินของสถานีรถไฟและเริ่มเที่ยวทันที โดยตั้งใจว่าจะใช้เวลาเก็บแลนด์มาร์คสำคัญให้ครบเช่นเคย การเดินทางใน Vienna นั้นผมใช้รถไฟใต้ดินและเดินเท้าเป็นหลัก โดยซื้อตั๋วแบบ 24 ชั่วโมงราคา 8 EUR สถานที่แรกที่ผมไปคือ Schönbrunn Palace (รถไฟใต้ดินลงสถานี Schönbrunn) พระราชวังฤดูร้อนของราชวงศ์ Habsburg และเป็นหนึ่งในมรดกโลกของเมืองนี้อีกด้วย ภายในจัดแสดงงานศิลปะและงานนิทรรศการภาพเคลื่อนไหวของราชวงศ์ Habsburg
ก่อนมาก็ทำใจไว้แล้วว่า Vienna มีค่าครองชีพและค่าเข้าชมแต่ละที่สูงมาก แต่ก็สูงกว่าที่ผมคาดหวังไว้พอสมควร เช่น Schönbrunn Palace มีค่าเข้าชม 38 EUR ต่อคน (ประมาณ 1,450 บาท) แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว มาเยือนทั้งทีก็ต้องเที่ยวให้คุ้ม เดี๋ยวค่อยกลับไปทำงานหาเงินใหม่ก็ได้ ปลอบใจตัวเอง 🤣
ผมใช้เวลาที่ Schönbrunn Palace เกือบสองชั่วโมงครึ่ง (แค่ต่อคิวเข้าก็ครึ่งชั่วโมงแล้ว) เพราะที่นี่เป็นสถานที่ยอดฮิตของเมืองนี้ ใครจะไปแนะนำให้ไปแต่เช้าหรือเลี่ยงวันหยุด (ผมไปวันศุกร์คนยังเยอะเลย)
จากนั้นผมก็นั่งรถไฟเข้าเมืองมาที่สถานี Karlsplatz แล้วเดินต่อไป 900 เมตรเพื่อไปที่ Hofburg Palace ซึ่งเคยพระราชวังหลักของราชวงศ์ Habsburg กว่า 600 ปี สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบบาร็อค นอกจากตัวพระราชวังที่สวยงามแล้วยังมีสวนสวยอยู่ด้านหน้า และด้านในยังมีจัตุรัสใจกลางพระราชวังอีกด้วย
ถัดไปไม่ไกล ผมเดินไปเที่ยวต่อยัง St. Stephen’s Cathedral มหาวิหารขนาดใหญ่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิค เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของกรุง Vienna ที่สำคัญที่นี่เข้าฟรีครับ 😇
ใกล้ๆ กันเป็น Kärntner street แหล่งรวมร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านของฝาก เหมาะที่จะแวะหาของกินและซื้อของที่ระลึก
ที่สุดปลายถนนนี้เป็นที่ตั้งของ Vienna State Opera ซึ่งหากใคร search หารูป Vienna ในอินเตอร์เนต ต้องเห็นรูปสถานที่นี้เป็นรูปแรกๆ แน่นอน
Vienna State Opera เปิดใช้ตั้งแต่ 1869 ใช้เป็นสถานที่จัดแสดงละครโอเปร่าและดนตรีคลาสสิค เคยถูกทำลายช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและบูรณะขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ถึงแม้ตัวอาคารจะขนาดไม่ใหญ่ แต่ด้วยความที่ตั้งอยู่บนหัวมุมถนน ทำให้ได้วิวที่สุดจะคลาสสิค ทำให้ผมต้องกลับมาถ่ายรูปอีกครั้งในตอนกลางคืน
ผมเดินต่อไปอีกประมาณ 650 เมตรเพื่อไปที่ St.Charles’s Church (Karlskirche) โบสถ์โดมสีเขียวที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 1700s ด้วยสถาปัตยกรรมผสมระหว่างบาร็อคและโรมันดั้งเดิม
ประมาณบ่ายสามโมง ก่อนตะวันตกดินหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ผมเดินต่อไปอีก 1,300 เมตร เพื่อไปยังจุดหมายสำคัญของวันนี้ Belvedere Palace พระราชวังฤดูร้อนของเจ้าชาย Eugene of Savoy สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 1700s โดดเด่นด้วยสวนสไตล์บาร็อค ภายในพระราชวังเป็นสถานที่จัดแสดงงานศิลปะของศิลปินระดับโลกมากมาย กว่า 18,600 ชิ้น 😍
ค่าเช้าชมคนละ 29 EUR (ประมาณ 1,100 บาท)
เวลาประมาณ 5 โมงเย็นผมก็เดินไปที่สถานีรถไฟเพื่อเอากระเป๋าที่ฝากไว้และไปเช็คอินที่โรงแรม โดยผมจองโรงแรมใกล้ๆ สถานีรถไฟเพื่อที่จะได้ขึ้นรถไฟ RJX ไปสนามบินได้สะดวกในเช้าวันถัดไป จากนั้นก็พักผ่อนสักพักเพื่อออกไปเดินเล่นยามค่ำคืน
เวลาหกโมงครึ่งผมก็ไปถ่ายรูป Vienna State Opera และไปเดินชม Naschmarkt ตลาดหลักของกรุง Vienna ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 1500s ที่นี่มีทั้งร้านอาหาร ร้านขายสินค้าท้องถิ่น สินค้านำเข้า ของที่ระลึก ให้เลือกตามใจชอบ
ผมกลับถึงโรงแรมประมาณสามทุ่ม จากนั้นก็อาบน้ำ จัดกระเป๋า แพ็คของ เพื่อให้พร้อมสำหรับเดินทางกลับวันพรุ่งนี้ จากนั้นก็พักผ่อน ยอมรับว่าวันนี้เหนื่อยมาก แต่ก็สุขใจมากเช่นกันที่ได้มาเยือนเมืองที่เราไม่เคยมา ได้เขียนบทให้กับชีวิตเพิ่มอีกหนึ่งบท
โดยสรุปแล้วทริปเที่ยวยุโรปตะวันออกเอง 7 วันของผมคราวนี้อาจจะดูว่าใช้เวลาไม่นาน ด้วยความเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีวันลาพักร้อนจำกัด แต่ก็สามารถเก็บแลนด์มาร์คสำคัญได้ตามที่วางไว้และใช้เวลาอยู่แต่ละที่ได้ตามใจต้องการ ไม่ได้ชะโงกทัวร์เกินไป และผมไม่แนะนำให้ตามรอยนะครับ เนื่องจากผมจัดทริปไขว้กันไปมาตั้งแต่โปแลนด์และเช็คแล้ว (ตอนแรกก็วางแผนดีอยู่หรอก แต่พอวันจริงดันอยากเปลี่ยนไปมาตามใจซะงั้น) แต่ก็หวังว่าจะพอเป็นแนวทางหรือไอเดียให้กับคนที่สนใจยุโรปตะวันออกได้บ้าง แล้วพบกันใหม่ทริปหน้าครับ 😁
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น