ย้อนรอยบทความปี 2022: ผ่านมาถึงปี 2026 ทำไม การตลาดที่ไม่จริงใจของ HYBE, มิยาวากิ ซากุระ ถึงยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน?"

[คอลัมน์ Mediaus: ยุนกวางอึน] เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผมได้เขียนบทความเรื่อง ‘ความเคยชินของค่ายเพลงเคป็อปในการใช้ประโยชน์จาก มิยาวากิ ซากุระ’



สรุปใจความสำคัญคือ ไม่ว่าจะเป็น CJ ที่เคยบริหาร IZ*ONE หรือ HYBE ที่บริหาร LE SSERAFIM ต่างก็ใช้ประโยชน์จากฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่งและอิทธิพลในญี่ปุ่นของซากุระ แต่กลับไม่หยิบยื่นโอกาสที่เหมาะสมให้ ประเด็นที่แฝงอยู่ในบทความนั้นไปไกลกว่าการเรียกร้องเรื่องการปฏิบัติต่อตัวศิลปินรายบุคคล เพราะ ‘แอร์ไทม์’ (Screen Time/Part) ที่ไอดอลแต่ละคนได้รับนั้น คือชนวนเหตุที่ทำลายความสงบสุขของอุตสาหกรรมนี้อยู่บ่อยครั้ง มันสะท้อนถึงคุณค่าและตัวตนของไอดอล ความต้องการของแฟนคลับ ผลประโยชน์ของค่ายเพลง ไปจนถึงด้านมืดที่ถูกซ่อนไว้ของอุตสาหกรรม


บางคนอาจถามว่า แค่ไอดอลคนหนึ่งไม่มีแอร์ไทม์มันเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้นเลยหรือ? ผมเข้าใจว่าอาจจะคิดแบบนั้นได้ หากเป็นกรณี ‘ทั่วไป’ มันก็คงเป็นแค่การ “กังวลเรื่องดารา” ไปเรื่อยเปื่อย แต่นั่นคือมุมมองของคนที่ไม่อาจเข้าใจหรือแกล้งมองไม่เห็นตรรกะของอุตสาหกรรมนี้ หากคุณได้รู้ว่าอุตสาหกรรมเคป็อปในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยอะไร และมันหลุดพ้นจากตรรกะทางอุตสาหกรรม ‘ทั่วไป’ ไปไกลแค่ไหน คุณอาจจะเปลี่ยนความคิด พูดสั้นๆ คือ โครงสร้างการทำเงินของเคป็อปนั้นไม่ปกติ ในอุตสาหกรรมนี้ การซื้อขายไม่ได้เกิดขึ้นตามความจำเป็นของผู้บริโภค แต่เป็นการเปลี่ยนผู้บริโภคให้กลายเป็น ‘คอร์แฟน’ (Core Fan) จากนั้นจึงจูงใจให้เกิดการซื้อที่แยกออกจากความจำเป็น การซื้อซ้ำที่เกินขีดจำกัด เพื่อรีดเงินจากกระเป๋าตังค์แฟนคลับ
ยอดขายอัลบั้มเคป็อปพุ่งสูงขึ้นทุกปีจนแตะระดับหลายสิบล้านชุด แม้แต่เกิร์ลกรุ๊ปเองก็เข้าสู่ยุคที่ขายได้ล้านชุดแล้ว คุณคิดว่าเป็นเพราะตลาดโลกขยายตัวเพียงอย่างเดียวหรือ? ตัวเลขยอดขายเหล่านั้นไม่ได้สอดคล้องกับจำนวนผู้ซื้อเลย แต่มันคือตัวเลขที่เกิดจากแฟนคลับที่มีความจงรักภักดีสูง ซื้อคนละหลายชุด ไปจนถึงหลายร้อยชุด มีการนำยอดซื้ออัลบั้มมาเรียงลำดับเพื่อชิงบัตรแฟนไซน์ แฟนๆ ยอมซื้อจำนวนมากด้วยตัวเองเพื่อช่วยทำสถิติให้วง การสั่งซื้อรวม (Gong-gu) จากจีนที่ช่วยผลักดันยอดขายเกิร์ลกรุ๊ปในปัจจุบัน ก็ถูกขับเคลื่อนด้วยจิตวิทยาการแข่งขันระหว่างแฟนคลับ บางส่วนถึงขั้นเป็น ‘การสั่งซื้อเพื่อบริจาค’ คือซื้อมาแล้วไม่รับของ หรือส่งต่อไปที่อื่น หรือถูกทิ้งทำลายไปเลยก็มี


ผมเคยย้ำเสมอว่าเคป็อปได้กลายเป็นอุตสาหกรรมแฟนคลับอย่างเต็มตัว ซึ่งหมายความว่าการพึ่งพาอำนาจซื้อของคอร์แฟนคลับนั้นเพิ่มมากขึ้น และใช้ความผูกพันทางอารมณ์ที่มีต่อศิลปินเป็นเหยื่อล่อในการสร้างดีมานด์ สิ่งที่มีกำไรสูงสุดในอุตสาหกรรมนี้คือการขายสินค้า Official (Goods) แต่สินค้าที่มีประโยชน์ใช้สอยจริงๆ กลับมีไม่มากนัก เมื่อต้นปีที่ผ่านมา HYBE เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์จากการวางขายชุดนอนที่สมาชิก BTS ออกแบบในราคา 119,000 วอน แม้แต่คนที่ขายเองก็คงไม่คิดว่าหากเป็นชุดนอน ‘ทั่วไป’ ที่ไม่ได้ใช้เนื้อผ้าเกรดพรีเมียม จะมีใครยอมจ่ายราคานี้ถ้าไม่ใช่สินค้าไอดอล
ถ้าอย่างนั้น ‘แอร์ไทม์’ คืออะไร? มันคือทั้งสาเหตุและผลลัพธ์ของดีมานด์ที่ถูกสร้างขึ้นทั้งหมดข้างต้น และเป็นความต้องการสูงสุดที่ผู้บริโภคโหยหา การได้รับแอร์ไทม์ช่วยให้ไอดอลมีโอกาสโชว์เสน่ห์เพื่อให้คนเข้ามาร่วมเป็นแฟนคลับ ในอีกด้านหนึ่ง มันคือปัจจัยตัดสินความปรารถนาที่แฟนคลับทุกคนมี คือการอยากเห็นคนที่ตัวเองชอบให้มากขึ้น และอยากให้เขาประสบความสำเร็จมากขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว แฟนคลับยอมจ่ายเงินเพราะอยากเห็น ‘การทำกิจกรรม’ ของไอดอล ความต้องการนี้ไม่สามารถเติมเต็มได้เพียงแค่การซื้ออัลบั้มที่ไม่ได้ฟัง หรือซื้อของที่ไม่ได้ใช้
แน่นอนว่าหากจัดสรรแอร์ไทม์ตาม ‘ยอดขาย’ มันจะเป็นการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของไอดอลให้กลายเป็นสินค้า แต่ในอุตสาหกรรมที่สร้างขึ้นจากดีมานด์เทียมนี้ การที่สมาชิกทุกคนได้รับโอกาสพื้นฐาน และได้รับแอร์ไทม์ที่สอดคล้องกับจำนวนผู้บริโภคที่สนับสนุน คือวิธีที่อุปสงค์และอุปทานจะตอบรับกันได้อย่างเหมาะสม ในทางกลับกัน ลองคิดดูว่าหากมีแฟนคลับจำนวนมากยอมควักเงินจ่ายเพื่ออยากเห็นไอดอลคนหนึ่ง แต่ไอดอลคนนั้นกลับไม่ได้ถูกนำเสนอออกมาเท่ากับสมาชิกคนอื่น นั่นจะเรียกว่าเป็นธุรกิจที่ยุติธรรมและการบริหารที่มีจริยธรรมได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น ค่ายเพลงต่างก็ใช้ความคาดหวังของแฟนๆ เหล่านี้ในการทำการตลาด ทำเงิน และสร้างชื่อเสียงไปเรียบร้อยแล้ว


ความย้อนแย้งในการโปรโมต ซากุระ ของ HYBE
กลับมาที่เรื่องของ มิยาวากิ ซากุระ ปัญหาของ HYBE ไม่ใช่แค่การไม่ให้โอกาสซากุระ แต่คือการ ‘หลอกลวง’ แฟนคลับ ในกระบวนการโปรโมต LE SSERAFIM สื่อต่างๆ ประโคมข่าวว่าซากุระคือเซนเตอร์ของวง ในขณะเดียวกัน ภาพคอนเซปต์และวิดีโอทีเซอร์ก็ถูกถ่ายทำออกมาโดยมีซากุระยืนเด่นเป็นจุดศูนย์กลาง แฟนคลับที่อยากสนับสนุนการเริ่มต้นใหม่ของซากุระต่างซื้ออัลบั้มจำนวนมากด้วยความหวังว่าเธอจะได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าสมัย IZ*ONE ในอีกด้านหนึ่ง การที่ไอดอลชาวญี่ปุ่นได้เป็นเซนเตอร์ในบริษัทเดียวกับ BTS ก็กลายเป็นประเด็นที่สังคมญี่ปุ่นให้ความสนใจอย่างมาก แต่พอถึงเวลาเดบิวต์จริงๆ เซนเตอร์กลับเป็นสมาชิกคนอื่น และซากุระก็ไม่ได้รับโอกาสให้มีกิจกรรมเดี่ยวในเกาหลีเลยแม้แต่ครั้งเดียว ตั้งแต่ช่วงเดบิวต์จนจบการโปรโมตอัลบั้ม จนกระทั่งได้มาออกรายการ Naver NOW ครั้งล่าสุดนี้


ผมไม่ได้จะบอกว่าซากุระต้องเป็นเซนเตอร์ หรือปัญหาคือการไม่ได้เป็นเซนเตอร์ แต่ผมกำลังตั้งคำถามถึงทัศนคติของบริษัทที่ใช้ประโยชน์จากความเชื่อใจของศิลปินและแฟนคลับ วิธีการที่ HYBE ปฏิบัติต่อซากุระมีรูปแบบที่ชัดเจน ในช่วงโปรโมตอัลบั้ม จะมีการทำให้ดูเหมือนว่าซากุระได้รับบทบาทสำคัญเพื่อสร้างความคาดหวังให้แฟนคลับ แต่ในกิจกรรมหลักที่ถูกเก็บงำไว้ ‘แอร์ไทม์’ จะถูกตัดลดลงอย่างไม่ผิดเพี้ยน ในอัลบั้ม ‘ANTIFRAGILE’ ครั้งนี้ แม้แต่ความพยายามจะปกปิดเจตนาเหล่านั้นก็ไม่มีให้เห็น ในช่วงที่มีการเปิดจองอัลบั้ม (Pre-order) บริษัทใส่ใจเธอในโชว์บนเวทีประกาศรางวัลและภาพคอนเซปต์ ยอดสั่งซื้อรวมจากแฟนคลับจีนของซากุระพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว กลายเป็น 160,000 ชุด ซึ่งคิดเป็นกว่า 70% ของยอดสั่งซื้อรวมทั้งวง แต่เมื่อยอดพรีออเดอร์ใกล้สิ้นสุดลง ในงาน KCON JAPAN ซึ่งเป็นการแสดงในบ้านเกิดของเธอ เธอกลับถูกวางไว้ที่ขอบเวทีโดยไม่มีบทบาทสำคัญใดๆ
ในมิวสิควิดีโอที่ปล่อยออกมา ผ่านไปกว่า 1 นาที ซากุระถึงจะมีช็อตเดี่ยวที่เห็นใบหน้าตรงๆ เพียงแค่ครั้งเดียวและนานแค่ 1 วินาที บนเวทีการจัดตำแหน่ง (Blocking) ก็เสียเปรียบจนแทบมองไม่เห็นเธอ ยกตัวอย่างเช่น ในท่อนที่แบ่งร้องกับ ฮงอึนแช แต่อึนแชกลับได้ร้องตรงกลางแถว ในขณะที่ซากุระต้องร้องอยู่ที่ริมขอบ ยิ่งไปกว่านั้น ท่อนร้องที่มีอยู่น้อยนิดกลับถูกนำไปไว้ในช่วงท้ายเพลง ทำให้เธอแทบไม่ปรากฏตัวเลยจนเกือบจบเพลงท่อนแรก แม้ในวงที่มีสมาชิกเพียง 5 คน ตัวเลขรวมแอร์ไทม์อาจไม่เป็นศูนย์ แต่นั่นคือภาพลวงตา เพราะต่อให้มีท่อนร้อง แต่ใน MV และบนเวทีกลับถูกจัดวางในจุดที่มองเห็นได้ยาก


ความตั้งใจที่จะ ‘เบลอ’ ตัวตน?
ทันทีที่ MV และสเตจถูกเปิดเผย แฟนคลับต่างตกตะลึง ในฐานะคนที่เฝ้าสังเกตคอนเทนต์วิดีโอมาตลอด ผมขอพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า ผมได้รับความรู้สึกว่าคนที่สร้างงานเหล่านี้ต้องการที่จะ ‘เบลอ’ ตัวตนของซากุระออกไป พวกเขาไม่ใช่แค่ไม่ใส่ใจเธอ แต่ผมสงสัยว่าถ้าไม่มีการวางแผนที่เข้มข้น มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีการจัดองค์ประกอบแบบนั้นออกมา? นอกจากนี้ วิดีโอ Fancam รายบุคคลในวันโชว์เคส มีเพียงของซากุระเท่านั้นที่จัดแสงมืดจนมองไม่เห็น และในช็อตจบ (Ending Fairy) ก็มีเพียงซากุระที่ไม่ได้รับช็อตเดี่ยว ไม่ว่านี่จะเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ แต่มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนอดสงสัยไม่ได้
นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องท่อนร้องมากหรือน้อย หากจัดตำแหน่งให้สมดุลกับสมาชิกคนอื่น ก็คงไม่รู้สึกเหมือนว่าตัวตนของเธอถูกลบเลือนไป ท้ายที่สุดแล้ว ท่าทีของ HYBE ดูเหมือนต้องการเพียงแค่ใช้ประโยชน์จากฐานแฟนคลับและชื่อเสียงของซากุระ แต่กลับปิดกั้นโอกาสที่เธอจะเติบโต ตัวอย่างอื่นยังมีอีกมาก เช่น บัญชีทางการของวงในญี่ปุ่นรีทวีตผลงานของสมาชิกคนอื่น (คาซึฮะ) แต่กลับไม่เคยรีทวีตผลงานเดี่ยวของซากุระในญี่ปุ่นเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งที่กิจกรรมเหล่านั้นช่วยโปรโมตวง แต่กลับถูกกีดกันออกไปจากแฟนคลับของวงเอง


บทสรุป: ใครกันแน่ที่เป็น ‘อักแก’ (Malignant Fan)?
ทำไมค่ายยักษ์ใหญ่ถึงเลือกปฏิบัติต่อศิลปินเพียงคนเดียว? ปัญหานี้แฟนคลับเรียกร้องมานับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับไม่มีการเปลี่ยนแปลง จนแฟนคลับต้องตามหาข่าวกันเอง ต่อหน้า HYBE สมาชิกเพียงคนเดียวหรือแฟนคลับกลุ่มเดียวอาจดูเล็กน้อยมาก และบริษัทอาจคิดว่าเสียงของคนส่วนน้อยจะถูกตีตราว่าเป็น ‘อักแก’ (แฟนคลับเดี่ยวที่มีพฤติกรรมเป็นพิษ) และถูกกลบหายไป
ผมคิดว่าการนำคำว่า ‘อักแก’ มาใช้ในทางที่ผิดนี่แหละ คือบาดแผลที่เน่าเฟะของวัฒนธรรมแฟนคลับเกาหลี หากเกิดเรื่องที่ไม่ยุติธรรมกับปัจเจกบุคคล เราควรต้องพิจารณาว่ามันไม่ยุติธรรมจริงหรือไม่และรับฟัง การตราหน้าคนที่เรียกร้องความยุติธรรมว่าเป็น ‘อักแก’ คือการตีตราที่ผิดเพี้ยนและเป็นลัทธิกลุ่มนิยม (Collectivism) ที่บีบบังคับให้ปัจเจกต้องยอมสยบต่อกลุ่ม หากคุณเป็น ‘ออลแฟน’ (แฟนทั้งวง) จริงๆ คุณควรให้ความสำคัญกับการปฏิบัติที่สมาชิกแต่ละคนได้รับอย่างเท่าเทียม


ซากุระเคยกล่าวในสารคดีว่าเธอเคยคิดว่าคงจะดีกว่าถ้าตัวเองไม่มีท่อนร้องเลย แฟนๆ อาจจะเข้าใจความรู้สึกของเธอได้มากขึ้น แต่มันไม่ควรถูกนำมาใช้สร้างความชอบธรรมให้กับการที่ค่ายทำให้เธอ ‘ล่องหน’ LE SSERAFIM ขายคอนเซปต์ความทะเยอทะยานและการเติบโต แต่ทำไมซากุระที่เริ่มต้นใหม่จากการเป็นเด็กฝึกเพียงเพื่อความฝัน ถึงเป็นคนเดียวที่ไม่ได้รับโอกาสนั้น?
ในสถานการณ์นี้ ใครกันแน่ที่ทำพฤติกรรมที่สมควรถูกเรียกว่า ‘พิษ’ (Malignant)? แฟนคลับที่โกรธแค้นต่อความอยุติธรรม หรือค่ายเพลงที่สร้างปัญหาและมอบบาดแผลให้กับพวกเขา? ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้มากไปกว่านี้อีกแล้ว


🔗https://www.mediaus.co.kr/news/articleView.html?idxno=301970
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่