JJNY : 5in1 แห่รวมตัวประท้วงกกต.│IMF คาดไทยโต 1.6%│ปากคลองตลาดคึกคัก ยอดขายไม่พุ่ง│กำลังซื้อซบเซา│ทัพมะกันเผย พร้อมโจมตี

เริ่มแล้ว คนแห่รวมตัว ประท้วงกกต. จัดกิจกรรมกินก๋วยเตี๋ยวหกคน
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10138068
.

.
เริ่มแล้ว หน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร คนแห่รวมตัว นัดชุมนุม ประท้วงการทำงานของกกต. นั่งกินก๋วยเตี๋ยว 6 คน พร้อมแสดงความเห็นสุดเดือด
.
วันที่ 14 ก.พ.2569 ผู้ชุมนุมเดินทางมาลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการทำงานของคณะกรรมการเลือกตั้ง
.
โดยภายในการชุมนุม มีกิจกรรมออกเสียงประชามติจำลองแล้ว พร้อมกับมีเวทีปราศรัยสาธารณะเพื่อให้ประชาชนสามารถส่งเสียงเรียกร้องถึงการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพ ความสุจริต และเที่ยงธรรมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
.
นอกจากนี้ยังมีการนั่งกินก๋วยเตี๋ยว 6 คน พร้อมทั้งเปิดให้ประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานของกกต. ท่ามกลางการดูแลความสงบเรียบร้อยจากเจ้าหน้าที่
.

.
IMF คาด GDP ปี 69 ไทยโต 1.6% แนะรัฐบาลใช้งบอย่างระมัดระวัง เร่งแก้ปัญหาฟอกเงิน
.
เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการบริหารของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เสร็จสิ้นการหารือประจำปี (Article IV Consultation) สำหรับประเทศไทย โดยทางการไทยได้ยินยอมให้มีการเผยแพร่รายงานของเจ้าหน้าที่ที่จัดทำขึ้นสำหรับการหารือในครั้งนี้
 .
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยผลการหารือประจำปี (Article IV Consultation) กับประเทศไทย โดยประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังน่าเป็นห่วง คาดการณ์การเติบโตชะลอตัวต่อเนื่องเหลือเพียง 1.6% ในปี 2569 ท่ามกลางปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ พร้อมแนะไทยเร่งปฏิรูปโครงสร้างและใช้นโยบายการเงิน-การคลังอย่างรัดกุม
 .
รายงานของ IMF ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับแรงต้าน (Headwinds) ที่เพิ่มขึ้น ทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก การเติบโตของสินเชื่อที่ถูกจำกัด และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่แผ่วลง ส่งผลให้ตัวเลข GDP ของไทยชะลอตัวลงตามลำดับ โดยปี 2567 เติบโต 2.5% ปี 2568 คาดว่าจะชะลอลงเหลือ 2.1% และปี 2569 คาดว่าจะชะลอตัวลงอีกเหลือเพียง 1.6%
 .
ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ และความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของตลาดการเงินโลก หรือสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม IMF มองว่าเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังคงแข็งแกร่ง ด้วยทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงและหนี้ต่างประเทศในระดับปานกลาง
 .
คณะกรรมการบริหารของ IMF ได้ให้คำแนะนำสำคัญต่อทางการไทยในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ได้แก่
 .
1. ภาคการคลัง ต้อง ‘ตรงจุด’ และ ‘ประหยัด’
 .
เนื่องจากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของไทยแคบลง IMF แนะนำว่ามาตรการช่วยเหลือทางการคลังควรเป็นแบบ มุ่งเป้า (Targeted) และ ใช้อย่างประหยัด (Parsimonious) โดยยึดมั่นในวินัยทางการคลังระยะปานกลาง
 .
IMF เห็นด้วยกับความจำเป็นในการ “เพิ่มรายได้ภาครัฐ” เพื่อสร้างกันชน (Buffers) ทางการคลังกลับคืนมา และเปิดทางให้มีการลงทุนเพื่อกระตุ้นการเติบโตและสวัสดิการสังคมในอนาคต
 .
2. ภาคการเงิน ยังมีช่องให้ ‘ผ่อนคลาย’ เพิ่มเติม
IMF เห็นด้วยที่ไทยใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อพยุงเศรษฐกิจ และมองว่า “ยังมีช่องว่างให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมได้” โดยขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนอุปสงค์และป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่ต่ำเกินไป
 .
พร้อมย้ำว่า อัตราแลกเปลี่ยน ควรทำหน้าที่เป็นตัวรองรับแรงกระแทก (Shock Absorber) โดยควรแทรกแซงค่าเงินเท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาความเป็นระเบียบของตลาดเท่านั้น และควรให้ความสำคัญของการประสานงานนโยบายการเงินและการคลังอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
 .
3. ภาคการเงินและหนี้สิน
 .
แม้ความเสี่ยงเชิงระบบจะยังจำกัด แต่ IMF เตือนให้จับตาความเสี่ยงด้านสินเชื่อที่สูงขึ้น และภาวะการเงินที่ตึงตัว โดยแนะให้เร่งแก้ปัญหา หนี้ครัวเรือน และสนับสนุน SMEs พร้อมกำชับเรื่องธรรมาภิบาลเพื่อป้องกันปัญหา Moral Hazard และเรียกร้องให้เข้มงวดการกำกับดูแล สหกรณ์ออมทรัพย์ ให้มากขึ้น พร้อมดำเนินการเสริมสร้างกรอบการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) อย่างต่อเนื่อง
 .
4. เร่งปฏิรูปโครงสร้าง
 .
ท้ายที่สุด IMF ย้ำว่าสภาพแวดล้อมภายนอกที่แย่ลง ทำให้ไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง “เร่งปฏิรูปโครงสร้างอย่างเด็ดขาด” ทั้งการยกระดับผลิตภาพแรงงาน, การบูรณาการทางการค้าและการเงิน, การลดความการทำงานนอกระบบ และการขับเคลื่อนวาระด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
.

.
วาเลนไทน์ปากคลองตลาดคึกคัก คนแห่ชมดอกไม้ แต่ยอดขายไม่พุ่งเหตุราคาสูง
.
วาเลนไทน์ปากคลองตลาดคึกคัก คนแห่ชมดอกไม้ แม่ค้าเผยยอดขายไม่พุ่งเหตุราคาสูง หลายคนตัดสินใจซื้อช่อเล็ก หรือซื้อแบบดอกเดียว
.
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศวันวาเลนไทน์ที่ปากคลองตลาด เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า ประชาชนจำนวนมากเดินทางมาเลือกซื้อดอกไม้เพื่อนำไปมอบให้คนรักและคนพิเศษ เนื่องในวันแห่งความรัก ทำให้ภายในตลาดแน่นขนัดไปด้วยลูกค้าทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยว
.
ร้านค้าส่วนใหญ่เน้นจำหน่ายดอกกุหลาบสีแดงซึ่งยังคงเป็นที่นิยมสูงสุด รวมถึงดอกไม้ชนิดอื่น เช่น ลิลลี่ ทิวลิป และดอกไม้จัดช่อสำเร็จรูปหลากหลายขนาด หลายราคา โดยมีทั้งแบบดอกเดี่ยวและช่อใหญ่ตกแต่งอย่างสวยงาม
.
อย่างไรก็ตาม ป้าหยง แม่ค้าดอกไม้ในตลาด เปิดเผยว่า แม้ปีนี้จะมีคนมาเดินดูและเลือกชมดอกไม้จำนวนมาก บรรยากาศดูคึกคักกว่าวันปกติ แต่ยอดขายไม่ได้ดีมากนักเมื่อเทียบกับสมัยก่อน เนื่องจากราคาดอกไม้ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุน ทั้งค่าขนส่งและราคาหน้าสวนที่เพิ่มขึ้น
.
คนมาเยอะจริง มาดูมาชมกันคึกคัก แต่พอเห็นราคาก็อาจจะตัดสินใจซื้อช่อเล็กลง หรือซื้อดอกเดียวแทน ทำให้ยอดขายไม่ได้พุ่งเหมือนเมื่อหลายปีก่อน” ป้าหยงกล่าว
.
ทั้งนี้ ผู้ค้าหลายรายยอมรับว่าต้องปรับกลยุทธ์ด้วยการจัดช่อขนาดเล็ก ราคาย่อมเยา เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และวัยทำงานมากขึ้น ขณะที่เจ้าหน้าที่เทศกิจและตำรวจได้เข้ามาดูแลความเรียบร้อยและจัดระเบียบการจราจรโดยรอบตลาด เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทางมาเลือกซื้อดอกไม้ในวันสำคัญดังกล่าว.
.

.
กำลังซื้อซบเซา สะท้อน สังคมเสพติดรัฐแจกเงิน ชี้ รอเงินแจก ทำศก.โตไม่ถึง1%แถมระบบฐานรากอาจติดลบ
https://www.matichon.co.th/economy/news_5596478
.
กำลังซื้อซบเซา สะท้อน สังคมกำลังเสพติดมาตรการแจกเงินของรัฐ ชี้ รอรัฐแจกเงิน เศรษฐกิจโตไม่ถึง 1 % แถมระบบฐานรากอาจติดลบ
.
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ นายสมชาย พรรัตนเจริญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมค้าส่ง- ปลีกไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังซื้อและการค้าขายของผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งรายย่อย (โชห่วย) อยู่ในภาวะซบเซาและกำลังซื้อไม่ฟื้นตัวตามคาดหวัง รวมทั้งสต๊อกสินค้าน่าจะล้นประเทศ หลังจากการส่งออกสินค้าไทยไปกัมพูชาชะงักจากปัญหาชายแดนและกำลังซื้อจากแรงงานกัมพูชากลับประเทศที่หายไป และวิถีการค้าแบบเดิมจากเคยเปิดริมถนนเลิกเพิ่มหรือย้ายไปเปิดในซอยหรือถนนย่อยแทน
.
จากปัจจัยดังกล่าวสะท้อนถึงยอดขายช่วงเกือบ 2 เดือนแรกปี 2569 นี้ ในกลุ่มโชห่วยเก่าแก่ยอดขายติดลบ 30-40% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน แต่กลุ่มร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่หรือคอนวีเนียนสโตร์ยอดขายยังบวก แต่อาจโตได้ต่ำแค่3-5% จึงส่งผลต่อภาพรวมค้าส่งค้าปลีกโดยรวมของไทยยังติดลบประมาณ 10%
.
ประเด็นที่ทำให้การค้าไม่คึกคักเท่าที่ควร แม้อยู่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน เพราะกำลังซื้อหายไป ส่วนหนึ่งอาจเพราะไม่มีงบประมาณรัฐจากมาตรการแจกเงินหรือให้เงินผ่านโครงการกระตุ้นใช้จ่ายออกมา พอเงินจากโครงการรัฐหมดลง กำลังซื้อและการค้าก็ซบเซาลงทันที ถือว่าเป็นสัญญาณไม่ดี สะท้อนว่า สังคมกำลังเสพติดมาตรการแจกเงินของรัฐ จะกลายเป็นอันตรายอย่างมากในอนาคต เชื่อว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่  รอว่าเมื่อเลือกตั้งเสร็จและจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว ก็จะมีมาตรการกระตุ้นใช้จ่ายรัฐแจกเงินอีกรอบ ดังนั้น หากยังไม่ได้รัฐบาลใหม่เข้าบริหารประเทศ กำลังซื้อโดยเฉพาะกลุ่มฐานราก ก็จะไม่มีเงินใช้จ่าย และรัฐบาลต้องคิดใหม่แล้ว หากใช้มาตรการเดิมๆแจกเงิน ใช้หมด ก็จบ แต่ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวนั้นจะคุมแค่ไหน ดูจากหน่วยงานประเมินตัวเลขเศรษฐกิจลดทอนคาดการณ์เศรษฐกิจไทยทั้งสิ้น ที่ว่าไทยจะโต 1.6% ส่วนตัวผมว่าหากปล่อยให้รอเงินแจกของรัฐ เชื่อว่าเศรษฐกิจโตไม่ถึง 1 % แต่ในระบบฐานรากอาจติดลบในหลายพื้นที่ด้วยซ้ำ ” นายสมชาย กล่าว
.
นายสมชาย กล่าวว่า ขณะที่รอความชัดเจนของรัฐบาลและรัฐมนตรีเข้าบริหารประเทศ กลุ่มผู้ประกอบการโชห่วยได้มีการประชุมหารือต่อเนื่อง เพื่อรวบรวมปัญหาและความเห็นที่เตรียมนำเสนอกระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลใหม่ ในการทำโครงการโลคัลโลว์คอสต์ (Local Lowcost) เพื่อลดผลกระทบจากการขยายตัวของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่มีทุนหนาและเร่งขยายสาขาไปตามต่างจังหวัด และการแบกรับต้นทุนสินค้าเพื่อขายที่มีการขยับราคาต่อเนื่อง ทั้งนี้แนวคิดในโครงการคือประสานความร่วมมือ 3 ส่วน คือผู้ผลิต ผู้ค้าส่งค้าปลีก และหน่วยงานรัฐ ในการคัดเลือกสินค้าของผู้ผลิตรายกลางและเล็ก หรือ สินค้าแบรนด์รอง เริ่มที่ 5-6 รายการ ในกลุ่มซักล้าง ชำระล้าง หรือ ของกิน แล้วนำไปวางในร้านโชห่วย และรัฐให้งบประมาณสนับสนุนเพื่อให้เกิดการซื้อขาย ผ่านการจัดทำคูปอง และการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี โดยผู้ซื้อรับคูปองแทนเงินสดจากรัฐ ไปซื้อสินค้ากับโชห่วย จากนั้นโชห่วยก็นำคูปองขึ้นเงินกับภาครัฐ โดยให้เงินสนับสนุนรายละ 400-500 บาทต่อครั้ง เป็นโครงการทำต่อเนื่องอย่างน้อย 5-6 เดือน เพื่อให้เงินเข้าระบบการค้าฐานรากโดยตรง และการนำเงินรัฐไปใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็น
.
หารือกันมาระยะหนึ่งแล้ว ทุกฝ่ายเห็นด้วยในแนวคิด ก็จะลงในรายละเอียดขั้นตอน และผลที่จะได้รับ ทำเป็นเอกสาร รอยื่นให้รัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ให้มีการผลักดันต่อไป วิธีนี้จะช่วยเพิ่มเงินประชาชนที่มีรายได้น้อย ช่วยผู้ผลิตเอสเอ็มอี และโชห่วยดั้งเดิม และงบประมาณไม่ให้ตกหล่น อย่างรายใหญ่เขาก็ใช้วิธีผลิตสินค้าแบรนด์ตนเอง(เฮาส์แบรนด์) เพื่อดึงฐานลูกค้ารายได้น้อย ชิงกับโชห่วยที่ต้องพึ่งพาสินค้ายี่ห้อดังเพื่อจูงใจคนเข้าบ้าน การมีกลุ่มสินค้าโลคอลก็เป็นทางหนึ่งดึงฐานลูกค้าแรงงานและผู้มีรายได้น้อย ” นายสมชาย กล่าว.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่