รมว.คลังชงเข้า ครม.สัปดาห์หน้า ชี้ขาด “คนละครึ่งพลัส” แจกคนละ 4,000 บาท อย่างน้อย 34 ล้านคน อัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบต่อเนื่อง 4 เดือน สะพัด 1.36 แสนล้าน หอการค้าไทยเชื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ ปลุกใช้จ่ายฟื้นจากภาวะซึมเซาดิ่งลึก นักวิเคราะห์คาดบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ได้อานิสงส์ ดัน GDP ได้ 0.2% ห้างค้าปลีกต่างจังหวัดขอสิทธิ์ร่วมมาตรการ ประเมินมู้ดจับจ่ายแบบรัดเข็มขัด หวังกระตุกเศรษฐกิจฐานราก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการคนละครึ่งพลัสจะเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจเยียวยากลุ่มผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ในมาตรการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน 2 กลุ่ม คือกลุ่มประชาชนทั่วไป 20 กว่าล้านคน และประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14 ล้านคน รวมผู้ที่จะได้รับการช่วยเหลือกว่า 34 ล้านคน
โดยจะให้ประชาชนที่มีสิทธิตามที่กระทรวงการคลังกำหนดลงทะเบียนเพื่อรับเงินโครงการคนละครึ่งในเดือนพฤษภาคม เริ่มการใช้จ่ายเดือนมิถุนายน-กันยายน 2569 รวม 4 เดือน เดือนละ 1,000 บาท รวม 4,000 บาท แบ่งเป็นรัฐบาลจ่ายให้ 60% ผู้มีสิทธิร่วมจ่าย 40%
เงินสะพัด 1.36 แสนล้าน
การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้รัฐบาลต้องการให้เงินหมุนเวียนในระดับฐานราก โดยใช้เงินงบประมาณในโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ คาดว่าจะมีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจเดือนละ 34,000 ล้านบาท จากการใช้จ่ายจากทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้มีสิทธิคนละครึ่งอย่างน้อย 34 ล้านคน รวม 4 เดือน เม็ดเงินหมุนรอบแรก 1.36 แสนล้าน
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้ให้กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณเร่งหาแหล่งเงิน เพื่อนำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทย พลัส รวบรวมจากยอดเงินใน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2569 ที่ไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันได้ภายในวันที่ 30 เม.ย.นี้ และจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ และให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในสัปดาห์หน้า
INVX คาดผลบวกบริษัทค้าปลีก
รายงานจากบริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) ระบุว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงเสียดทานรอบด้าน ประเมินว่ามาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งประกอบด้วยโครงการคนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการประคองกำลังซื้อและเติมเงินหมุนเวียนในระบบได้กว่า 1.36 แสนล้านบาท แม้จะช่วยหนุน GDP ได้ 0.2% แต่อาจยังไม่ใช่เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยเหตุนี้ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ จึงยังคงประมาณการ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.4% พร้อมคงเป้าหมาย SET Index ที่ 1,500 จุด โดยอิง Fwd PER 16 เท่า และ EPS ที่ 94.1 บาท ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นมาตรการนี้สร้าง Sentiment บวกต่อกลุ่มพาณิชย์และสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ CPALL, CPAXT, BJC, TNP, CBG และ OSP รวมทั้งกลุ่มสินเชื่อรายย่อย อาทิ MTC, SAWAD, TIDLOR และ AEONTS
ค้าปลีกต่างจังหวัดลุ้นจับจ่าย
นายแพทย์ณัฐพล วงศ์มณีรุ่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท แจ่มฟ้าเซฟมาร์ท จำกัด ยักษ์ใหญ่ค้าปลีก-ค้าส่งแห่งจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุด ในการเพิ่มกำลังซื้อในระดับฐานราก แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องเงื่อนไขร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาประเด็นสำคัญ ดังนี้
1.ยกเลิกข้อจำกัดนิติบุคคล เดิมโครงการมักจำกัดเฉพาะร้านค้าบุคคลธรรมดาและมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ซึ่งทำให้ร้านค้าปลีกท้องถิ่นที่เป็นนิติบุคคลขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าร่วมได้ ทั้งที่เป็นแหล่งกระจายสินค้าจำเป็นในราคาถูก
2.เพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงสินค้าจำเป็น ซึ่งหากเปิดให้ร้านค้าปลีกในภูธรเข้าร่วมได้ประชาชนจะสามารถใช้สิทธิ์ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานได้ในราคาต้นทุนที่ต่ำกว่าร้านค้าขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้เห็นผลมากกว่า
สำหรับสถานการณ์ค้าปลีกในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ มียอดขายเติบโตขึ้นประมาณ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (2568) อย่างไรก็ตามการเติบโตดังกล่าวไม่ได้สะท้อนถึงการฟื้นตัวของกำลังซื้ออย่างแท้จริง แต่เกิดจากสภาวะ Panic Buying หรือการตื่นตระหนกจากสถานการณ์โลก โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ประชาชนมีความกังวลเรื่องสงครามและแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จึงตัดสินใจซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น น้ำมันพืช และข้าวสาร เพื่อกักตุนไว้ล่วงหน้า
ขณะที่สถานการณ์ในเดือนเมษายนแม้จะมีเทศกาลสงกรานต์ช่วยหนุน แต่ภาพรวมพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยพบว่ายอดการใช้จ่ายต่อครั้งลดลง สวนทางกับความถี่ในการเข้าร้านที่เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น เลือกซื้อเฉพาะของที่จำเป็นต้องใช้ และพยายามบริหารจัดการเงินสดในมือให้คุ้มค่าที่สุดในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง
คนละครึ่งดันยอดขาย 2%
เช่นเดียวกับนายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ผู้บริหารตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ ห้างค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ในจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง โครงการคนละครึ่งพลัสที่ผ่านมาสามารถดันยอดขายเพิ่มขึ้น 2% แต่พบว่ากำลังซื้อคนในพื้นที่อ่อนแรงลง เพราะกังวลเรื่องสงครามและราคาน้ำมัน จึงเน้นใช้จ่ายเฉพาะสินค้าจำเป็นเท่านั้น ส่งผลให้เดือนเมษายนมียอดขายต่อบิลลดลง 15% คาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจอยู่กับสภาวะนี้ไปอีก 2-3 ปี
ลุ้นกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
นางสาวฐิตานันท์ สิริธนนนท์สกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์ เซาท์เทิร์น จำกัด (มหาชน) ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งรายใหญ่ในภาคใต้ กว่า 35 สาขา กล่าวว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายฐานรากโดยตรงและทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้า ร้านชำ ร้านแผงลอย รถเข็น ฯลฯ เชื่อว่าสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้
แนะโฟกัสค่าครองชีพ-SMEs
นายสมชาย พรรัตนเจริญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัสน่าจะช่วยได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มฐานรากแทบไม่เหลือกำลังซื้อ การเติมเงินแม้จะ 60% ก็อาจไม่สามารถกระตุ้นให้จับจ่ายได้มากนัก เช่นเดียวกับด้านร้านค้าปลีกรายย่อยที่ยังกังวลกับการถูกเก็บภาษีหากเข้าร่วมโครงการ ทำให้ยังรอดูท่าที
จึงเสนอว่ารัฐควรโฟกัสไปที่ค่าครองชีพ การสร้างรายได้ของกลุ่มฐานราก และ SMEs ซึ่งถูกกระทบหนักสุด มากกว่ากระตุ้นการจับจ่าย เพื่อรับมือสถานการณ์ระยะยาวกรณีพ้นช่วงโครงการแล้วแต่สถานการณ์สงครามยังไม่คลี่คลาย เช่น มาตรการกำหนดราคา คุมการแข่งขันให้เป็นธรรม จำกัดสินค้าต่างประเทศ สร้างอาชีพผู้สูงอายุ ฯลฯ
คนละครึ่งพลัสแค่พยุงเศรษฐกิจ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มาตรการคนละครึ่งพลัสจึงถูกมองว่าเป็นกลไกเติมเงินกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก เชื่อว่าจะช่วยประคองการใช้จ่ายในประเทศไม่ให้ซึมตัวลงมากเกินไป พร้อมช่วยให้ร้านค้ารายย่อยและเศรษฐกิจฐานรากมีรายได้หมุนเวียนเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันหากรัฐบาลสามารถดำเนินควบคู่กับมาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งประเมินว่าอาจเติมเงินให้ผู้ถือบัตร 4,000 บาทต่อคน ครอบคลุม 14 ล้านคนจะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบอีกประมาณ 56,000 ล้านบาท เมื่อรวม 2 มาตรการคาดว่าจะมีเม็ดเงินอัดฉีดไม่น้อยกว่า 80,000 ล้านบาทและอาจแตะใกล้ระดับ 90,000-100,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับรายละเอียดมาตรการจริง โดยทุกเม็ดเงินอัดฉีด 40,000-50,000 ล้านบาทจะช่วยหนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ราว 0.2-0.3%
ดังนั้นหากใช้มาตรการคนละครึ่งพลัสร่วมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอาจช่วยเพิ่มจีดีพีได้ประมาณ 0.3-0.5% โดยถือเป็นมาตรการ “พยุงเศรษฐกิจ” มากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจรุนแรงในช่วงที่ต้นทุนพลังงานกำลังดูดเงินออกจากกระเป๋าประชาชนและภาคธุรกิจ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ :
https://www.prachachat.net/economy/news-1999251
คนละครึ่งสะพัด 1.36 แสนล้าน แจก 34 ล้านคน ฟื้นเศรษฐกิจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการคนละครึ่งพลัสจะเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจเยียวยากลุ่มผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ในมาตรการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน 2 กลุ่ม คือกลุ่มประชาชนทั่วไป 20 กว่าล้านคน และประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14 ล้านคน รวมผู้ที่จะได้รับการช่วยเหลือกว่า 34 ล้านคน
โดยจะให้ประชาชนที่มีสิทธิตามที่กระทรวงการคลังกำหนดลงทะเบียนเพื่อรับเงินโครงการคนละครึ่งในเดือนพฤษภาคม เริ่มการใช้จ่ายเดือนมิถุนายน-กันยายน 2569 รวม 4 เดือน เดือนละ 1,000 บาท รวม 4,000 บาท แบ่งเป็นรัฐบาลจ่ายให้ 60% ผู้มีสิทธิร่วมจ่าย 40%
เงินสะพัด 1.36 แสนล้าน
การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้รัฐบาลต้องการให้เงินหมุนเวียนในระดับฐานราก โดยใช้เงินงบประมาณในโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ คาดว่าจะมีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจเดือนละ 34,000 ล้านบาท จากการใช้จ่ายจากทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้มีสิทธิคนละครึ่งอย่างน้อย 34 ล้านคน รวม 4 เดือน เม็ดเงินหมุนรอบแรก 1.36 แสนล้าน
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้ให้กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณเร่งหาแหล่งเงิน เพื่อนำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทย พลัส รวบรวมจากยอดเงินใน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2569 ที่ไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันได้ภายในวันที่ 30 เม.ย.นี้ และจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ และให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในสัปดาห์หน้า
INVX คาดผลบวกบริษัทค้าปลีก
รายงานจากบริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) ระบุว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงเสียดทานรอบด้าน ประเมินว่ามาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งประกอบด้วยโครงการคนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการประคองกำลังซื้อและเติมเงินหมุนเวียนในระบบได้กว่า 1.36 แสนล้านบาท แม้จะช่วยหนุน GDP ได้ 0.2% แต่อาจยังไม่ใช่เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยเหตุนี้ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ จึงยังคงประมาณการ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.4% พร้อมคงเป้าหมาย SET Index ที่ 1,500 จุด โดยอิง Fwd PER 16 เท่า และ EPS ที่ 94.1 บาท ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นมาตรการนี้สร้าง Sentiment บวกต่อกลุ่มพาณิชย์และสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ CPALL, CPAXT, BJC, TNP, CBG และ OSP รวมทั้งกลุ่มสินเชื่อรายย่อย อาทิ MTC, SAWAD, TIDLOR และ AEONTS
ค้าปลีกต่างจังหวัดลุ้นจับจ่าย
นายแพทย์ณัฐพล วงศ์มณีรุ่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท แจ่มฟ้าเซฟมาร์ท จำกัด ยักษ์ใหญ่ค้าปลีก-ค้าส่งแห่งจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุด ในการเพิ่มกำลังซื้อในระดับฐานราก แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องเงื่อนไขร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาประเด็นสำคัญ ดังนี้
1.ยกเลิกข้อจำกัดนิติบุคคล เดิมโครงการมักจำกัดเฉพาะร้านค้าบุคคลธรรมดาและมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ซึ่งทำให้ร้านค้าปลีกท้องถิ่นที่เป็นนิติบุคคลขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าร่วมได้ ทั้งที่เป็นแหล่งกระจายสินค้าจำเป็นในราคาถูก
2.เพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงสินค้าจำเป็น ซึ่งหากเปิดให้ร้านค้าปลีกในภูธรเข้าร่วมได้ประชาชนจะสามารถใช้สิทธิ์ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานได้ในราคาต้นทุนที่ต่ำกว่าร้านค้าขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้เห็นผลมากกว่า
สำหรับสถานการณ์ค้าปลีกในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ มียอดขายเติบโตขึ้นประมาณ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (2568) อย่างไรก็ตามการเติบโตดังกล่าวไม่ได้สะท้อนถึงการฟื้นตัวของกำลังซื้ออย่างแท้จริง แต่เกิดจากสภาวะ Panic Buying หรือการตื่นตระหนกจากสถานการณ์โลก โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ประชาชนมีความกังวลเรื่องสงครามและแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จึงตัดสินใจซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น น้ำมันพืช และข้าวสาร เพื่อกักตุนไว้ล่วงหน้า
ขณะที่สถานการณ์ในเดือนเมษายนแม้จะมีเทศกาลสงกรานต์ช่วยหนุน แต่ภาพรวมพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยพบว่ายอดการใช้จ่ายต่อครั้งลดลง สวนทางกับความถี่ในการเข้าร้านที่เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น เลือกซื้อเฉพาะของที่จำเป็นต้องใช้ และพยายามบริหารจัดการเงินสดในมือให้คุ้มค่าที่สุดในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง
คนละครึ่งดันยอดขาย 2%
เช่นเดียวกับนายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ผู้บริหารตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ ห้างค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ในจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง โครงการคนละครึ่งพลัสที่ผ่านมาสามารถดันยอดขายเพิ่มขึ้น 2% แต่พบว่ากำลังซื้อคนในพื้นที่อ่อนแรงลง เพราะกังวลเรื่องสงครามและราคาน้ำมัน จึงเน้นใช้จ่ายเฉพาะสินค้าจำเป็นเท่านั้น ส่งผลให้เดือนเมษายนมียอดขายต่อบิลลดลง 15% คาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจอยู่กับสภาวะนี้ไปอีก 2-3 ปี
ลุ้นกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
นางสาวฐิตานันท์ สิริธนนนท์สกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์ เซาท์เทิร์น จำกัด (มหาชน) ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งรายใหญ่ในภาคใต้ กว่า 35 สาขา กล่าวว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายฐานรากโดยตรงและทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้า ร้านชำ ร้านแผงลอย รถเข็น ฯลฯ เชื่อว่าสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้
แนะโฟกัสค่าครองชีพ-SMEs
นายสมชาย พรรัตนเจริญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัสน่าจะช่วยได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มฐานรากแทบไม่เหลือกำลังซื้อ การเติมเงินแม้จะ 60% ก็อาจไม่สามารถกระตุ้นให้จับจ่ายได้มากนัก เช่นเดียวกับด้านร้านค้าปลีกรายย่อยที่ยังกังวลกับการถูกเก็บภาษีหากเข้าร่วมโครงการ ทำให้ยังรอดูท่าที
จึงเสนอว่ารัฐควรโฟกัสไปที่ค่าครองชีพ การสร้างรายได้ของกลุ่มฐานราก และ SMEs ซึ่งถูกกระทบหนักสุด มากกว่ากระตุ้นการจับจ่าย เพื่อรับมือสถานการณ์ระยะยาวกรณีพ้นช่วงโครงการแล้วแต่สถานการณ์สงครามยังไม่คลี่คลาย เช่น มาตรการกำหนดราคา คุมการแข่งขันให้เป็นธรรม จำกัดสินค้าต่างประเทศ สร้างอาชีพผู้สูงอายุ ฯลฯ
คนละครึ่งพลัสแค่พยุงเศรษฐกิจ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มาตรการคนละครึ่งพลัสจึงถูกมองว่าเป็นกลไกเติมเงินกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก เชื่อว่าจะช่วยประคองการใช้จ่ายในประเทศไม่ให้ซึมตัวลงมากเกินไป พร้อมช่วยให้ร้านค้ารายย่อยและเศรษฐกิจฐานรากมีรายได้หมุนเวียนเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันหากรัฐบาลสามารถดำเนินควบคู่กับมาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งประเมินว่าอาจเติมเงินให้ผู้ถือบัตร 4,000 บาทต่อคน ครอบคลุม 14 ล้านคนจะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบอีกประมาณ 56,000 ล้านบาท เมื่อรวม 2 มาตรการคาดว่าจะมีเม็ดเงินอัดฉีดไม่น้อยกว่า 80,000 ล้านบาทและอาจแตะใกล้ระดับ 90,000-100,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับรายละเอียดมาตรการจริง โดยทุกเม็ดเงินอัดฉีด 40,000-50,000 ล้านบาทจะช่วยหนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ราว 0.2-0.3%
ดังนั้นหากใช้มาตรการคนละครึ่งพลัสร่วมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอาจช่วยเพิ่มจีดีพีได้ประมาณ 0.3-0.5% โดยถือเป็นมาตรการ “พยุงเศรษฐกิจ” มากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจรุนแรงในช่วงที่ต้นทุนพลังงานกำลังดูดเงินออกจากกระเป๋าประชาชนและภาคธุรกิจ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/economy/news-1999251