[United Calypso 1976 #12]
คาร์ริก เอฟเฟกต์: 5 เกมแรกที่ปลุกแมนฯ ยูไนเต็ด ให้กลับมามีชีวิต
ไมเคิล คาร์ริก เพิ่งคุมทีมไปเพียงห้าเกม แต่ภาพของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การนำของเขาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน อดีตกองกลางปีศาจแดงพาทีมเก็บชัยชนะสี่นัด เสมอหนึ่ง ขยับขึ้นอันดับสี่ของตาราง และกลับมาไล่ล่าพื้นที่แชมเปียนส์ลีกอีกครั้ง
ต่างจากยุคของ รูเบน อโมริม อย่างสิ้นเชิง ยูไนเต็ดกลับมาเล่นฟุตบอลอย่างมั่นใจ ปลดพันธนาการ และเดินเกมอย่างยอดเยี่ยมอีกครั้ง
ดีน สกอกกินส์ กูรูแท็กติกของสื่ออังกฤษ "เดอะ ซัน" แจกแจงห้าปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการฟื้นคืนชีพของทีมภายใต้คาร์ริก
1. จุดศูนย์กลางใหม่ และ “ไดมอนด์ของบรูโน”
การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดคือบทบาทของ บรูโน แฟร์นันด์ส ภายใต้การคุมทีมของอโมริม เขาต้องถอยลึก วิ่งทั่วสนาม ทำทุกอย่างในลักษณะที่ถูกเรียกว่า “สตีเวน เจอร์ราร์ด ซินโดรม”
คาร์ริกพาเขากลับสู่ตำแหน่งหมายเลข 10 ที่เหมาะสม และมากกว่านั้นคือการสร้างความเชื่อมโยงใกล้ชิดทั่วสนาม ยูไนเต็ดไม่ได้จัดรูปทรงแค่สามเหลี่ยม แต่เป็นรูปเพชร เพื่อให้ผู้ครองบอลมีตัวเลือกอย่างน้อยสองทางเสมอ
เมื่อบรูโนลอยเข้าไปในพื้นที่ว่าง กลุ่ม “ไดมอนด์” อย่าง มาเตอุส คุนญา, ไบรอัน เอ็มเบอโม่, อาหมัด ดิยัลโล และ ค็อบบี เมนู จะขยับตามจังหวะของเขา
ในเกมกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ สเปอร์ส ยูไนเต็ดดึงแนวรับคู่แข่งให้รวมตัวกันในพื้นที่แคบ ก่อนที่บรูโนจะสอดเข้าไปในช่องว่างด้านหลัง สถิติของเขาในยุคคาร์ริกยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดในสนามตลอดช่วงเวลานี้
2. การคืนชีพฝั่งซ้ายของลุค ชอว์
ลุค ชอว์ ดูเหมือนผู้เล่นที่เกิดใหม่ภายใต้ระบบ 4-2-3-1 ที่มีความยืดหยุ่น ผู้เล่นฝั่งซ้ายสามารถขยับเข้ากลางได้ บางจังหวะคล้ายแบ็กทรี โดย ดีโอโก ดาโลต์ ยืนประจำการ ขณะที่ชอว์เติมเกมสูง
เกมพบอาร์เซนอลคือภาพสะท้อนชัดเจน การโอเวอร์แลปของเขาคือจุดเริ่มต้นของประตูจาก แพทริค ดอร์กู และคุนญา
ชอว์ได้รับอิสระในการอ่านเกมและเติมในจังหวะที่เหมาะสม เขามีความเข้าใจแท็กติกเพียงพอที่จะรับบทบาทนี้ และฟอร์มของเขาถูกยกให้เป็นการกลับมาสู่มาตรฐานแบบเดียวกับที่เคยเห็นในศึกยูโรกับทีมชาติอังกฤษ
3. “เมนู รอนโด”
ค็อบบี เมนู คือสัญลักษณ์ของความแตกต่างระหว่างสองยุค อโมริมถูกมองว่าไม่เข้าใจเขา แต่คาร์ริกซึ่งเคยเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง เข้าใจศักยภาพของดาวรุ่งรายนี้อย่างแท้จริง
กุญแจสำคัญคือการจับคู่กับ คาเซมิโร แม้เคยมีความเชื่อว่าทั้งคู่ขาดความคล่องตัวพอจะเล่นร่วมกัน คาร์ริกแก้ด้วยการใช้ “เรสต์ ดีเฟนซ์” ให้เซ็นเตอร์แบ็กดันขึ้นมาช่วยคาเซมิโร เปิดทางให้เมนูเติมเกมรุกใกล้บรูโน
สิ่งที่โดดเด่นคือ “รอนโดในเกมจริง” ผู้เล่นยูไนเต็ดหมุนบอลแบบฝึกซ้อมในสนามแข่งขัน เกมชนะสเปอร์ส 2-0 คือภาพชัดเจน ผู้เล่นหกคนยืนล้อมวงแคบ ปล่อยให้ผู้เล่นคู่แข่งสี่คนวิ่งไล่เงา
การเล่นวันทัชระดับสูง พร้อมความเชื่อมโยงใกล้ชิด ทำให้เพรสซิ่งของคู่แข่งถูกตัดออกไป และรอนโดของเมนูกลายเป็นหนึ่งในกุญแจสู่ความสำเร็จ
4. ฟุตบอลสไตล์ “เซสโก”
เบนจามิน เซสโก ไม่แสดงอาการงอแงแม้เป็นผู้เล่นค่าตัว 60 ล้านปอนด์ที่ต้องเผชิญแรงกดดัน ผลงานของเขาภายใต้คาร์ริกชัดเจน ลงเล่น 61 นาที ยิงสองประตู
แต่สิ่งที่โดดเด่นคือการเคลื่อนที่ เกมพบเวสต์แฮม เขาวิ่งเป็นวงเล็กหน้ากองหลัง สร้างพื้นที่ว่างที่ก่อนหน้านั้นไม่มีอยู่
จังหวะจบสกอร์ชวนให้นึกถึง โรบิน ฟาน เพอร์ซี และในฐานะหมายเลข 9 ตัวใหญ่ เขาช่วยตรึงแนวรับและเซ็นเตอร์แบ็ก เปิดทางเลือกใหม่ให้ทีมในยามต้องการวิธีเล่นที่แตกต่าง
5. โครงสร้างเกมรับและลูกตั้งเตะ
จอห์นนี อีแวนส์ และ โจนาธาน วูดเกต เข้ามาเสริมทีมสตาฟฟ์ และช่วยให้ทีมกลับมาดุดันในการป้องกันกรอบเขตโทษ
ในเกมรุก ลูกตั้งเตะกลายเป็นอาวุธสำคัญ เกมกับสเปอร์สเผยให้เห็นแผนซ้อมที่ชัดเจน เมนูบล็อก แนวรับถูกดึงเข้าไป และเอ็มเบอโม่ถูกหาพื้นที่รูปตัว “L” ด้านมุม
เกือบเกิดภาพเดิมในเกมกับเวสต์แฮม จากการวิ่งโค้งของชอว์ แฮร์รี แม็กไกวร์ และ ลิซานโดร มาร์ติเนซ เล่นคู่กันได้มั่นคงขึ้น และทีมเพิ่มความอันตรายจากสถานการณ์นิ่งอย่างเห็นได้ชัด
ยูไนเต็ดไม่ใช่เพียงกลุ่มนักเตะรายบุคคลอีกต่อไป แต่เป็นหน่วยที่ซ้อมมาดี มีแผนรองรับทุกสถานการณ์
ห้าเกมแรกของคาร์ริก สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ ทั้งโครงสร้างแท็กติก ความเชื่อมโยงระหว่างผู้เล่น และความมั่นใจในสนาม จากทีมที่เคยไร้ทิศทาง วันนี้ยูไนเต็ดกลายเป็นทีมที่มีแบบแผนชัดเจน และหลังมีเวลา 10 วันบนสนามซ้อม “รากฐานคาร์ริก” ก็ดูแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
สำหรับแฟนปีศาจแดง นี่ไม่ใช่แค่ผลการแข่งขัน แต่คือความรู้สึกว่าทีมรักของพวกเขากลับมาเล่นฟุตบอลที่มีชีวิตอีกครั้ง
เรียบเรียงจากบทความของ Dean Scoggins, The Sun
คาร์ริก เอฟเฟกต์: 5 เกมแรกที่ปลุกแมนฯ ยูไนเต็ด ให้กลับมามีชีวิต
คาร์ริก เอฟเฟกต์: 5 เกมแรกที่ปลุกแมนฯ ยูไนเต็ด ให้กลับมามีชีวิต
ไมเคิล คาร์ริก เพิ่งคุมทีมไปเพียงห้าเกม แต่ภาพของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การนำของเขาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน อดีตกองกลางปีศาจแดงพาทีมเก็บชัยชนะสี่นัด เสมอหนึ่ง ขยับขึ้นอันดับสี่ของตาราง และกลับมาไล่ล่าพื้นที่แชมเปียนส์ลีกอีกครั้ง
ต่างจากยุคของ รูเบน อโมริม อย่างสิ้นเชิง ยูไนเต็ดกลับมาเล่นฟุตบอลอย่างมั่นใจ ปลดพันธนาการ และเดินเกมอย่างยอดเยี่ยมอีกครั้ง
ดีน สกอกกินส์ กูรูแท็กติกของสื่ออังกฤษ "เดอะ ซัน" แจกแจงห้าปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการฟื้นคืนชีพของทีมภายใต้คาร์ริก
1. จุดศูนย์กลางใหม่ และ “ไดมอนด์ของบรูโน”
การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดคือบทบาทของ บรูโน แฟร์นันด์ส ภายใต้การคุมทีมของอโมริม เขาต้องถอยลึก วิ่งทั่วสนาม ทำทุกอย่างในลักษณะที่ถูกเรียกว่า “สตีเวน เจอร์ราร์ด ซินโดรม”
คาร์ริกพาเขากลับสู่ตำแหน่งหมายเลข 10 ที่เหมาะสม และมากกว่านั้นคือการสร้างความเชื่อมโยงใกล้ชิดทั่วสนาม ยูไนเต็ดไม่ได้จัดรูปทรงแค่สามเหลี่ยม แต่เป็นรูปเพชร เพื่อให้ผู้ครองบอลมีตัวเลือกอย่างน้อยสองทางเสมอ
เมื่อบรูโนลอยเข้าไปในพื้นที่ว่าง กลุ่ม “ไดมอนด์” อย่าง มาเตอุส คุนญา, ไบรอัน เอ็มเบอโม่, อาหมัด ดิยัลโล และ ค็อบบี เมนู จะขยับตามจังหวะของเขา
ในเกมกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ สเปอร์ส ยูไนเต็ดดึงแนวรับคู่แข่งให้รวมตัวกันในพื้นที่แคบ ก่อนที่บรูโนจะสอดเข้าไปในช่องว่างด้านหลัง สถิติของเขาในยุคคาร์ริกยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดในสนามตลอดช่วงเวลานี้
2. การคืนชีพฝั่งซ้ายของลุค ชอว์
ลุค ชอว์ ดูเหมือนผู้เล่นที่เกิดใหม่ภายใต้ระบบ 4-2-3-1 ที่มีความยืดหยุ่น ผู้เล่นฝั่งซ้ายสามารถขยับเข้ากลางได้ บางจังหวะคล้ายแบ็กทรี โดย ดีโอโก ดาโลต์ ยืนประจำการ ขณะที่ชอว์เติมเกมสูง
เกมพบอาร์เซนอลคือภาพสะท้อนชัดเจน การโอเวอร์แลปของเขาคือจุดเริ่มต้นของประตูจาก แพทริค ดอร์กู และคุนญา
ชอว์ได้รับอิสระในการอ่านเกมและเติมในจังหวะที่เหมาะสม เขามีความเข้าใจแท็กติกเพียงพอที่จะรับบทบาทนี้ และฟอร์มของเขาถูกยกให้เป็นการกลับมาสู่มาตรฐานแบบเดียวกับที่เคยเห็นในศึกยูโรกับทีมชาติอังกฤษ
3. “เมนู รอนโด”
ค็อบบี เมนู คือสัญลักษณ์ของความแตกต่างระหว่างสองยุค อโมริมถูกมองว่าไม่เข้าใจเขา แต่คาร์ริกซึ่งเคยเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง เข้าใจศักยภาพของดาวรุ่งรายนี้อย่างแท้จริง
กุญแจสำคัญคือการจับคู่กับ คาเซมิโร แม้เคยมีความเชื่อว่าทั้งคู่ขาดความคล่องตัวพอจะเล่นร่วมกัน คาร์ริกแก้ด้วยการใช้ “เรสต์ ดีเฟนซ์” ให้เซ็นเตอร์แบ็กดันขึ้นมาช่วยคาเซมิโร เปิดทางให้เมนูเติมเกมรุกใกล้บรูโน
สิ่งที่โดดเด่นคือ “รอนโดในเกมจริง” ผู้เล่นยูไนเต็ดหมุนบอลแบบฝึกซ้อมในสนามแข่งขัน เกมชนะสเปอร์ส 2-0 คือภาพชัดเจน ผู้เล่นหกคนยืนล้อมวงแคบ ปล่อยให้ผู้เล่นคู่แข่งสี่คนวิ่งไล่เงา
การเล่นวันทัชระดับสูง พร้อมความเชื่อมโยงใกล้ชิด ทำให้เพรสซิ่งของคู่แข่งถูกตัดออกไป และรอนโดของเมนูกลายเป็นหนึ่งในกุญแจสู่ความสำเร็จ
4. ฟุตบอลสไตล์ “เซสโก”
เบนจามิน เซสโก ไม่แสดงอาการงอแงแม้เป็นผู้เล่นค่าตัว 60 ล้านปอนด์ที่ต้องเผชิญแรงกดดัน ผลงานของเขาภายใต้คาร์ริกชัดเจน ลงเล่น 61 นาที ยิงสองประตู
แต่สิ่งที่โดดเด่นคือการเคลื่อนที่ เกมพบเวสต์แฮม เขาวิ่งเป็นวงเล็กหน้ากองหลัง สร้างพื้นที่ว่างที่ก่อนหน้านั้นไม่มีอยู่
จังหวะจบสกอร์ชวนให้นึกถึง โรบิน ฟาน เพอร์ซี และในฐานะหมายเลข 9 ตัวใหญ่ เขาช่วยตรึงแนวรับและเซ็นเตอร์แบ็ก เปิดทางเลือกใหม่ให้ทีมในยามต้องการวิธีเล่นที่แตกต่าง
5. โครงสร้างเกมรับและลูกตั้งเตะ
จอห์นนี อีแวนส์ และ โจนาธาน วูดเกต เข้ามาเสริมทีมสตาฟฟ์ และช่วยให้ทีมกลับมาดุดันในการป้องกันกรอบเขตโทษ
ในเกมรุก ลูกตั้งเตะกลายเป็นอาวุธสำคัญ เกมกับสเปอร์สเผยให้เห็นแผนซ้อมที่ชัดเจน เมนูบล็อก แนวรับถูกดึงเข้าไป และเอ็มเบอโม่ถูกหาพื้นที่รูปตัว “L” ด้านมุม
เกือบเกิดภาพเดิมในเกมกับเวสต์แฮม จากการวิ่งโค้งของชอว์ แฮร์รี แม็กไกวร์ และ ลิซานโดร มาร์ติเนซ เล่นคู่กันได้มั่นคงขึ้น และทีมเพิ่มความอันตรายจากสถานการณ์นิ่งอย่างเห็นได้ชัด
ยูไนเต็ดไม่ใช่เพียงกลุ่มนักเตะรายบุคคลอีกต่อไป แต่เป็นหน่วยที่ซ้อมมาดี มีแผนรองรับทุกสถานการณ์
ห้าเกมแรกของคาร์ริก สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ ทั้งโครงสร้างแท็กติก ความเชื่อมโยงระหว่างผู้เล่น และความมั่นใจในสนาม จากทีมที่เคยไร้ทิศทาง วันนี้ยูไนเต็ดกลายเป็นทีมที่มีแบบแผนชัดเจน และหลังมีเวลา 10 วันบนสนามซ้อม “รากฐานคาร์ริก” ก็ดูแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
สำหรับแฟนปีศาจแดง นี่ไม่ใช่แค่ผลการแข่งขัน แต่คือความรู้สึกว่าทีมรักของพวกเขากลับมาเล่นฟุตบอลที่มีชีวิตอีกครั้ง
เรียบเรียงจากบทความของ Dean Scoggins, The Sun