มื้อค่ำ ได้เนื้อวัวสันนอกชิ้นโตมาครับ โคขุน ไม่มีมันแทรกเลย ให้แฟนทำเมนูโปรดของผม ฮายาชิไรซ์
เนื่องจากเนื้อสันนอก สำหรับทำสเต็กหนามาก ดูจะเหนียวนิดนึง ใช้สับปะรดหมัก 20 นาที กับโชยุ พริกไทย สาเก
ระหว่างนั้น ผัดหอมใหญ่ซอยกับเห็ดแชมปิญอง ในเนยกับกระเทียม น้ำมันมะกอก ปรุงรส พริกไทย เกลือ
นำเนื้อหมัก มาผัดจนสุก 80% เทใส่หม้อ เติมน้ำสต๊อก หรือ ไวน์แดง เคี่ยวต่อนิดนึง ใส่มะเขือเทศหั่น 2 ลูก เคี่ยวต่อ ไฟกลาง 10-20 นาที
ใส่ฮายาชิซอส ครึ่งกล่อง เนย ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาลตามชอบ เสิร์ฟบนข้าวสวยร้อนๆ โรยใบพาสรี่ ทานกับผัก อร่อยมันวัว รสเปรี้ยวอมหวานมะเขือเทศ

ปิดท้ายด้วยแตงโมหวานกรอบ 🍉🍈

ที่มาของชื่อ ฮายาชิไรซ์ น่าสนุกดีครับ
ฮายาชิไรซ์คืออะไร
ที่มาของชื่อ “ฮายาชิไรซ์” นั้น แรกเริ่มมาจากคำว่า Hashed beef with Rice หรือ Hashed and Rice ซึ่งเป็นชื่อเรียกที่ยาวและออกเสียงยากสำหรับคนญี่ปุ่น
ต่อมาเมื่อคนญี่ปุ่นพยายามพูดให้สั้นลงจึงกลายเป็น Hayashi Rice ในที่สุด แต่ในภูมิภาคคันไซนิยมเรียกกันว่า ไฮชิไรซ์ (Haishi Rice) ส่วนในภาษาไทยมีการเรียกหลากหลายรูปแบบ
อีกแหล่งข้อมูลนึง มีที่มาของคำว่า "ฮายาชิ" ในชื่ออาหารชนิดนี้นั้นไม่เป็นที่แน่ชัด บ้างก็เชื่อกันว่ามาจากสตูเนื้อวัวและผักที่ทำโดย ยูเตกิ ฮายาชิ ผู้ก่อตั้งบริษัทมารูเซ็ง
นอกจากนี้ยังมีอีกทฤษฎีที่ว่าชื่อนี้มีที่มาจากการที่ "ฮายาชิ" ซึ่งเป็นกุ๊กที่อูเอโนะเซโยเก็งทำ อาหารให้พนักงานและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
จึงเพิ่มเข้ามาในรายการอาหาร อย่างไรก็ตาม ไม่อาจยืนยันได้ว่าฮายาชิคนนี้มีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ จึงเป็นทฤษฎีที่ไม่น่าเชื่อถือ
และยังมีอีกทฤษฎีว่าเกิดจากชายคนหนึ่งชื่อ "ฮายาชิ" ซึ่งอาศัยอยู่ในโยโกฮามะในช่วงต้นยุคเมจิ
เมื่อฮายาชิไปร้านอาหารฝรั่ง เขามักจะสั่ง "ข้าวแกงกะหรี่ไม่ใส่ผงกะหรี่" ตอนแรกอาหารชนิดนี้ยังไม่มีชื่อ
ดังนั้นพนักงานจึงเรียกมันว่า "ข้าวแกงกะหรี่ของฮายาชิซัง" หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "ข้าวฮายาชิ" ว่ากันว่าเรื่องนี้แพร่กระจายไปยังลูกค้ารายอื่น ๆ
และกลายเป็นที่นิยมขึ้นมา แล้วในที่สุดก็สามารถหาได้ทั่วไปตามร้านอื่น อย่างไรก็ตาม อูเมงากิ ผู้แนะนำทฤษฎีนี้ในหนังสือของเขาเองได้ปฏิเสธโดยกล่าวว่า "มันน่าสนใจ แต่คงเป็นแค่เรื่องแต่ง"
ถ้าไม่มีฮายาชิซอส ก็ต้องใช้ซอสมะเขือเทศ และต้องเคี่ยวตุ๋นเนื้อให้นุ่ม นานมาก ตามนี้เลยครับ
แฟนทำเมนูโปรด ฮายาชิไรซ์ แบบชอร์ตคัท ❤️ 🍖
เนื่องจากเนื้อสันนอก สำหรับทำสเต็กหนามาก ดูจะเหนียวนิดนึง ใช้สับปะรดหมัก 20 นาที กับโชยุ พริกไทย สาเก
ระหว่างนั้น ผัดหอมใหญ่ซอยกับเห็ดแชมปิญอง ในเนยกับกระเทียม น้ำมันมะกอก ปรุงรส พริกไทย เกลือ
นำเนื้อหมัก มาผัดจนสุก 80% เทใส่หม้อ เติมน้ำสต๊อก หรือ ไวน์แดง เคี่ยวต่อนิดนึง ใส่มะเขือเทศหั่น 2 ลูก เคี่ยวต่อ ไฟกลาง 10-20 นาที
ใส่ฮายาชิซอส ครึ่งกล่อง เนย ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาลตามชอบ เสิร์ฟบนข้าวสวยร้อนๆ โรยใบพาสรี่ ทานกับผัก อร่อยมันวัว รสเปรี้ยวอมหวานมะเขือเทศ
ปิดท้ายด้วยแตงโมหวานกรอบ 🍉🍈
ที่มาของชื่อ ฮายาชิไรซ์ น่าสนุกดีครับ
ฮายาชิไรซ์คืออะไร
ที่มาของชื่อ “ฮายาชิไรซ์” นั้น แรกเริ่มมาจากคำว่า Hashed beef with Rice หรือ Hashed and Rice ซึ่งเป็นชื่อเรียกที่ยาวและออกเสียงยากสำหรับคนญี่ปุ่น
ต่อมาเมื่อคนญี่ปุ่นพยายามพูดให้สั้นลงจึงกลายเป็น Hayashi Rice ในที่สุด แต่ในภูมิภาคคันไซนิยมเรียกกันว่า ไฮชิไรซ์ (Haishi Rice) ส่วนในภาษาไทยมีการเรียกหลากหลายรูปแบบ
อีกแหล่งข้อมูลนึง มีที่มาของคำว่า "ฮายาชิ" ในชื่ออาหารชนิดนี้นั้นไม่เป็นที่แน่ชัด บ้างก็เชื่อกันว่ามาจากสตูเนื้อวัวและผักที่ทำโดย ยูเตกิ ฮายาชิ ผู้ก่อตั้งบริษัทมารูเซ็ง
นอกจากนี้ยังมีอีกทฤษฎีที่ว่าชื่อนี้มีที่มาจากการที่ "ฮายาชิ" ซึ่งเป็นกุ๊กที่อูเอโนะเซโยเก็งทำ อาหารให้พนักงานและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
จึงเพิ่มเข้ามาในรายการอาหาร อย่างไรก็ตาม ไม่อาจยืนยันได้ว่าฮายาชิคนนี้มีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ จึงเป็นทฤษฎีที่ไม่น่าเชื่อถือ
และยังมีอีกทฤษฎีว่าเกิดจากชายคนหนึ่งชื่อ "ฮายาชิ" ซึ่งอาศัยอยู่ในโยโกฮามะในช่วงต้นยุคเมจิ
เมื่อฮายาชิไปร้านอาหารฝรั่ง เขามักจะสั่ง "ข้าวแกงกะหรี่ไม่ใส่ผงกะหรี่" ตอนแรกอาหารชนิดนี้ยังไม่มีชื่อ
ดังนั้นพนักงานจึงเรียกมันว่า "ข้าวแกงกะหรี่ของฮายาชิซัง" หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "ข้าวฮายาชิ" ว่ากันว่าเรื่องนี้แพร่กระจายไปยังลูกค้ารายอื่น ๆ
และกลายเป็นที่นิยมขึ้นมา แล้วในที่สุดก็สามารถหาได้ทั่วไปตามร้านอื่น อย่างไรก็ตาม อูเมงากิ ผู้แนะนำทฤษฎีนี้ในหนังสือของเขาเองได้ปฏิเสธโดยกล่าวว่า "มันน่าสนใจ แต่คงเป็นแค่เรื่องแต่ง"
ถ้าไม่มีฮายาชิซอส ก็ต้องใช้ซอสมะเขือเทศ และต้องเคี่ยวตุ๋นเนื้อให้นุ่ม นานมาก ตามนี้เลยครับ