โลกหมุนเร็วจนเราตามแทบไม่ทัน โดยเฉพาะโลกการตลาดออนไลน์ที่แค่กระพริบตาเทรนด์ก็เปลี่ยนไปแล้ว วันนี้เราจะมากดูกันว่าในปี 2026 โลกโซเชียลมีเดียที่นักการตลาดต้องรับมือจะมีหน้าตาเปลี่ยนไปขนาดไหน โดยอ้างอิงข้อมูลลึกๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Neil Patel ได้วิเคราะห์ไว้ บอกเลยว่าบางอย่างก็มาแรงแซงทางโค้ง แต่บางอย่างที่เราฮิตๆ กันวันนี้อาจจะหายไปเลย เตรียมตัวให้พร้อมแล้วไปดูกันว่า 7 เทรนด์ที่จะเปลี่ยนโลกการตลาดออนไลน์ในปี 2026 มีอะไรบ้างที่เราต้องปรับตัวกันตั้งแต่วันนี้
1.📲 การซื้อขายในแอปจะกลายเป็นเรื่องหลัก
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ในปี 2026 มันจะกลายเป็น 'มาตรฐาน' ของการทำธุรกิจบนโซเชียลเลยทีเดียว สมัยก่อนเวลาเราอยากซื้อของจากโฆษณาใน Instagram หรือ TikTok เราต้องทำยังไงบ้าง กดลิงก์หน้า Bio วิ่งออกไปหน้าเว็บหาสินค้ากดใส่ตะกร้าใช่มั้ยครับ ไปหน้าจ่ายเงินกรอกที่อยู่โน่นนั่นนี่ วุ่นวายสุดๆ ลูกค้าหลายคนถอดใจปิดไปก่อนตั้งแต่ยังไม่ถึงหน้าจ่ายเงินด้วยซ้ำ
แต่ยุค 2026 มันจบแล้วครับ ทุกอย่างจะง่ายแค่ปลายนิ้วแบบสุดๆ ข้อมูลจาก Shopify ชี้ให้เห็นภาพชัดเจนมากว่าแบรนด์ที่ใช้ระบบ Checkout ที่ฝังมาในตัวแอปเลย ไม่ว่าจะเป็น TikTok Shop หรือ Instagram Checkout พบว่าอัตราการปิดการขาย (Conversion) พุ่งสูงขึ้น 20% ถึง 40% เลยทีเดียว ตัวเลข 20-40% นี่ไม่ใช่เล่นๆ นะครับ มันคือการเปลี่ยนจาก "เกือบจะซื้อ" เป็น "ซื้อแล้ว" ได้ทันที นี่คือพลังของการลดแรงเสียดทานพอลูกค้าเห็นวิดีโอรีวิวเจ๋งๆ แล้วเกิดอารมณ์อยากได้ พวกเขากดปุ่ม "ซื้อเลย" กรอกข้อมูลบัตรที่ผูกไว้กับแอปจบปิ๊งภายในไม่กี่วินาทีไม่ต้องรอโหลดหน้าเว็บไม่ต้องสลับแอป
ในฐานะนักการตลาด นี่คือสัญญาณเตือนว่า ถ้าในปี 2026 คุณยังให้ลูกค้าวิ่งไปมาเพื่อซื้อของคุณกำลังเสียโอกาสมหาศาล แพลตฟอร์มเองก็จะดันร้านค้าที่ใช้ระบบของเขาเต็มที่ เพราะพวกเขาก็ได้ส่วนแบ่งจากตรงนั้นด้วยการต่อสู้ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครทำคอนเทนต์สวยกว่าอย่างเดียวแล้ว แต่รวมถึงว่าใครทำให้ลูกค้า "จ่ายเงินง่ายที่สุด" ด้วย
2.🔍 Social กลายเป็นเสิร์ชเอนจินใหม่
ถ้าพูดถึง "ค้นหา" เราจะนึกถึง Google แต่สำหรับคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Z ไม่ได้เริ่มที่ Google อีกต่อไปแล้ว นี่คือความจริงที่นักการตลาดสาย SEO ต้องสะเทือนใจมีข้อมูลน่าตกใจว่า 64% ของ Gen Z ใช้ TikTok เป็นเครื่องมือค้นหาหลัก และผู้บริโภคในสหรัฐฯ เกือบ 41% ก็ทำแบบเดียวกันคือข้าม Google ไปเลย
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ลองนึกภาพตามนะครับถ้าคุณอยากรู้ว่า "ร้านกาแฟชิลๆ ใกล้ฉัน" เมื่อก่อนคุณอาจจะพึ่ง Google Maps หรือ Google Search แต่ผลลัพธ์ที่ได้คืออะไร รายชื่อเว็บรีวิวที่เป็นตัวหนังสือหรือภาพถ่ายสวยๆ ที่อาจจะแต่งมาแล้วแต่ถ้าคุณค้นหาใน TikTok สิ่งที่คุณได้คือ "ประสบการณ์" คุณจะได้เห็นวิดีโอสั้นๆ ของคนจริงๆ ที่เดินเข้าร้านสั่งกาแฟหามุมนั่งทำงานบรรยากาศจริงๆ เสียงจริงๆ มันให้ความรู้สึก "จริง" มากกว่า คุณไม่ได้แค่อ่านรีวิว แต่คุณ "เห็น" รีวิว นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการค้นหา "ข้อมูล" (Information) ไปสู่การค้นหา "ประสบการณ์ภาพ" (Visual Experience)
ในเมื่อพฤติกรรมคนเปลี่ยนนักการตลาดก็ต้องเปลี่ยนตาม การทำ SEO บน Google ก็ยังสำคัญแต่การทำ "Social SEO" ก็กลายเป็นสมรภูมิใหม่ที่ห้ามแพ้ การใช้คีย์เวิร์ดในแคปชั่นการพูดคีย์เวิร์ดในวิดีโอ หรือการใช้แฮชแท็กที่ตรงจุดจะไม่ใช่แค่เพื่อการมองเห็น แต่เพื่อ "การถูกค้นหา" ในปี 2026 ใครคุม Social Search ได้ คนนั้นคุมลูกค้า Gen Z ได้อยู่หมัด
3.🎬 วิดีโอแบบยาวกลับมาแรง
เราเพิ่งคุยกันว่ายุคนี้เป็นยุคทองของวิดีโอสั้นแบบ TikTok หรือ Reels ไม่ใช่เหรอ ใช่ครับมันคือยุคทองของวิดีโอสั้น "สำหรับการค้นพบ" (Discovery) แต่ถ้าคุณต้องการสร้าง "ความสัมพันธ์" (Relationship) หรือ "ความน่าเชื่อถือ" (Authority) วิดีโอสั้น 60 วินาที มันไม่เคยพอ
มีงานวิจัยที่น่าสนใจมากในปี 2025 พบว่าวิดีโอแบบยาว (Long-form video) สร้างการมีส่วนร่วม (Engagement) ได้มากกว่าวิดีโอสั้นถึง 10 เท่าในแง่ของยอดวิว และที่สำคัญกว่านั้นคือสร้างคอมเมนต์ที่มีความหมาย (Meaningful comments) ได้มากกว่าถึง 5 เท่า คำว่า "คอมเมนต์ที่มีความหมาย" นี่แหละครับคือหัวใจมันไม่ใช่แค่การแท็กเพื่อนหรือพิมพ์ว่า "555" แต่เป็นการถกเถียงถามคำถาม หรือแบ่งปันประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือฐานแฟนตัวจริง
ผู้คนเริ่ม "เหนื่อย" จากคอนเทนต์ที่ฉาบฉวยไถ่ฟีดเจอแต่คลิปเต้น คลิปตลก ที่ดูแล้วก็ลืม แต่เมื่อพวกเขาต้องการความรู้จริงๆ หรือต้องการเชื่อมต่อกับใครสักคน พวกเขาจะมองหาคอนเทนต์ยาวๆ ที่มีคุณภาพ ดังนั้นในปี 2026 กลยุทธ์วิดีโอที่ฉลาดคือการใช้ "ทั้งสองอย่าง"
วิดีโอสั้น (Short-form) ใช้เป็น "เหยื่อล่อ" หรือ "ตัวอย่างหนัง" เพื่อดึงดูดคนใหม่ๆ ให้มารู้จักคุณ
วิดีโอแบบยาว (Long-form) ใช้เป็น "เนื้อหาหลัก" หรือ "ตัวหนังเต็ม" เพื่อสร้างชุมชน สร้างความไว้ใจ และเปลี่ยนจากคนดูเป็นลูกค้าตัวจริง
แพลตฟอร์มอย่าง YouTube หรือแม้แต่ TikTok ที่เริ่มดันวิดีโอยาวขึ้น ก็เห็นสัญญาณนี้ชัดเจน คนดูพร้อมที่จะใช้เวลากับสิ่งที่พวกเขาสนใจจริงๆ
4.⚙️ ผู้ใช้ควบคุมฟีดเองได้มากขึ้น
นี่คือเทรนด์ที่น่าสนใจมาก เพราะมันคือการเปลี่ยนแปลงสมดุลพลังระหว่าง "แพลตฟอร์ม" กับ "ผู้ใช้งาน" ตลอดหลายปีที่ผ่านมาอัลกอริทึมเป็นคน "ป้อน" คอนเทนต์ให้เรา โดยตัดสินจากสิ่งที่เราเคยดูเคยไลก์แต่บ่อยครั้งมันก็ยัดเยียดสิ่งที่เราไม่ได้อยากเห็นมาให้ด้วย โดยเฉพาะเรื่องเครียดๆ อย่างการเมือง หรือเรื่องที่เราไม่สนใจอย่างฟิตเนส (สำหรับบางคน) เราได้เห็นการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนจาก Instagram ที่เปิดตัวฟีเจอร์ "Tune Your Algorithm" (ปรับแต่งอัลกอริทึมของคุณ) มันคือฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้ "เลือก" หรือ "บล็อก" หัวข้อที่ไม่ต้องการเห็นได้เองเลย
นี่มันเปลี่ยนเกมชัดๆ ในปี 2026 เราจะเห็นทุกแพลตฟอร์มมุ่งไปทางนี้มากขึ้นเพราะมันคือการ "คืนอำนาจ" ให้ผู้ใช้ สำหรับนักการตลาดนี่คือความท้าทายครั้งใหญ่คุณไม่สามารถ "ยัดเยียด" โฆษณา หรือ "ตะโกน" ใส่หน้าเขาได้อีกต่อไป ถ้าคอนเทนต์ของคุณอยู่ในหมวดหมู่ที่ผู้ใช้บล็อกไว้ เช่น เขาไม่อยากเห็นเรื่องการเงินการลงทุน ต่อให้คุณยิงแอดแม่นแค่ไหนมันก็ไปไม่ถึงเขา ทางรอดเดียวคือการทำคอนเทนต์ที่ "มีคุณค่า" และ "ตรงจุด" จนผู้ใช้ "อนุญาต" ให้คุณเข้าไปอยู่ในฟีดของเขาได้ มันคือการเปลี่ยนจาก Interruption Marketing (การตลาดแบบขัดจังหวะ) ไปสู่ Permission Marketing (การตลาดแบบขออนุญาต) อย่างสมบูรณ์แบบแบรนด์ไหนที่ทำตัวเป็น "สแปม" จะถูกคัดออกไปจากฟีดของผู้คนอย่างถาวร
5.👩🏫 Influencer แบบผู้เชี่ยวชาญมาแทนที่คนดังทั่วไป
ยุคที่แบรนด์จ้างดาราหรือคนดังที่มีผู้ติดตาม 10 ล้านคน มาถือสินค้าแล้วบอกว่า "ใช้ดีค่ะ" มันกำลังจะจบลง เพราะผู้บริโภคฉลาดขึ้นรู้ว่าคนดังเหล่านั้นได้เงินมาพูด พวกเขาไม่ได้ "เชี่ยวชาญ" ในสินค้านั้นจริงๆ ความน่าเชื่อถือมันต่ำมาก
เทรนด์ที่กำลังมาแรงและจะพีกสุดๆ ในปี 2026 คือการที่แบรนด์ต่างๆ หันไปหา "ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง" (Expert Influencers) หรือ "Niche Creators" แทน คนเหล่านี้อาจจะมีผู้ติดตามแค่หลักหมื่นหรือหลักแสนต้นๆ แต่พวกเขาคือ "ตัวจริง" ในวงการนั้นๆ เช่น คนที่รีวิวกล้อง ก็เป็นช่างภาพจริงๆ คนที่พูดเรื่องการเงินก็เป็นนักวางแผนการเงินจริงๆ หรือคนที่รีวิวสกินแคร์ก็เป็นแพทย์ผิวหนังหรือนักเคมีจริงๆ
แบรนด์ค้นพบแล้วว่า การจ้างคนเหล่านี้ แม้ผู้ติดตามจะน้อยกว่า แต่ "เปลี่ยนเป็นยอดขาย" ได้สูงกว่ามาก เพราะผู้ติดตามของพวกเขาเชื่อใจในความเชี่ยวชาญนั้นแบบ 100% ถ้ากูรูด้านการเงินบอกว่าแอปนี้ดี เขาก็พร้อมจะโหลดทันทีดังนั้นนักการตลาดที่กำลังวางแผน Influencer Marketing ในปี 2026 จงหยุดมองแค่ "ยอด Follower" แล้วเริ่มมองหา "ความเชี่ยวชาญ" ที่แท้จริงแทนคุณภาพชนะปริมาณอย่างแน่นอน
6.🤖 Virtual Influencers กำลังตายลง
สวนทางกับกระแส AI ที่กำลังมาแรง แต่ในโลกของ Influencer นั้น AI หรือ Virtual Influencers (อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริง) กลับกำลัง "ตาย" ลงอย่างช้าๆ เคยมีช่วงหนึ่งที่เรารู้สึกตื่นเต้นกับตัวละครที่สร้างจากคอมพิวเตอร์แต่มีความสมจริง แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ชัดว่า 60% ของแบรนด์ที่เคยใช้ประกาศแล้วว่าจะ "ไม่ใช้" Virtual Influencers อีกต่อไป
เหตุผลง่ายๆ เลยครับผู้ชมมองว่ามัน "ไม่จริงใจ" (Not authentic) ในยุคที่ผู้คนโหยหาความเชื่อมต่อที่แท้จริง การพยายามคุยกับตัวละคร CG ที่ถูกป้อนสคริปต์มา มันให้ความรู้สึกที่ "กลวง" มาก อัตราการมีส่วนร่วม (Engagement) ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ไม่มีใครอยากคุยด้วยเทรนด์นี้มันตอกย้ำเทรนด์ข้อที่แล้ว (Expert Influencer) ชัดเจนมากว่า สุดท้ายแล้วผู้คนเชื่อมต่อกับ "มนุษย์" ที่มีตัวตนมีความรู้สึกมีความเชี่ยวชาญและมีความผิดพลาดได้ ไม่ใช่ภาพที่สมบูรณ์แบบแต่ไร้วิญญาณ เทคโนโลยีอาจจะสร้างภาพได้ แต่สร้าง "ความไว้ใจ" ไม่ได้
7.💤 ผู้ใช้เริ่มเหนื่อยล้าจากโซเชียล
และนี่คือเทรนด์สุดท้าย ที่เป็นเหมือน "ผลลัพธ์" ของทุกอย่างรวมกันผู้คนกำลัง "เหนื่อยล้า" จากการใช้โซเชียลมีเดีย หรือที่เรียกว่า "Social Fatigue" รายงานพบว่า เกือบครึ่งหนึ่ง (เกือบ 50%) ของ Gen Z กำลัง "ลด" การใช้งานโซเชียลมีเดียลงเขาไม่ได้เลิกเล่น แต่พวกเขา "เลือก" มากขึ้น เหตุผลหลักคือ "Content Fatigue" หรือความเหนื่อยล้าจากคอนเทนต์ขยะคอนเทนต์ที่ไร้สาระ คอนเทนต์ที่เหมือนๆ กันไปหมดจนการไถ่ฟีดกลายเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายและเสียเวลาชีวิต สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่ "ปริมาณ" อีกต่อไป แต่คือ "คุณภาพ"
นี่คือสัญญาณเตือนที่ดังที่สุดสำหรับแบรนด์และนักการตลาดทุกคน ถ้าคุณยังใช้วิธี "อัดฉีด" คอนเทนต์เยอะๆ โพสต์วันละ 3-4 ครั้ง โดยที่เนื้อหาข้างในไม่มีคุณภาพคุณกำลังทำร้ายตัวเอง คุณกำลังเร่งให้ลูกค้า "บล็อก" หรือ "เลิกติดตาม" คุณเร็วขึ้น ในปี 2026 กลยุทธ์ "Quality over Quantity" (คุณภาพเหนือปริมาณ) จะไม่ใช่แค่คำแนะนำสวยๆ แต่มันคือ "กฎแห่งการเอาตัวรอด" การทำคอนเทนต์ 1 ชิ้นที่ลึกซึ้ง มีประโยชน์และสร้างคุณค่าได้จริงดีกว่าการทำคอนเทนต์ตื้นๆ 10 ชิ้น
การที่ผู้ใช้เริ่มเหนื่อยล้าคือเหตุผลที่หันไปหาวิดีโอยาว (เพื่อความลึก) หันไปหาผู้เชี่ยวชาญ (เพื่อความจริง) และเริ่มควบคุมฟีดของตัวเอง (เพื่อหนีขยะ) ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมดเลยครับโลกการตลาดในปี 2026 จะเป็นโลกที่ "ความจริงใจ" "ความเชี่ยวชาญ" และ "คุณภาพ" จะเป็นตัวตัดสินผู้ชนะ ผู้บริโภคฉลาดขึ้นเหนื่อยล้าเป็นและมีอำนาจในการ "เลือก" มากขึ้น ใครที่ยังเล่นเกมแบบเดิม ๆ ทำการตลาดแบบฉาบฉวยก็อาจจะไม่มีที่ยืนในโลกโซเชียลยุคใหม่อีกต่อไป
ภาพรวมเทรนด์การตลาด Social 2026
7 Social Trend ที่บ่งบอกถึงพฤติกรรมในการซื้อขายออนไลน์ที่เปลี่ยนไปในปี 2026
1.📲 การซื้อขายในแอปจะกลายเป็นเรื่องหลัก
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ในปี 2026 มันจะกลายเป็น 'มาตรฐาน' ของการทำธุรกิจบนโซเชียลเลยทีเดียว สมัยก่อนเวลาเราอยากซื้อของจากโฆษณาใน Instagram หรือ TikTok เราต้องทำยังไงบ้าง กดลิงก์หน้า Bio วิ่งออกไปหน้าเว็บหาสินค้ากดใส่ตะกร้าใช่มั้ยครับ ไปหน้าจ่ายเงินกรอกที่อยู่โน่นนั่นนี่ วุ่นวายสุดๆ ลูกค้าหลายคนถอดใจปิดไปก่อนตั้งแต่ยังไม่ถึงหน้าจ่ายเงินด้วยซ้ำ
แต่ยุค 2026 มันจบแล้วครับ ทุกอย่างจะง่ายแค่ปลายนิ้วแบบสุดๆ ข้อมูลจาก Shopify ชี้ให้เห็นภาพชัดเจนมากว่าแบรนด์ที่ใช้ระบบ Checkout ที่ฝังมาในตัวแอปเลย ไม่ว่าจะเป็น TikTok Shop หรือ Instagram Checkout พบว่าอัตราการปิดการขาย (Conversion) พุ่งสูงขึ้น 20% ถึง 40% เลยทีเดียว ตัวเลข 20-40% นี่ไม่ใช่เล่นๆ นะครับ มันคือการเปลี่ยนจาก "เกือบจะซื้อ" เป็น "ซื้อแล้ว" ได้ทันที นี่คือพลังของการลดแรงเสียดทานพอลูกค้าเห็นวิดีโอรีวิวเจ๋งๆ แล้วเกิดอารมณ์อยากได้ พวกเขากดปุ่ม "ซื้อเลย" กรอกข้อมูลบัตรที่ผูกไว้กับแอปจบปิ๊งภายในไม่กี่วินาทีไม่ต้องรอโหลดหน้าเว็บไม่ต้องสลับแอป
ในฐานะนักการตลาด นี่คือสัญญาณเตือนว่า ถ้าในปี 2026 คุณยังให้ลูกค้าวิ่งไปมาเพื่อซื้อของคุณกำลังเสียโอกาสมหาศาล แพลตฟอร์มเองก็จะดันร้านค้าที่ใช้ระบบของเขาเต็มที่ เพราะพวกเขาก็ได้ส่วนแบ่งจากตรงนั้นด้วยการต่อสู้ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครทำคอนเทนต์สวยกว่าอย่างเดียวแล้ว แต่รวมถึงว่าใครทำให้ลูกค้า "จ่ายเงินง่ายที่สุด" ด้วย
2.🔍 Social กลายเป็นเสิร์ชเอนจินใหม่
ถ้าพูดถึง "ค้นหา" เราจะนึกถึง Google แต่สำหรับคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Z ไม่ได้เริ่มที่ Google อีกต่อไปแล้ว นี่คือความจริงที่นักการตลาดสาย SEO ต้องสะเทือนใจมีข้อมูลน่าตกใจว่า 64% ของ Gen Z ใช้ TikTok เป็นเครื่องมือค้นหาหลัก และผู้บริโภคในสหรัฐฯ เกือบ 41% ก็ทำแบบเดียวกันคือข้าม Google ไปเลย
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ลองนึกภาพตามนะครับถ้าคุณอยากรู้ว่า "ร้านกาแฟชิลๆ ใกล้ฉัน" เมื่อก่อนคุณอาจจะพึ่ง Google Maps หรือ Google Search แต่ผลลัพธ์ที่ได้คืออะไร รายชื่อเว็บรีวิวที่เป็นตัวหนังสือหรือภาพถ่ายสวยๆ ที่อาจจะแต่งมาแล้วแต่ถ้าคุณค้นหาใน TikTok สิ่งที่คุณได้คือ "ประสบการณ์" คุณจะได้เห็นวิดีโอสั้นๆ ของคนจริงๆ ที่เดินเข้าร้านสั่งกาแฟหามุมนั่งทำงานบรรยากาศจริงๆ เสียงจริงๆ มันให้ความรู้สึก "จริง" มากกว่า คุณไม่ได้แค่อ่านรีวิว แต่คุณ "เห็น" รีวิว นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการค้นหา "ข้อมูล" (Information) ไปสู่การค้นหา "ประสบการณ์ภาพ" (Visual Experience)
ในเมื่อพฤติกรรมคนเปลี่ยนนักการตลาดก็ต้องเปลี่ยนตาม การทำ SEO บน Google ก็ยังสำคัญแต่การทำ "Social SEO" ก็กลายเป็นสมรภูมิใหม่ที่ห้ามแพ้ การใช้คีย์เวิร์ดในแคปชั่นการพูดคีย์เวิร์ดในวิดีโอ หรือการใช้แฮชแท็กที่ตรงจุดจะไม่ใช่แค่เพื่อการมองเห็น แต่เพื่อ "การถูกค้นหา" ในปี 2026 ใครคุม Social Search ได้ คนนั้นคุมลูกค้า Gen Z ได้อยู่หมัด
3.🎬 วิดีโอแบบยาวกลับมาแรง
เราเพิ่งคุยกันว่ายุคนี้เป็นยุคทองของวิดีโอสั้นแบบ TikTok หรือ Reels ไม่ใช่เหรอ ใช่ครับมันคือยุคทองของวิดีโอสั้น "สำหรับการค้นพบ" (Discovery) แต่ถ้าคุณต้องการสร้าง "ความสัมพันธ์" (Relationship) หรือ "ความน่าเชื่อถือ" (Authority) วิดีโอสั้น 60 วินาที มันไม่เคยพอ
มีงานวิจัยที่น่าสนใจมากในปี 2025 พบว่าวิดีโอแบบยาว (Long-form video) สร้างการมีส่วนร่วม (Engagement) ได้มากกว่าวิดีโอสั้นถึง 10 เท่าในแง่ของยอดวิว และที่สำคัญกว่านั้นคือสร้างคอมเมนต์ที่มีความหมาย (Meaningful comments) ได้มากกว่าถึง 5 เท่า คำว่า "คอมเมนต์ที่มีความหมาย" นี่แหละครับคือหัวใจมันไม่ใช่แค่การแท็กเพื่อนหรือพิมพ์ว่า "555" แต่เป็นการถกเถียงถามคำถาม หรือแบ่งปันประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือฐานแฟนตัวจริง
ผู้คนเริ่ม "เหนื่อย" จากคอนเทนต์ที่ฉาบฉวยไถ่ฟีดเจอแต่คลิปเต้น คลิปตลก ที่ดูแล้วก็ลืม แต่เมื่อพวกเขาต้องการความรู้จริงๆ หรือต้องการเชื่อมต่อกับใครสักคน พวกเขาจะมองหาคอนเทนต์ยาวๆ ที่มีคุณภาพ ดังนั้นในปี 2026 กลยุทธ์วิดีโอที่ฉลาดคือการใช้ "ทั้งสองอย่าง"
วิดีโอสั้น (Short-form) ใช้เป็น "เหยื่อล่อ" หรือ "ตัวอย่างหนัง" เพื่อดึงดูดคนใหม่ๆ ให้มารู้จักคุณ
วิดีโอแบบยาว (Long-form) ใช้เป็น "เนื้อหาหลัก" หรือ "ตัวหนังเต็ม" เพื่อสร้างชุมชน สร้างความไว้ใจ และเปลี่ยนจากคนดูเป็นลูกค้าตัวจริง
แพลตฟอร์มอย่าง YouTube หรือแม้แต่ TikTok ที่เริ่มดันวิดีโอยาวขึ้น ก็เห็นสัญญาณนี้ชัดเจน คนดูพร้อมที่จะใช้เวลากับสิ่งที่พวกเขาสนใจจริงๆ
4.⚙️ ผู้ใช้ควบคุมฟีดเองได้มากขึ้น
นี่คือเทรนด์ที่น่าสนใจมาก เพราะมันคือการเปลี่ยนแปลงสมดุลพลังระหว่าง "แพลตฟอร์ม" กับ "ผู้ใช้งาน" ตลอดหลายปีที่ผ่านมาอัลกอริทึมเป็นคน "ป้อน" คอนเทนต์ให้เรา โดยตัดสินจากสิ่งที่เราเคยดูเคยไลก์แต่บ่อยครั้งมันก็ยัดเยียดสิ่งที่เราไม่ได้อยากเห็นมาให้ด้วย โดยเฉพาะเรื่องเครียดๆ อย่างการเมือง หรือเรื่องที่เราไม่สนใจอย่างฟิตเนส (สำหรับบางคน) เราได้เห็นการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนจาก Instagram ที่เปิดตัวฟีเจอร์ "Tune Your Algorithm" (ปรับแต่งอัลกอริทึมของคุณ) มันคือฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้ "เลือก" หรือ "บล็อก" หัวข้อที่ไม่ต้องการเห็นได้เองเลย
นี่มันเปลี่ยนเกมชัดๆ ในปี 2026 เราจะเห็นทุกแพลตฟอร์มมุ่งไปทางนี้มากขึ้นเพราะมันคือการ "คืนอำนาจ" ให้ผู้ใช้ สำหรับนักการตลาดนี่คือความท้าทายครั้งใหญ่คุณไม่สามารถ "ยัดเยียด" โฆษณา หรือ "ตะโกน" ใส่หน้าเขาได้อีกต่อไป ถ้าคอนเทนต์ของคุณอยู่ในหมวดหมู่ที่ผู้ใช้บล็อกไว้ เช่น เขาไม่อยากเห็นเรื่องการเงินการลงทุน ต่อให้คุณยิงแอดแม่นแค่ไหนมันก็ไปไม่ถึงเขา ทางรอดเดียวคือการทำคอนเทนต์ที่ "มีคุณค่า" และ "ตรงจุด" จนผู้ใช้ "อนุญาต" ให้คุณเข้าไปอยู่ในฟีดของเขาได้ มันคือการเปลี่ยนจาก Interruption Marketing (การตลาดแบบขัดจังหวะ) ไปสู่ Permission Marketing (การตลาดแบบขออนุญาต) อย่างสมบูรณ์แบบแบรนด์ไหนที่ทำตัวเป็น "สแปม" จะถูกคัดออกไปจากฟีดของผู้คนอย่างถาวร
5.👩🏫 Influencer แบบผู้เชี่ยวชาญมาแทนที่คนดังทั่วไป
ยุคที่แบรนด์จ้างดาราหรือคนดังที่มีผู้ติดตาม 10 ล้านคน มาถือสินค้าแล้วบอกว่า "ใช้ดีค่ะ" มันกำลังจะจบลง เพราะผู้บริโภคฉลาดขึ้นรู้ว่าคนดังเหล่านั้นได้เงินมาพูด พวกเขาไม่ได้ "เชี่ยวชาญ" ในสินค้านั้นจริงๆ ความน่าเชื่อถือมันต่ำมาก
เทรนด์ที่กำลังมาแรงและจะพีกสุดๆ ในปี 2026 คือการที่แบรนด์ต่างๆ หันไปหา "ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง" (Expert Influencers) หรือ "Niche Creators" แทน คนเหล่านี้อาจจะมีผู้ติดตามแค่หลักหมื่นหรือหลักแสนต้นๆ แต่พวกเขาคือ "ตัวจริง" ในวงการนั้นๆ เช่น คนที่รีวิวกล้อง ก็เป็นช่างภาพจริงๆ คนที่พูดเรื่องการเงินก็เป็นนักวางแผนการเงินจริงๆ หรือคนที่รีวิวสกินแคร์ก็เป็นแพทย์ผิวหนังหรือนักเคมีจริงๆ
แบรนด์ค้นพบแล้วว่า การจ้างคนเหล่านี้ แม้ผู้ติดตามจะน้อยกว่า แต่ "เปลี่ยนเป็นยอดขาย" ได้สูงกว่ามาก เพราะผู้ติดตามของพวกเขาเชื่อใจในความเชี่ยวชาญนั้นแบบ 100% ถ้ากูรูด้านการเงินบอกว่าแอปนี้ดี เขาก็พร้อมจะโหลดทันทีดังนั้นนักการตลาดที่กำลังวางแผน Influencer Marketing ในปี 2026 จงหยุดมองแค่ "ยอด Follower" แล้วเริ่มมองหา "ความเชี่ยวชาญ" ที่แท้จริงแทนคุณภาพชนะปริมาณอย่างแน่นอน
6.🤖 Virtual Influencers กำลังตายลง
สวนทางกับกระแส AI ที่กำลังมาแรง แต่ในโลกของ Influencer นั้น AI หรือ Virtual Influencers (อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริง) กลับกำลัง "ตาย" ลงอย่างช้าๆ เคยมีช่วงหนึ่งที่เรารู้สึกตื่นเต้นกับตัวละครที่สร้างจากคอมพิวเตอร์แต่มีความสมจริง แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ชัดว่า 60% ของแบรนด์ที่เคยใช้ประกาศแล้วว่าจะ "ไม่ใช้" Virtual Influencers อีกต่อไป
เหตุผลง่ายๆ เลยครับผู้ชมมองว่ามัน "ไม่จริงใจ" (Not authentic) ในยุคที่ผู้คนโหยหาความเชื่อมต่อที่แท้จริง การพยายามคุยกับตัวละคร CG ที่ถูกป้อนสคริปต์มา มันให้ความรู้สึกที่ "กลวง" มาก อัตราการมีส่วนร่วม (Engagement) ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ไม่มีใครอยากคุยด้วยเทรนด์นี้มันตอกย้ำเทรนด์ข้อที่แล้ว (Expert Influencer) ชัดเจนมากว่า สุดท้ายแล้วผู้คนเชื่อมต่อกับ "มนุษย์" ที่มีตัวตนมีความรู้สึกมีความเชี่ยวชาญและมีความผิดพลาดได้ ไม่ใช่ภาพที่สมบูรณ์แบบแต่ไร้วิญญาณ เทคโนโลยีอาจจะสร้างภาพได้ แต่สร้าง "ความไว้ใจ" ไม่ได้
7.💤 ผู้ใช้เริ่มเหนื่อยล้าจากโซเชียล
และนี่คือเทรนด์สุดท้าย ที่เป็นเหมือน "ผลลัพธ์" ของทุกอย่างรวมกันผู้คนกำลัง "เหนื่อยล้า" จากการใช้โซเชียลมีเดีย หรือที่เรียกว่า "Social Fatigue" รายงานพบว่า เกือบครึ่งหนึ่ง (เกือบ 50%) ของ Gen Z กำลัง "ลด" การใช้งานโซเชียลมีเดียลงเขาไม่ได้เลิกเล่น แต่พวกเขา "เลือก" มากขึ้น เหตุผลหลักคือ "Content Fatigue" หรือความเหนื่อยล้าจากคอนเทนต์ขยะคอนเทนต์ที่ไร้สาระ คอนเทนต์ที่เหมือนๆ กันไปหมดจนการไถ่ฟีดกลายเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายและเสียเวลาชีวิต สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่ "ปริมาณ" อีกต่อไป แต่คือ "คุณภาพ"
นี่คือสัญญาณเตือนที่ดังที่สุดสำหรับแบรนด์และนักการตลาดทุกคน ถ้าคุณยังใช้วิธี "อัดฉีด" คอนเทนต์เยอะๆ โพสต์วันละ 3-4 ครั้ง โดยที่เนื้อหาข้างในไม่มีคุณภาพคุณกำลังทำร้ายตัวเอง คุณกำลังเร่งให้ลูกค้า "บล็อก" หรือ "เลิกติดตาม" คุณเร็วขึ้น ในปี 2026 กลยุทธ์ "Quality over Quantity" (คุณภาพเหนือปริมาณ) จะไม่ใช่แค่คำแนะนำสวยๆ แต่มันคือ "กฎแห่งการเอาตัวรอด" การทำคอนเทนต์ 1 ชิ้นที่ลึกซึ้ง มีประโยชน์และสร้างคุณค่าได้จริงดีกว่าการทำคอนเทนต์ตื้นๆ 10 ชิ้น
การที่ผู้ใช้เริ่มเหนื่อยล้าคือเหตุผลที่หันไปหาวิดีโอยาว (เพื่อความลึก) หันไปหาผู้เชี่ยวชาญ (เพื่อความจริง) และเริ่มควบคุมฟีดของตัวเอง (เพื่อหนีขยะ) ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมดเลยครับโลกการตลาดในปี 2026 จะเป็นโลกที่ "ความจริงใจ" "ความเชี่ยวชาญ" และ "คุณภาพ" จะเป็นตัวตัดสินผู้ชนะ ผู้บริโภคฉลาดขึ้นเหนื่อยล้าเป็นและมีอำนาจในการ "เลือก" มากขึ้น ใครที่ยังเล่นเกมแบบเดิม ๆ ทำการตลาดแบบฉาบฉวยก็อาจจะไม่มีที่ยืนในโลกโซเชียลยุคใหม่อีกต่อไป