ในเวลาเกือบ 4 ปีที่พวกเขาพักวงเพื่อเข้ารับการเกณฑ์ทหารในเกาหลีใต้ สมาชิกของ BTS ได้เติบโตขึ้นทั้งในฐานะศิลปินและในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง พร้อมทั้งเปิดตัวผลงานโซโล่ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม และตอนนี้ วงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกกำลังจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งพร้อมอัลบั้มเต็มชุดที่ 5 การทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกครั้งมโหฬาร และคำตอบที่ชัดเจนว่าพวกเขาจะแข็งแกร่งกว่าเดิมหรือไม่เมื่ออยู่ด้วยกัน
BTS การเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
GQ
กลางปี 2025 ทันทีหลังจากสมาชิกคนสุดท้ายของ
BTS วงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ปฏิบัติหน้าที่รับราชการทหารภาคบังคับของชายชาวเกาหลีใต้ครบกำหนด สมาชิกทั้งเจ็ดคนก็บินไปยังลอสแองเจลิส เพื่อกลับมาอยู่รวมกันภายใต้หลังคาเดียวกันอีกครั้ง
ทั้งเจ็ดคน—RM, Jin, Suga, J-Hope, Jimin, V และ Jung Kook—อยู่ร่วมวงกันมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2010 ตอนที่พวกเขายังเป็นเพียงวัยรุ่น แต่ไม่ได้อาศัยอยู่ที่เดียวกันอีกเลยนับตั้งแต่ปี 2019 หลังจากต้องแยกย้ายกันไปหลายปี เพื่อทำหน้าที่ทหารและดูแลเส้นทางโซโล่ของตัวเอง ก็ถึงเวลาที่ต้องกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง
“เราทำงานกันสัปดาห์ละหกวัน เหมือนนักธุรกิจเลยครับ” RM หัวหน้าวงกล่าว พวกเขามีกิจวัตรที่เคร่งครัดมาก: ตอนเช้าไปออกกำลังกายด้วยกัน กลับบ้านมากินมื้อกลางวัน จากนั้นเข้าสตูดิโอภายในบ่ายโมง และทำงานร่วมกับนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์หลายคนเพื่อสร้างสรรค์เพลงใหม่ ๆ จนถึงประมาณสองทุ่ม ก่อนจะพากันกลับบ้าน
การกลับมาใช้ชีวิตอยู่บ้านเดียวกันในฐานะรูมเมตอีกครั้ง ทำให้ BTS เหมือนได้จำลองชีวิตก่อนจะกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ ย้อนกลับไปสมัยที่พวกเขายังเป็นเด็กฝึกของ Big Hit Entertainment (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Hybe Corporation) ในวันที่พวกเขายอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เดบิวต์ นั่นคือช่วงเวลาก่อนที่พวกเขาจะขายผลงานได้มากกว่า 500 ล้านยูนิต และมียอดสตรีมมิงรวมทั่วโลกเกิน 104 พันล้านครั้ง ก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็นวงดนตรีเกาหลีวงแรกที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี ขึ้นอันดับหนึ่งทั้งชาร์ตอัลบั้ม Billboard 200 และชาร์ตซิงเกิล Billboard Hot 100 และได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีสหประชาชาติ ก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็นพลังทางวัฒนธรรมระดับโลก ศิลปินเอเชียที่มียอดขายสูงที่สุดตลอดกาล และเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่ขายดีที่สุด—ไม่ว่าจะเป็นแนวเพลงใด สัญชาติใด หรือยุคสมัยใดก็ตาม
มาถึงตอนนี้ ตำนานความเป็นมาของ BTS แทบจะกลายเป็นเรื่องเล่าที่ถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า:
ในปี 2010 Big Hit Entertainment ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นค่ายเพลงเล็ก ๆ ในกรุงโซลที่ถูกมองว่าเป็นม้านอกสายตา ได้เซ็นสัญญากับ RM วัย 16 ปี ผู้ซึ่งกำลังสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองในฐานะแรปเปอร์ฝีมือจัดจ้านแห่งวงการฮิปฮอปใต้ดินของเกาหลี
ไม่นานหลังจากนั้น Suga นักแต่งเพลงและแรปเปอร์ที่มีบทบาทอยู่ในแวดวงเดียวกัน และ J-Hope นักเต้นบีบอยที่ผันตัวมาเป็นแรปเปอร์ ก็เข้าร่วมทีมตามมา
เมื่อบริษัทมองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า แผนการเดิมจึงถูกปรับเปลี่ยน จากการปั้นฮิปฮอปทริโอ กลายเป็นการสร้างวงไอดอล K-pop และในที่สุดก็ได้ไลน์อัพสมาชิกเจ็ดคนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสานความดิบเท่แบบแรปเปอร์ใต้ดินเข้ากับเสน่ห์เชิงพาณิชย์ที่เปล่งประกายของวงไอดอลกระแสหลักได้อย่างลงตัว
Jin ผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง ในที่สุดก็พิสูจน์ตัวเองในฐานะนักร้องเสียงทรงพลัง (พร้อมกับได้รับฉายา “Worldwide Handsome”)
Jung Kook สมาชิกที่อายุน้อยที่สุด และเป็นหนึ่งในนักร้องที่มีความสามารถรอบด้านที่สุดของวง ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นศิลปินครบเครื่องทั้งร้อง เต้น และแสดงบนเวที
ส่วน V ด้วยเสียงบาริโทนทุ้มลึกและหน้าตาราวกับนายแบบ ได้เติมเสน่ห์แบบสากลและความหรูหราให้กับภาพรวมของวง
และผู้ที่ทำให้ไลน์อัพสมบูรณ์แบบคือ Jimin นักเต้นที่ผ่านการฝึกฝนอย่างจริงจัง ผู้มาพร้อมทักษะการแสดงอันโดดเด่น และน้ำเสียงสูงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างยากจะเลียนแบบ
ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี วงที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นม้านอกสายตา ก็สามารถท้าทายอำนาจของศิลปินจากสามค่ายยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้—SM Entertainment, YG Entertainment และ JYP Entertainment—ได้อย่างสูสี ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นวงอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรมเพลงในประเทศ และต่อมาก็ก้าวข้ามขอบเขตวงการนั้นไป กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกอย่างแท้จริง
ตลอดสองเดือนนั้นที่ลอสแองเจลิส เมื่อได้กลับมาอยู่บ้านเดียวกันอีกครั้ง เด็กหนุ่มทั้งหลาย—ซึ่งบัดนี้เติบโตเป็นชายหนุ่มวัยปลายยี่สิบถึงต้นสามสิบ—ทำงานกันอย่างหนักทุกวันโดยไม่หยุดพัก ด้วยเป้าหมายเดียวคือสร้างอัลบั้มที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ พวกเขาทำงานราวกับกำลังขุดหาเศษทองคำ เหมือนในช่วงเริ่มต้นเส้นทางอาชีพ
“แล้วผมคิดว่าเราก็เจอชิ้นหนึ่งนะครับ” RM กล่าว พลางหมายถึงสตูดิโออัลบั้มชุดที่ห้าของพวกเขา และเป็นอัลบั้มแรกในรอบเกือบหกปี ซึ่งแน่นอนว่าจะมาพร้อมเวิลด์ทัวร์ครั้งใหญ่ระดับมหึมา นี่คือการคัมแบ็กที่ถูกตั้งตารอมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรียุคใหม่ จุดประกายความตื่นเต้นเร่าร้อนชนิดที่ชวนให้นึกถึงตอนที่ Elvis กลับจากการเกณฑ์ทหารในปี 1960
ผมกับสมาชิกวงกำลังนั่งอยู่ด้วยกันในสตูดิโอแห่งหนึ่ง ห่างจากกรุงโซลราวหนึ่งชั่วโมง นี่คือบทสัมภาษณ์ครั้งแรกที่พวกเขาให้ในฐานะวงครบทีม นับตั้งแต่ประกาศพักกิจกรรมในปี 2022 และสิ่งที่ผมสัมผัสได้ทันทีคือความสนิทสนมกลมเกลียวระหว่างพวกเขา—ความรู้สึกที่ทั้งอบอุ่นมั่นคง และเหมือนผ่านการต่อสู้ฝ่าฟันมาด้วยกันอย่างยาวนาน
เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา RM ได้ไลฟ์สดผ่าน Weverse แพลตฟอร์มคอมมูนิตี้ของ Hybe และสารภาพกับแฟน ๆ ว่า ก่อนการคัมแบ็กครั้งนี้ เขาเคยคิดเรื่องยุบวง “นับพันครั้ง” ไลฟ์ดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วหมู่ ARMY (ชื่อแฟนคลับของวงที่ย่อมาจาก Adorable Representative M.C. for Youth) ซึ่งเป็นฐานแฟนระดับโลกที่ทั้งแข็งแกร่ง มีกลยุทธ์ และปกป้องศิลปินของพวกเขาด้วยความรักอย่างเต็มหัวใจ
“ความกดดันส่วนตัวมันมหาศาลมาก” เขากล่าวในไลฟ์วันที่ 6 ธันวาคม “ตั้งแต่เดือนที่แล้ว ผมนอนไม่หลับเลยด้วยซ้ำ ผมถึงขั้นคิดว่าควรจะไปขอยานอนหลับไหม… ผมถามตัวเองเป็นพันครั้งว่า มันจะดีกว่าสำหรับวงไหมถ้าเรายุบวง หรืออย่างน้อยก็พักกิจกรรมต่อไป?”
ความตึงเครียดนั้นเข้าใจได้ เพราะสิ่งที่เดิมพันไว้มันสูงเกินกว่าจะมองข้าม เกือบหกปีแล้วนับจากสตูดิโออัลบั้มชุดล่าสุด BTS—ซึ่งย่อมาจาก Bangtan Sonyeondan หรือ “Bulletproof Boy Scouts” ก่อนจะพัฒนาความหมายไปสู่ “Beyond the Scene”—จะสามารถสร้างผลงานที่ตอบรับความคาดหวังอันยาวนานนั้นได้หรือไม่? เกือบสี่ปีหลังจากการแสดงร่วมกันครั้งสุดท้าย เวทมนตร์บนเวทียังคงอยู่หรือเปล่า? หรือช่วงเวลาที่แยกย้ายกันไปได้เปลี่ยนพวกเขาในแบบที่ยากจะหวนกลับไปเป็นเหมือนเดิม?
ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันวงการเพลงเกาหลีใต้สู่ศูนย์กลางของป๊อประดับโลก พวกเขายังแบกรับความหวังของคนทั้งชาติไว้บนบ่า ไม่ต้องพูดถึงความรัก ความศรัทธา และความฝันของ ARMY ที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกมุมโลก
**อ่านต่อในคอมเมนท์ **
BTS การเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง - บทสัมภาษณ์จาก GQ อ่านเรื่องราวเบื้องหลังอัลบั้ม Arirang ความกดดันที่เกือบจะทำให้ต้องยุบวง
BTS การเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
GQ
กลางปี 2025 ทันทีหลังจากสมาชิกคนสุดท้ายของ BTS วงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ปฏิบัติหน้าที่รับราชการทหารภาคบังคับของชายชาวเกาหลีใต้ครบกำหนด สมาชิกทั้งเจ็ดคนก็บินไปยังลอสแองเจลิส เพื่อกลับมาอยู่รวมกันภายใต้หลังคาเดียวกันอีกครั้ง
ทั้งเจ็ดคน—RM, Jin, Suga, J-Hope, Jimin, V และ Jung Kook—อยู่ร่วมวงกันมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2010 ตอนที่พวกเขายังเป็นเพียงวัยรุ่น แต่ไม่ได้อาศัยอยู่ที่เดียวกันอีกเลยนับตั้งแต่ปี 2019 หลังจากต้องแยกย้ายกันไปหลายปี เพื่อทำหน้าที่ทหารและดูแลเส้นทางโซโล่ของตัวเอง ก็ถึงเวลาที่ต้องกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง
“เราทำงานกันสัปดาห์ละหกวัน เหมือนนักธุรกิจเลยครับ” RM หัวหน้าวงกล่าว พวกเขามีกิจวัตรที่เคร่งครัดมาก: ตอนเช้าไปออกกำลังกายด้วยกัน กลับบ้านมากินมื้อกลางวัน จากนั้นเข้าสตูดิโอภายในบ่ายโมง และทำงานร่วมกับนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์หลายคนเพื่อสร้างสรรค์เพลงใหม่ ๆ จนถึงประมาณสองทุ่ม ก่อนจะพากันกลับบ้าน
การกลับมาใช้ชีวิตอยู่บ้านเดียวกันในฐานะรูมเมตอีกครั้ง ทำให้ BTS เหมือนได้จำลองชีวิตก่อนจะกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ ย้อนกลับไปสมัยที่พวกเขายังเป็นเด็กฝึกของ Big Hit Entertainment (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Hybe Corporation) ในวันที่พวกเขายอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เดบิวต์ นั่นคือช่วงเวลาก่อนที่พวกเขาจะขายผลงานได้มากกว่า 500 ล้านยูนิต และมียอดสตรีมมิงรวมทั่วโลกเกิน 104 พันล้านครั้ง ก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็นวงดนตรีเกาหลีวงแรกที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี ขึ้นอันดับหนึ่งทั้งชาร์ตอัลบั้ม Billboard 200 และชาร์ตซิงเกิล Billboard Hot 100 และได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีสหประชาชาติ ก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็นพลังทางวัฒนธรรมระดับโลก ศิลปินเอเชียที่มียอดขายสูงที่สุดตลอดกาล และเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่ขายดีที่สุด—ไม่ว่าจะเป็นแนวเพลงใด สัญชาติใด หรือยุคสมัยใดก็ตาม
มาถึงตอนนี้ ตำนานความเป็นมาของ BTS แทบจะกลายเป็นเรื่องเล่าที่ถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า:
ในปี 2010 Big Hit Entertainment ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นค่ายเพลงเล็ก ๆ ในกรุงโซลที่ถูกมองว่าเป็นม้านอกสายตา ได้เซ็นสัญญากับ RM วัย 16 ปี ผู้ซึ่งกำลังสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองในฐานะแรปเปอร์ฝีมือจัดจ้านแห่งวงการฮิปฮอปใต้ดินของเกาหลี
ไม่นานหลังจากนั้น Suga นักแต่งเพลงและแรปเปอร์ที่มีบทบาทอยู่ในแวดวงเดียวกัน และ J-Hope นักเต้นบีบอยที่ผันตัวมาเป็นแรปเปอร์ ก็เข้าร่วมทีมตามมา
เมื่อบริษัทมองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า แผนการเดิมจึงถูกปรับเปลี่ยน จากการปั้นฮิปฮอปทริโอ กลายเป็นการสร้างวงไอดอล K-pop และในที่สุดก็ได้ไลน์อัพสมาชิกเจ็ดคนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสานความดิบเท่แบบแรปเปอร์ใต้ดินเข้ากับเสน่ห์เชิงพาณิชย์ที่เปล่งประกายของวงไอดอลกระแสหลักได้อย่างลงตัว
Jin ผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง ในที่สุดก็พิสูจน์ตัวเองในฐานะนักร้องเสียงทรงพลัง (พร้อมกับได้รับฉายา “Worldwide Handsome”)
Jung Kook สมาชิกที่อายุน้อยที่สุด และเป็นหนึ่งในนักร้องที่มีความสามารถรอบด้านที่สุดของวง ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นศิลปินครบเครื่องทั้งร้อง เต้น และแสดงบนเวที
ส่วน V ด้วยเสียงบาริโทนทุ้มลึกและหน้าตาราวกับนายแบบ ได้เติมเสน่ห์แบบสากลและความหรูหราให้กับภาพรวมของวง
และผู้ที่ทำให้ไลน์อัพสมบูรณ์แบบคือ Jimin นักเต้นที่ผ่านการฝึกฝนอย่างจริงจัง ผู้มาพร้อมทักษะการแสดงอันโดดเด่น และน้ำเสียงสูงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างยากจะเลียนแบบ
ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี วงที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นม้านอกสายตา ก็สามารถท้าทายอำนาจของศิลปินจากสามค่ายยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้—SM Entertainment, YG Entertainment และ JYP Entertainment—ได้อย่างสูสี ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นวงอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรมเพลงในประเทศ และต่อมาก็ก้าวข้ามขอบเขตวงการนั้นไป กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกอย่างแท้จริง
ตลอดสองเดือนนั้นที่ลอสแองเจลิส เมื่อได้กลับมาอยู่บ้านเดียวกันอีกครั้ง เด็กหนุ่มทั้งหลาย—ซึ่งบัดนี้เติบโตเป็นชายหนุ่มวัยปลายยี่สิบถึงต้นสามสิบ—ทำงานกันอย่างหนักทุกวันโดยไม่หยุดพัก ด้วยเป้าหมายเดียวคือสร้างอัลบั้มที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ พวกเขาทำงานราวกับกำลังขุดหาเศษทองคำ เหมือนในช่วงเริ่มต้นเส้นทางอาชีพ
“แล้วผมคิดว่าเราก็เจอชิ้นหนึ่งนะครับ” RM กล่าว พลางหมายถึงสตูดิโออัลบั้มชุดที่ห้าของพวกเขา และเป็นอัลบั้มแรกในรอบเกือบหกปี ซึ่งแน่นอนว่าจะมาพร้อมเวิลด์ทัวร์ครั้งใหญ่ระดับมหึมา นี่คือการคัมแบ็กที่ถูกตั้งตารอมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรียุคใหม่ จุดประกายความตื่นเต้นเร่าร้อนชนิดที่ชวนให้นึกถึงตอนที่ Elvis กลับจากการเกณฑ์ทหารในปี 1960
ผมกับสมาชิกวงกำลังนั่งอยู่ด้วยกันในสตูดิโอแห่งหนึ่ง ห่างจากกรุงโซลราวหนึ่งชั่วโมง นี่คือบทสัมภาษณ์ครั้งแรกที่พวกเขาให้ในฐานะวงครบทีม นับตั้งแต่ประกาศพักกิจกรรมในปี 2022 และสิ่งที่ผมสัมผัสได้ทันทีคือความสนิทสนมกลมเกลียวระหว่างพวกเขา—ความรู้สึกที่ทั้งอบอุ่นมั่นคง และเหมือนผ่านการต่อสู้ฝ่าฟันมาด้วยกันอย่างยาวนาน
เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา RM ได้ไลฟ์สดผ่าน Weverse แพลตฟอร์มคอมมูนิตี้ของ Hybe และสารภาพกับแฟน ๆ ว่า ก่อนการคัมแบ็กครั้งนี้ เขาเคยคิดเรื่องยุบวง “นับพันครั้ง” ไลฟ์ดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วหมู่ ARMY (ชื่อแฟนคลับของวงที่ย่อมาจาก Adorable Representative M.C. for Youth) ซึ่งเป็นฐานแฟนระดับโลกที่ทั้งแข็งแกร่ง มีกลยุทธ์ และปกป้องศิลปินของพวกเขาด้วยความรักอย่างเต็มหัวใจ
“ความกดดันส่วนตัวมันมหาศาลมาก” เขากล่าวในไลฟ์วันที่ 6 ธันวาคม “ตั้งแต่เดือนที่แล้ว ผมนอนไม่หลับเลยด้วยซ้ำ ผมถึงขั้นคิดว่าควรจะไปขอยานอนหลับไหม… ผมถามตัวเองเป็นพันครั้งว่า มันจะดีกว่าสำหรับวงไหมถ้าเรายุบวง หรืออย่างน้อยก็พักกิจกรรมต่อไป?”
ความตึงเครียดนั้นเข้าใจได้ เพราะสิ่งที่เดิมพันไว้มันสูงเกินกว่าจะมองข้าม เกือบหกปีแล้วนับจากสตูดิโออัลบั้มชุดล่าสุด BTS—ซึ่งย่อมาจาก Bangtan Sonyeondan หรือ “Bulletproof Boy Scouts” ก่อนจะพัฒนาความหมายไปสู่ “Beyond the Scene”—จะสามารถสร้างผลงานที่ตอบรับความคาดหวังอันยาวนานนั้นได้หรือไม่? เกือบสี่ปีหลังจากการแสดงร่วมกันครั้งสุดท้าย เวทมนตร์บนเวทียังคงอยู่หรือเปล่า? หรือช่วงเวลาที่แยกย้ายกันไปได้เปลี่ยนพวกเขาในแบบที่ยากจะหวนกลับไปเป็นเหมือนเดิม?
ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันวงการเพลงเกาหลีใต้สู่ศูนย์กลางของป๊อประดับโลก พวกเขายังแบกรับความหวังของคนทั้งชาติไว้บนบ่า ไม่ต้องพูดถึงความรัก ความศรัทธา และความฝันของ ARMY ที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกมุมโลก
**อ่านต่อในคอมเมนท์ **