(6) THE SHORT "A"
[
Phonics วันที่ 11 —>>> "The Short A" ]
หลังจากเราผ่านซีรีส์
Essential Long Vowels (Long A E I O U) กันไปแล้ว มาเข้าสู่สระเสียงสั้นตัวแรกกันครับคือ “
สระแอะ” หรือ
The short A
📌 Important note: ก็ในเมื่อ Long A มันคือ “สระเอ” ดังนั้น Short A มันก็ควรจะเป็น “สระเอะ” หรือเปล่า? (จะได้เข้าคู่ เอ - เอะ) แต่ความจริงไม่ใช่ครับ คู่สระสำหรับตัว A คือ...
เอ - แอะ
มีหลายคำที่นักเรียนออกเสียงผิดเป็น “สระอา” แต่ความจริงมันเป็น “สระแอะ” เช่น b
alance, dr
agon, t
alent, sh
adow, pl
astoc เป็นต้น (ยังอ่านเป็นสระอาอยู่หรือเปล่า??? เราต้องฝึกออกเสียงว่า แบล-เลิ่นสฺ, แดรก-เกิ่น, แทล-เลิ่นทฺ, แชด-โดว, แพลสฺ-ติก ด้วยสระแอะให้ได้แล้วนะ!)
_______________
6.
สระแอะ (The Short A) สามารถสะกดได้... 1 แบบ!
👉🏻 “
-a” เช่น
cat, bad, stamp, taxi, valley
(อ่าน แคทฺ, แบดฺ, สฺแตมพฺ, แทค-ซี, แฟล-ลี)
แต่ให้เราสังเกตว่าในสำเนียงอเมริกัน ตัวสะกด
-au ในคำเหล่านี้ก็เป็นสระแอะเช่นกัน ได้แก่ “
laugh” (แลฟฺ) ที่แปลว่า หัวเราะ และ “
aunt” (แอนทฺ) ที่แปลว่า คุณป้า (ในสำเนียงอังกฤษสองคำนี้จะเป็นสระอา)
และมีอีกหนึ่งคำที่สะกดด้วย
-ua ที่เป็นสระแอะ คือคำว่า “
guarantee” (แกะ-เริ่น-ที) ที่ภาษาไทยทับศัพท์มาเป็นคำว่า การันตี นั่นเอง
รวมไปถึงคำที่หลายคนอาจจะไม่เคยใช้เลยคือคำว่า “
plaid” (แพลดฺ) ที่แปลว่า ผ้าลายสก๊อต (หรือลายตารางหมากรุก) มันเป็นคำเดียวที่สะกดด้วย
-ai และอ่านเป็นสระแอะ (ทั้งนี้คำว่า stair และ hair มันคือสระแอ ไม่ใช่สระแอะนะครับ ไว้เราจะมาศึกษาความแตกต่างในลำดับถัดไป)
📌 สรุปก็คือ...
99.99% ของคำที่เป็นสระแอะมันสะกดด้วยตัว -a นี่แหละครับ แต่ก็มีข้อยกเว้นในกรณีที่มันสะกดด้วย -au, -ua, ai ดังที่กล่าวไป
_______________
มีข้อสังเกตหนึ่งที่อยากให้โน้ตไว้ก่อนจบคือ...
👉🏻
ตัวสะกด -a บางทีมันเป็นสระเอ (Long A) ได้
เช่นในคำว่า
able, lazy, lady, famous, potato
(อ่านว่า เอ-เบิ่ลฺ, เล-ซี, เล-ดี, เฟ-เมิ่สฺ, เพอะ-เท-โทว)
แต่ลองดูในคำเหล่านี้
latter, matter, banner, battle, passage เราจะพบว่า -a มันเป็นสระแอะ (Short A)
(อ่าน แลท-เทอะ, แมท-เทอะ, แบน-เหนอะ, แบท-เทิ่ลฺ, แพสฺ-สิดจฺ)
📌 ถึงตรงนี้เราต้องทำความเข้าใจ “
โครงสร้างของคำศัพท์” กันครับ โดยคำศัพท์ระดับพื้นฐานมักจะประกอบไปด้วย
consonant + vowel + consonant (พยัญชนะ + สระ + พยัญชนะ) เช่น c + a + t รวมกันเป็นคำว่า “cat” หรือ b + e + d รวมกันเป็นคำว่า “bed”
เราเรียกโครงสร้างคำศัพท์แบบนี้
CVC (ย่อมากจาก consonant + vowel + consonant นั่นเอง) และการ "รวมกัน" ของ CVC เราเรียกว่า "blending" (การประสมเสียง) เช่นคำว่า "cat" เวลา blend นักเรียนจะต้องพูดว่า "เคอะ แอะ เทอะ —> แคทฺ" ไม่ใช่ "ซี เอ ที —> แคท"
แล้วคำอย่าง “best” หรือ “task” หรือ “milk” ละ?
👉🏻 เราก็จะบอกว่ามันคือโครงสร้างคำศัพท์แบบ
CVCC (Consonant + Vowel + Consonant + Consonant) นั่นเอง
แล้วคำอย่าง “brag” หรือ “flood” หรือ “trick” ละ?
👉🏻 เราก็จะบอกว่ามันคือโครงสร้างคำศัพท์แบบ
CCVC นั่นเอง
***สังเกตว่า -oo แม้สะกดด้วย o สองตัว แต่มันเป็นเสียงสระเดียว (จึงเป็น V ไม่ใช่ VV) หรือ -ck ที่สะกดด้วยพยัญชนะสองตัว แต่มันเป็นเสียงพยัญชนะเดียว (จึงเป็น C ไม่ใช่ CC)
แล้วคำอย่าง “play” หรือ “tree” หรือ “flow” ละครับ?
👉🏻 เราก็จะบอกว่ามันคือโครงสร้างคำศัพท์แบบ
CCV นั่นเอง (-ay, -ee, -ow = เสียงสระเดียว = V)
. . . . .
โอเค ๆ หยุดเรื่องโครงสร้างคำศัพท์ไว้เท่านั้นก่อน ย้อนกลับมาที่ “สระแอะ” ของเรา
📌 สำหรับคำสองพยางค์ วิธีสังเกตว่าคำไหนเป็น “สระเอ” คำไหนเป็น “สระแอะ” ให้ดูโครงสร้างคำศัพท์ว่ามันเป็น “CVC (+ V)” หรือ “CVCC (+ V)”
ลองเปรียบเทียบ
คำว่า “
later”(CVC + V) เป็นสระเอ อ่านว่า เล-เทอะ
และ “
latter” (CVCC + V) เป็นสระแอะ อ่านว่า แลท-เทอะ
*-er จะถือว่าเป็น V แค่ตัวเดียว
ตัวอย่างอีกหนึ่งคู่
คำว่า “
lady” (CVC + V) เป็นสระเอ อ่านว่า เล-ดี
และ “
ladder” (CVCC + V) เป็นสระแอะ อ่านว่า แลด-เดอะ
👉🏻 พูดง่าย ๆ คือถ้ามันมีการ “double” พยัญชนะตรงกลาง มันมักจะเป็นสระแอะ!
แต่นี่ไม่ใช่กฎที่เอาไปใช้ได้จริง ๆ หรอกครับ เพราะเราก็ยังมีหลายคำที่ขึ้นต้นด้วยโครงสร้าง CVC + ... (ไม่มี double พยัญชนะตรงกลาง) แต่มันก็ดันเป็นสระแอะ เช่น
damage (DAM + age),
cabinet (CAB + inet),
calendar (CAL + endar) คำเหล่านี้เลยทำให้นักเรียนหลายคนอ่านผิด เพราะมันแหกกฎการ double พยัญชนะที่แอดบอกไปนั่นเอง!
ดังนั้นเราอาจจะเอาแน่เอานอนกับหลักการนี้ไม่ได้ แต่ที่แอดต้องสอนก็เพื่อให้เรารู้จักวิธีการวิเคราะห์ “โครงสร้างคำศัพท์” ว่าเป็น CVC, CVCC, CCVC และอื่น ๆ ไว้ครับ (มันจะมีความสำคัญในตอนที่เราฝึกทักษะ blending หรือการประสมเสียงเพื่อให้ออกเสียงได้ถูกต้อง)
_______________
"
ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างในวันนี้ แค่รู้ให้มากกว่าเมื่อวานก็พอ"
JGC. ✌🏻🇬🇧
[DAY: 11] เรียน Phonics (หลักการออกเสียงภาษาอังกฤษ) ด้วยตัวเอง
[ Phonics วันที่ 11 —>>> "The Short A" ]
หลังจากเราผ่านซีรีส์ Essential Long Vowels (Long A E I O U) กันไปแล้ว มาเข้าสู่สระเสียงสั้นตัวแรกกันครับคือ “สระแอะ” หรือ The short A
📌 Important note: ก็ในเมื่อ Long A มันคือ “สระเอ” ดังนั้น Short A มันก็ควรจะเป็น “สระเอะ” หรือเปล่า? (จะได้เข้าคู่ เอ - เอะ) แต่ความจริงไม่ใช่ครับ คู่สระสำหรับตัว A คือ... เอ - แอะ
มีหลายคำที่นักเรียนออกเสียงผิดเป็น “สระอา” แต่ความจริงมันเป็น “สระแอะ” เช่น balance, dragon, talent, shadow, plastoc เป็นต้น (ยังอ่านเป็นสระอาอยู่หรือเปล่า??? เราต้องฝึกออกเสียงว่า แบล-เลิ่นสฺ, แดรก-เกิ่น, แทล-เลิ่นทฺ, แชด-โดว, แพลสฺ-ติก ด้วยสระแอะให้ได้แล้วนะ!)
_______________
6. สระแอะ (The Short A) สามารถสะกดได้... 1 แบบ!
👉🏻 “-a” เช่น cat, bad, stamp, taxi, valley
(อ่าน แคทฺ, แบดฺ, สฺแตมพฺ, แทค-ซี, แฟล-ลี)
แต่ให้เราสังเกตว่าในสำเนียงอเมริกัน ตัวสะกด -au ในคำเหล่านี้ก็เป็นสระแอะเช่นกัน ได้แก่ “laugh” (แลฟฺ) ที่แปลว่า หัวเราะ และ “aunt” (แอนทฺ) ที่แปลว่า คุณป้า (ในสำเนียงอังกฤษสองคำนี้จะเป็นสระอา)
และมีอีกหนึ่งคำที่สะกดด้วย -ua ที่เป็นสระแอะ คือคำว่า “guarantee” (แกะ-เริ่น-ที) ที่ภาษาไทยทับศัพท์มาเป็นคำว่า การันตี นั่นเอง
รวมไปถึงคำที่หลายคนอาจจะไม่เคยใช้เลยคือคำว่า “plaid” (แพลดฺ) ที่แปลว่า ผ้าลายสก๊อต (หรือลายตารางหมากรุก) มันเป็นคำเดียวที่สะกดด้วย -ai และอ่านเป็นสระแอะ (ทั้งนี้คำว่า stair และ hair มันคือสระแอ ไม่ใช่สระแอะนะครับ ไว้เราจะมาศึกษาความแตกต่างในลำดับถัดไป)
📌 สรุปก็คือ... 99.99% ของคำที่เป็นสระแอะมันสะกดด้วยตัว -a นี่แหละครับ แต่ก็มีข้อยกเว้นในกรณีที่มันสะกดด้วย -au, -ua, ai ดังที่กล่าวไป
_______________
มีข้อสังเกตหนึ่งที่อยากให้โน้ตไว้ก่อนจบคือ...
👉🏻 ตัวสะกด -a บางทีมันเป็นสระเอ (Long A) ได้
เช่นในคำว่า able, lazy, lady, famous, potato
(อ่านว่า เอ-เบิ่ลฺ, เล-ซี, เล-ดี, เฟ-เมิ่สฺ, เพอะ-เท-โทว)
แต่ลองดูในคำเหล่านี้ latter, matter, banner, battle, passage เราจะพบว่า -a มันเป็นสระแอะ (Short A)
(อ่าน แลท-เทอะ, แมท-เทอะ, แบน-เหนอะ, แบท-เทิ่ลฺ, แพสฺ-สิดจฺ)
📌 ถึงตรงนี้เราต้องทำความเข้าใจ “โครงสร้างของคำศัพท์” กันครับ โดยคำศัพท์ระดับพื้นฐานมักจะประกอบไปด้วย consonant + vowel + consonant (พยัญชนะ + สระ + พยัญชนะ) เช่น c + a + t รวมกันเป็นคำว่า “cat” หรือ b + e + d รวมกันเป็นคำว่า “bed”
เราเรียกโครงสร้างคำศัพท์แบบนี้ CVC (ย่อมากจาก consonant + vowel + consonant นั่นเอง) และการ "รวมกัน" ของ CVC เราเรียกว่า "blending" (การประสมเสียง) เช่นคำว่า "cat" เวลา blend นักเรียนจะต้องพูดว่า "เคอะ แอะ เทอะ —> แคทฺ" ไม่ใช่ "ซี เอ ที —> แคท"
แล้วคำอย่าง “best” หรือ “task” หรือ “milk” ละ?
👉🏻 เราก็จะบอกว่ามันคือโครงสร้างคำศัพท์แบบ CVCC (Consonant + Vowel + Consonant + Consonant) นั่นเอง
แล้วคำอย่าง “brag” หรือ “flood” หรือ “trick” ละ?
👉🏻 เราก็จะบอกว่ามันคือโครงสร้างคำศัพท์แบบ CCVC นั่นเอง
***สังเกตว่า -oo แม้สะกดด้วย o สองตัว แต่มันเป็นเสียงสระเดียว (จึงเป็น V ไม่ใช่ VV) หรือ -ck ที่สะกดด้วยพยัญชนะสองตัว แต่มันเป็นเสียงพยัญชนะเดียว (จึงเป็น C ไม่ใช่ CC)
แล้วคำอย่าง “play” หรือ “tree” หรือ “flow” ละครับ?
👉🏻 เราก็จะบอกว่ามันคือโครงสร้างคำศัพท์แบบ CCV นั่นเอง (-ay, -ee, -ow = เสียงสระเดียว = V)
. . . . .
โอเค ๆ หยุดเรื่องโครงสร้างคำศัพท์ไว้เท่านั้นก่อน ย้อนกลับมาที่ “สระแอะ” ของเรา
📌 สำหรับคำสองพยางค์ วิธีสังเกตว่าคำไหนเป็น “สระเอ” คำไหนเป็น “สระแอะ” ให้ดูโครงสร้างคำศัพท์ว่ามันเป็น “CVC (+ V)” หรือ “CVCC (+ V)”
ลองเปรียบเทียบ
คำว่า “later”(CVC + V) เป็นสระเอ อ่านว่า เล-เทอะ
และ “latter” (CVCC + V) เป็นสระแอะ อ่านว่า แลท-เทอะ
*-er จะถือว่าเป็น V แค่ตัวเดียว
ตัวอย่างอีกหนึ่งคู่
คำว่า “lady” (CVC + V) เป็นสระเอ อ่านว่า เล-ดี
และ “ladder” (CVCC + V) เป็นสระแอะ อ่านว่า แลด-เดอะ
👉🏻 พูดง่าย ๆ คือถ้ามันมีการ “double” พยัญชนะตรงกลาง มันมักจะเป็นสระแอะ!
แต่นี่ไม่ใช่กฎที่เอาไปใช้ได้จริง ๆ หรอกครับ เพราะเราก็ยังมีหลายคำที่ขึ้นต้นด้วยโครงสร้าง CVC + ... (ไม่มี double พยัญชนะตรงกลาง) แต่มันก็ดันเป็นสระแอะ เช่น damage (DAM + age), cabinet (CAB + inet), calendar (CAL + endar) คำเหล่านี้เลยทำให้นักเรียนหลายคนอ่านผิด เพราะมันแหกกฎการ double พยัญชนะที่แอดบอกไปนั่นเอง!
ดังนั้นเราอาจจะเอาแน่เอานอนกับหลักการนี้ไม่ได้ แต่ที่แอดต้องสอนก็เพื่อให้เรารู้จักวิธีการวิเคราะห์ “โครงสร้างคำศัพท์” ว่าเป็น CVC, CVCC, CCVC และอื่น ๆ ไว้ครับ (มันจะมีความสำคัญในตอนที่เราฝึกทักษะ blending หรือการประสมเสียงเพื่อให้ออกเสียงได้ถูกต้อง)
_______________
"ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างในวันนี้ แค่รู้ให้มากกว่าเมื่อวานก็พอ"
JGC. ✌🏻🇬🇧