ทะเลทรายยักษ์ของจีน กำลังค่อยๆ เลือนหายไปจากแผนที่
.
เรื่องราวของทะเลทรายเหมาอูซู่ของจีน ไม่ใช่แค่นิทานก่อนนอน แต่คือตำนานวีรบุรุษที่มีเลือดเนื้อจริง และควรค่าแก่การเล่าขาน
.
บริเวณรอยต่อระหว่างมณฑลส่านซี เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน และเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย เคยมีผืนทรายสีเหลืองขนาดมหึมา ใหญ่กว่าเกาะไห่หนานของจีน พื้นที่รกร้างแห่งนี้มีขนาดราว 42,200 ตารางกิโลเมตร แต่เชื่อไหมว่าปัจจุบัน มากกว่า 80% ของมันได้ฟื้นคืนเป็นโอเอซิส นี่ไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้ธรรมดา แต่แทบจะเหมือนการ “ปลูกผิวหนังใหม่” ให้ผืนโลก
.
ในยุคฉินและฮั่น พื้นที่แห่งนี้เคยอุดมสมบูรณ์ จนได้ฉายา “เจียงหนานแห่งพื้นที่ชายแดน” แต่การทำปศุสัตว์ที่เกินขอบเขตและสงครามที่ยาวนาน ทำให้พืชพรรณถูกทำลายจนหมดสิ้น ถึงสมัยหมิงและชิง มีพายุทรายที่รุนแรงราวกับฝูงม้าป่าที่หลุดจากคอกชนิดที่ไม่มีใครหยุดได้
.
เมืองอวี๋หลิน ตั้งอยู่ระหว่างที่ราบสูงดินลมหอบ (Loess Plateau) และทะเลทรายเหมาอูซู่ บริเวณตอนเหนือสุดของมณฑลส่านซี ในอดีตต้องย้ายเมืองลงใต้ถึงสามครั้งเพราะแรงลมทราย คนจีนโบราณพยายามหนีตายจากทราย ที่ทะลุทะทะลวงผ่านกำแพงเมืองเข้ามาในลานบ้าน ตื่นเช้ามาบางวันประตูบ้านยังเปิดไม่ได้
.
ข้อมูลสำรวจเมื่อปี 1958 ระบุว่า พื้นที่แห่งนี้มีอัตราปกคลุมของป่าไม้เพียง 0.9% เท่านั้น ลมแรงพัดครั้งเดียวต้นข้าวสาลีก็ถูกกลบมิด ชาวบ้านต้องขุดเมล็ดพืชป่ามากินประทังชีวิต ชีวิตในเวลานั้น เรียกได้ว่าอยู่ใต้ดินทรายอย่างแท้จริง สิ่งที่ทำให้ทะเลทรายเหมาอูซู่กลับมาเขียวได้ ส่วนหนึ่งคือคนธรรมดาที่ปักหลัก “สู้กับทรายแบบกัดไม่ปล่อย”
.
ตัวอย่างชัดเจนคือ “หน่วยสตรีผู้พิชิตทะเลทราย” แห่งปู่ล่างเหอ ที่ก่อตั้งในปี 1974 ซึ่งเป็นกลุ่มหญิงสาวรวม 54 คน อายุเฉลี่ยเพียง 18 ปี ซึ่งเป็นวัยที่รักสวยรักงามที่สุด ที่เลือกมาเป็นผู้ปลูกพืชในทะเลทราย
ยุคนั้นไม่มีรถขุด ไม่มีรถรดน้ำ พวกเธออาศัยอยู่ในเพิงไม้ที่สานจากกิ่งต้นหลิว เวลานอนต้องขุดหลุมในทราย ปูฟางกันทรายไหลทับกลางวันคุกเข่าบนผืนทรายร้อนจัด ขุดหลุมปลูกต้นไม้ มือพองแตก เลือดผสมทรายแข็งตัวเป็นสะเก็ด วันรุ่งขึ้นก็ทำต่อ ต้นกล้าที่เพิ่งปลูก บางครั้งถูกลมพัดกลบหายไปในพริบตา
.
แต่พวกเธอไม่ยอมแพ้ ค่อยๆ ขุดต้นไม้ขึ้นมาปลูกใหม่ทีละต้น ตลอดเวลากว่า 50 ปี พวกเธอช่วยลดเนินทรายไปแล้วมากกว่า 800 ลูก
.
ปัจจุบัน ในพื้นที่ทะเลทรายเขตหางจิ่นฉี เมืองเอ้อเอ่อร์ตัวซือของมองโกเลียใน สิ่งที่วิ่งอยู่เต็มพื้นที่คือ “หุ่นยนต์ปลูกต้นหลิวในทะเลทราย” แขนกลคีบต้นกล้า เล็งหลุม ปลูกเสร็จใน 5 วินาที ประสิทธิภาพสูงจนน่าทึ่ง หนึ่งวันทำงานได้เทียบเท่าแรงงานผู้ชาย 20 คน
.
อีกโมเดลที่กำลังแพร่หลายคือ “โซลาร์เซลล์และการฟื้นฟูทะเลทราย” บริเวณขอบทะเลทรายเหมาอูซู่จะเห็นแผงโซลาร์สีน้ำเงินเรียงราย ไม่เพียงผลิตไฟฟ้า แต่ยังช่วยให้ร่มเงากับพืชด้านล่าง ใต้แผงปลูกพืชตระกูลถั่วอย่าง "อัลฟัลฟา" (Alfalfa) และหญ้าทะเลทราย ทั้งช่วยตรึงผิวทรายและนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้
.
ชาวบ้านในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าจากเงินปันผลไฟฟ้าและการขายหญ้าเลี้ยงสัตว์ โมเดลนี้ทำให้ “การฟื้นฟูทะเลทราย” กลายเป็น “การสร้างรายได้” ผู้คนจึงยิ่งมีแรงจูงใจเข้าร่วม
.
เนื่องจากเหมาอูซู่พาดผ่านสามเขตการปกครอง แต่ก่อนต่างฝ่ายต่างทำ ผลลัพธ์จึงจำกัด ฝั่งส่านซีปลูกได้ดี แต่ลมทรายจากฝั่งมองโกเลียในพัดมา ทุกอย่างก็สูญเปล่า สองปีที่ผ่านมา สถานการณ์เปลี่ยนไป เมืองเอ้อเอ่อร์ตัวซือ อวี๋หลิน และอู๋จง รวม 5 เมือง ลงนามความร่วมมือ มองเหมาอูซู่เป็นผืนเดียวกัน พร้อมสร้างแนวป่าล็อกขอบร่วมกัน
.
บริเวณแนวกำแพงเมืองจีนตามรอยต่อมองโกเลียใน-ส่านซี ที่เคยเป็นพื้นที่ทรายเคลื่อนตัวรุนแรง วันนี้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันผันน้ำแม่น้ำเหลืองมาทำการชลประทาน และปูตารางฟางยึดทรายไปพร้อมกัน
.
ภาพถ่ายดาวเทียมปี 2025 แสดงให้เห็นชัดว่า แนวทะเลทรายที่เคยเป็นเส้นแบ่งมณฑลได้หายไป กลายเป็นแนวป่าป้องกันที่ต่อเนื่องแทน ขณะที่หนิงเซี่ยก็สามารถตรึงพื้นที่ทรายที่มีการเคลื่อนตัวส่วนสุดท้ายในพื้นที่ของตนได้สำเร็จในปีเดียวกัน
.
วันนี้เหมาอูซู่กลายเป็นขุมทรัพย์ของประเทศไปแล้ว ความเปลี่ยนแปลงนี้ คือผลลัพธ์จากหยาดเหงื่อของผู้คนหลายรุ่น หากเป็นไปตามความคืบหน้าปัจจุบัน ภายในปี 2030 เหมาอูซู่มีโอกาสสูงที่จะฟื้นฟูได้ครบ 100%
.
นี่ไม่ใช่แค่ทะเลทรายแห่งแรกของจีนที่กำลังจะหายไปจากแผนที่ แต่ยังเป็นเครื่องหมายของความเคารพที่มนุษย์มีต่อธรรมชาติ ตราบใดที่จิตวิญญาณการสู้ไม่ถอยนี้ยังอยู่ แม้แต่ดินแดนที่กันดารที่สุด ก็ยังสามารถผลิดอกไม้แห่งความหวังได้
.
.
📧 ติดต่อเรา Email: info@jeenthainews.com
.
#จีนพลิกผืนทราย #โอเอซิส #สิ่งแวดล้อม #GreenChina
https://www.facebook.com/share/p/14UookVir8Y/
🏜️ ทะเลทรายยักษ์ของจีน กำลังค่อยๆ เลือนหายไปจากแผนที่
.
เรื่องราวของทะเลทรายเหมาอูซู่ของจีน ไม่ใช่แค่นิทานก่อนนอน แต่คือตำนานวีรบุรุษที่มีเลือดเนื้อจริง และควรค่าแก่การเล่าขาน
.
บริเวณรอยต่อระหว่างมณฑลส่านซี เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน และเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย เคยมีผืนทรายสีเหลืองขนาดมหึมา ใหญ่กว่าเกาะไห่หนานของจีน พื้นที่รกร้างแห่งนี้มีขนาดราว 42,200 ตารางกิโลเมตร แต่เชื่อไหมว่าปัจจุบัน มากกว่า 80% ของมันได้ฟื้นคืนเป็นโอเอซิส นี่ไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้ธรรมดา แต่แทบจะเหมือนการ “ปลูกผิวหนังใหม่” ให้ผืนโลก
.
ในยุคฉินและฮั่น พื้นที่แห่งนี้เคยอุดมสมบูรณ์ จนได้ฉายา “เจียงหนานแห่งพื้นที่ชายแดน” แต่การทำปศุสัตว์ที่เกินขอบเขตและสงครามที่ยาวนาน ทำให้พืชพรรณถูกทำลายจนหมดสิ้น ถึงสมัยหมิงและชิง มีพายุทรายที่รุนแรงราวกับฝูงม้าป่าที่หลุดจากคอกชนิดที่ไม่มีใครหยุดได้
.
เมืองอวี๋หลิน ตั้งอยู่ระหว่างที่ราบสูงดินลมหอบ (Loess Plateau) และทะเลทรายเหมาอูซู่ บริเวณตอนเหนือสุดของมณฑลส่านซี ในอดีตต้องย้ายเมืองลงใต้ถึงสามครั้งเพราะแรงลมทราย คนจีนโบราณพยายามหนีตายจากทราย ที่ทะลุทะทะลวงผ่านกำแพงเมืองเข้ามาในลานบ้าน ตื่นเช้ามาบางวันประตูบ้านยังเปิดไม่ได้
.
ข้อมูลสำรวจเมื่อปี 1958 ระบุว่า พื้นที่แห่งนี้มีอัตราปกคลุมของป่าไม้เพียง 0.9% เท่านั้น ลมแรงพัดครั้งเดียวต้นข้าวสาลีก็ถูกกลบมิด ชาวบ้านต้องขุดเมล็ดพืชป่ามากินประทังชีวิต ชีวิตในเวลานั้น เรียกได้ว่าอยู่ใต้ดินทรายอย่างแท้จริง สิ่งที่ทำให้ทะเลทรายเหมาอูซู่กลับมาเขียวได้ ส่วนหนึ่งคือคนธรรมดาที่ปักหลัก “สู้กับทรายแบบกัดไม่ปล่อย”
.
ตัวอย่างชัดเจนคือ “หน่วยสตรีผู้พิชิตทะเลทราย” แห่งปู่ล่างเหอ ที่ก่อตั้งในปี 1974 ซึ่งเป็นกลุ่มหญิงสาวรวม 54 คน อายุเฉลี่ยเพียง 18 ปี ซึ่งเป็นวัยที่รักสวยรักงามที่สุด ที่เลือกมาเป็นผู้ปลูกพืชในทะเลทราย
ยุคนั้นไม่มีรถขุด ไม่มีรถรดน้ำ พวกเธออาศัยอยู่ในเพิงไม้ที่สานจากกิ่งต้นหลิว เวลานอนต้องขุดหลุมในทราย ปูฟางกันทรายไหลทับกลางวันคุกเข่าบนผืนทรายร้อนจัด ขุดหลุมปลูกต้นไม้ มือพองแตก เลือดผสมทรายแข็งตัวเป็นสะเก็ด วันรุ่งขึ้นก็ทำต่อ ต้นกล้าที่เพิ่งปลูก บางครั้งถูกลมพัดกลบหายไปในพริบตา
.
แต่พวกเธอไม่ยอมแพ้ ค่อยๆ ขุดต้นไม้ขึ้นมาปลูกใหม่ทีละต้น ตลอดเวลากว่า 50 ปี พวกเธอช่วยลดเนินทรายไปแล้วมากกว่า 800 ลูก
.
ปัจจุบัน ในพื้นที่ทะเลทรายเขตหางจิ่นฉี เมืองเอ้อเอ่อร์ตัวซือของมองโกเลียใน สิ่งที่วิ่งอยู่เต็มพื้นที่คือ “หุ่นยนต์ปลูกต้นหลิวในทะเลทราย” แขนกลคีบต้นกล้า เล็งหลุม ปลูกเสร็จใน 5 วินาที ประสิทธิภาพสูงจนน่าทึ่ง หนึ่งวันทำงานได้เทียบเท่าแรงงานผู้ชาย 20 คน
.
อีกโมเดลที่กำลังแพร่หลายคือ “โซลาร์เซลล์และการฟื้นฟูทะเลทราย” บริเวณขอบทะเลทรายเหมาอูซู่จะเห็นแผงโซลาร์สีน้ำเงินเรียงราย ไม่เพียงผลิตไฟฟ้า แต่ยังช่วยให้ร่มเงากับพืชด้านล่าง ใต้แผงปลูกพืชตระกูลถั่วอย่าง "อัลฟัลฟา" (Alfalfa) และหญ้าทะเลทราย ทั้งช่วยตรึงผิวทรายและนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้
.
ชาวบ้านในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าจากเงินปันผลไฟฟ้าและการขายหญ้าเลี้ยงสัตว์ โมเดลนี้ทำให้ “การฟื้นฟูทะเลทราย” กลายเป็น “การสร้างรายได้” ผู้คนจึงยิ่งมีแรงจูงใจเข้าร่วม
.
เนื่องจากเหมาอูซู่พาดผ่านสามเขตการปกครอง แต่ก่อนต่างฝ่ายต่างทำ ผลลัพธ์จึงจำกัด ฝั่งส่านซีปลูกได้ดี แต่ลมทรายจากฝั่งมองโกเลียในพัดมา ทุกอย่างก็สูญเปล่า สองปีที่ผ่านมา สถานการณ์เปลี่ยนไป เมืองเอ้อเอ่อร์ตัวซือ อวี๋หลิน และอู๋จง รวม 5 เมือง ลงนามความร่วมมือ มองเหมาอูซู่เป็นผืนเดียวกัน พร้อมสร้างแนวป่าล็อกขอบร่วมกัน
.
บริเวณแนวกำแพงเมืองจีนตามรอยต่อมองโกเลียใน-ส่านซี ที่เคยเป็นพื้นที่ทรายเคลื่อนตัวรุนแรง วันนี้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันผันน้ำแม่น้ำเหลืองมาทำการชลประทาน และปูตารางฟางยึดทรายไปพร้อมกัน
.
ภาพถ่ายดาวเทียมปี 2025 แสดงให้เห็นชัดว่า แนวทะเลทรายที่เคยเป็นเส้นแบ่งมณฑลได้หายไป กลายเป็นแนวป่าป้องกันที่ต่อเนื่องแทน ขณะที่หนิงเซี่ยก็สามารถตรึงพื้นที่ทรายที่มีการเคลื่อนตัวส่วนสุดท้ายในพื้นที่ของตนได้สำเร็จในปีเดียวกัน
.
วันนี้เหมาอูซู่กลายเป็นขุมทรัพย์ของประเทศไปแล้ว ความเปลี่ยนแปลงนี้ คือผลลัพธ์จากหยาดเหงื่อของผู้คนหลายรุ่น หากเป็นไปตามความคืบหน้าปัจจุบัน ภายในปี 2030 เหมาอูซู่มีโอกาสสูงที่จะฟื้นฟูได้ครบ 100%
.
นี่ไม่ใช่แค่ทะเลทรายแห่งแรกของจีนที่กำลังจะหายไปจากแผนที่ แต่ยังเป็นเครื่องหมายของความเคารพที่มนุษย์มีต่อธรรมชาติ ตราบใดที่จิตวิญญาณการสู้ไม่ถอยนี้ยังอยู่ แม้แต่ดินแดนที่กันดารที่สุด ก็ยังสามารถผลิดอกไม้แห่งความหวังได้
.
.
📧 ติดต่อเรา Email: info@jeenthainews.com
.
#จีนพลิกผืนทราย #โอเอซิส #สิ่งแวดล้อม #GreenChina
https://www.facebook.com/share/p/14UookVir8Y/