ติดดอย" หรือ "หลอกตัวเอง?"... สรุปวิธีแก้พอร์ตพัง เมื่อไหร่ควร "ถือต่อ" และเมื่อไหร่ควร "ตัดใจ!"

ตลาดหุ้นเหวี่ยงจนหลายคน "มือพอง" ครับ บางตัวซื้อมาหวังปันผลแต่ราคากลับไหลเป็นน้ำตก จนตอนนี้พอร์ตแดงเถื่อนเป็นทุ่งลาเวนเดอร์ (ที่โดนเผา) คำถามที่เจ็บปวดที่สุดคือ "จะถือต่อรอถัว หรือจะคัดทิ้งให้จบๆ ไปดี?"

วันนี้ผมขอมาสรุป "หลักการทำใจ" และ "กลยุทธ์แก้พอร์ต" ฉบับที่ใช้งานได้จริง ไม่ต้องรอมนตรามาช่วยครับ





1. แยกประเภท "ดอย" ให้เป็น
ก่อนจะตัดใจ ต้องดูก่อนว่าหุ้นที่คุณถืออยู่คือดอยแบบไหน:

• ดอยพื้นฐานดี: ธุรกิจยังทำกำไร ปันผลยังจ่าย แต่ราคาลงตามภาวะตลาด แบบนี้ "ถือต่อ" หรือ "ถัว" ได้ครับ

• ดอยหุ้นซิ่ง/หุ้นปั่น: ธุรกิจไม่มีกำไร ราคาขึ้นเพราะสตอรี่ล้วนๆ พอจบข่าวราคาก็ไหลลง แบบนี้ต้อง "ตัดใจ" ให้ไวที่สุดก่อนจะหมดตัวครับ






2. คำถามเช็กใจ: "ถ้าวันนี้มีเงินสดเท่ากับมูลค่าหุ้นที่เหลืออยู่ เราจะซื้อหุ้นตัวเดิมไหม?"

• ถ้าคำตอบคือ "ไม่" แสดงว่าคุณไม่ได้รักหุ้นตัวนี้แล้ว คุณแค่เสียดายเงินที่เสียไป (Sunk Cost)

• ถ้าเงินสดในมือก้อนนั้นสามารถเอาไปซื้อหุ้นตัวอื่นที่มีอนาคตกว่าได้ การ Cut Loss คือการเอาทุนคืนเพื่อไปสู้ในสมรภูมิใหม่ครับ






3. กลยุทธ์ "ขายเพื่อเปลี่ยนม้า"
อย่ามองว่าการขายขาดทุนคือความพ่ายแพ้ แต่มันคือการ "ปรับพอร์ต"

• วิธีทำ: ขายหุ้นที่ไม่มีอนาคตทิ้ง แล้วย้ายเงินก้อนนั้นไปเข้าหุ้นที่ "ขาขึ้น" หรือหุ้นที่งบการเงินสวยกว่า

• ผลลัพธ์: กำไรจากตัวใหม่จะมาล้างขาดทุนจากตัวเดิมได้เร็วกว่าการนั่งรอหุ้นเน่าๆ กลับมาที่เดิมครับ






Checklist: สัญญาณที่บอกว่า "ควรตัดใจขายได้แล้ว"

• พื้นฐานเปลี่ยน: บริษัทเริ่มขาดทุนถาวร คู่แข่งเข้ามาแย่งตลาดได้หมด หรือเทคโนโลยีเดิมกำลังจะตาย

• ผู้บริหารทิ้งหุ้น: สัญญาณอันตรายที่สุดคือคนในบริษัทเทขายหุ้นออกมาต่อเนื่อง

• ผิดวินัย: ตั้งใจจะเล่นสั้น (Technical) แต่ดันไม่คัดตามแผนจนกลายเป็น "ถือยาวจำเป็น"





สรุป:
กำไรในพอร์ตคือเงินสมมติ แต่ "ความรู้และวินัย" คือของจริงครับ อย่าให้คำว่า "ไม่ขายไม่ขาดทุน" มาทำให้คุณเสียโอกาสในการไปทำกำไรจากหุ้นตัวอื่น

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่