เปิดตัว SM-39 Razor เครื่องบินรบรูปทรงปีกค้างคาว (Batwing) ความเร็ว 4 มัค ผู้ท้าชิงม้ามืดในโครงการกองทัพเรือสหรัฐฯ ท่ามกลางข้อกังขาเรื่องความเป็นไปได้
https://www.facebook.com/share/p/1NbZJwBPe2/?mibextid=wwXIfr
ดู
แล้วคล้ายๆอันนี้
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา วงการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกำลังจับตามองผู้ท้าชิงรายใหม่ในโครงการ F/A-XX Next Generation Air Dominance (NGAD) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อบริษัท Stavatti Aerospace ได้เผยโฉมแนวคิดเครื่องบินรบ SM-39 Razor ซึ่งมาพร้อมดีไซน์สุดล้ำและสเปกที่เหนือกว่าคู่แข่งอย่างมหาศาล จนถูกเปรียบเทียบว่าเป็นเครื่องบินจากรังของแบทแมน (Batman's hangar)
ดีไซน์ล้ำอนาคตและสเปกเหนือชั้น SM-39 Razor โดดเด่นด้วยการออกแบบลำตัวสามส่วน (Triple-fuselage) ผสานกับปีกแบบ blended wing-body ซึ่งทำให้รูปลักษณ์ภายนอกดูคล้ายกับปีกค้างคาว (Batwing) จุดขายสำคัญที่ทำให้ SM-39 ดูเหนือกว่าคู่แข่งหลักอย่าง Boeing และ Northrop Grumman คือ
1. บริษัทอ้างว่าทำความเร็วได้ถึง 4 มัค (Mach 4) ซึ่งเร็วกว่าดีไซน์ของคู่แข่งถึง 2 เท่า และมีความเร็ว Super-cruise อยู่ที่ 2.5 มัค
2. โครงสร้างทำจากโฟมไทเทเนียม (Titanium foam) ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติวงการ แทนการใช้วัสดุคอมโพสิตคาร์บอนแบบเดิม
3. ทางผู้ผลิตเคลมว่าเครื่องบินรุ่นนี้มีพิสัยทำการ, เพดานบิน, อัตราการไต่ระดับ และความสามารถในการบรรทุกอาวุธที่เหนือกว่าคู่แข่งทั้งหมด
สำหรับโครงการ F/A-XX นี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างเครื่องบินมาทดแทน F/A-18E/F Super Hornet และทำงานร่วมกับ F-35C Lightning II โดยกองทัพเรือต้องการเครื่องบินพหุภารกิจที่สามารถโจมตีเป้าหมายพื้นผิว, ต่อสู้ทางอากาศ, ทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ และทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการฝูงโดรนรบ (Collaborative Combat Aircraft - CCA)
ข้อกังขาทางวิศวกรรมและความน่าเชื่อถือ
แม้สเปกบนหน้ากระดาษจะดูยอดเยี่ยมจนน่าจะชนะการประมูลได้ไม่ยาก แต่ SM-39 กลับถูกตั้งคำถามอย่างหนักในวงการวิศวกรรมการบิน
1. ปัญหาทางฟิสิกส์ โดยเครื่องบินรุ่นนี้ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเครื่องยนต์เทอร์โบแฟนจะสามารถทำความเร็วถึง 4 มัคได้จริงหรือไม่ รวมถึงการจัดการกับคลื่นกระแทก (Shock waves) ที่ความเร็วระดับไฮเปอร์โซนิก ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างหรือขัดขวางการไหลของอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์
2. การล่องหน (Stealth) ที่ความเร็วสูง ผิวของเครื่องบินอาจมีอุณหภูมิสูงถึง 400 องศาเซลเซียส ซึ่งจะเปลี่ยนเครื่องบินให้กลายเป็นคบเพลิงบินได้ทำให้ระบบตรวจจับความร้อนของศัตรูมองเห็นได้ง่าย ขัดแย้งกับคุณสมบัติความล่องหน
และ 3. ประวัติที่น่าสงสัยของบริษัท Stavatti Aerospace โดยบริษัทแห่งนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1994 แต่ยังไม่เคยสร้างเครื่องบินจริงแม้แต่ลำเดียว โดยบริษัทมักจะปล่อยภาพคอนเซ็ปต์ออกมาเสมอแต่ไม่มีการผลิตจริง จนได้รับชื่อเสียงในแง่ลบว่าเป็นผู้ผลิตสินค้าที่มีแต่โฆษณาแต่ไม่มีของจริง
ปัจจุบัน บริษัทมีพนักงานเพียงประมาณ 25 คน เท่านั้น และมีรายได้ต่อปีประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 95,310,000 บาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ นอกจากนี้ กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่าได้รับข้อเสนอโครงการจากบริษัทนี้จริงหรือไม่ ?
คลิกอ่านต่อบนเว็บไซต์ TNN Thailand
เปิดตัว SM-39 Razor เครื่องบินรบรูปทรงปีกค้างคาว (Batwing) ความเร็ว 4 มัค
https://www.facebook.com/share/p/1NbZJwBPe2/?mibextid=wwXIfr
ดูแล้วคล้ายๆอันนี้
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา วงการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกำลังจับตามองผู้ท้าชิงรายใหม่ในโครงการ F/A-XX Next Generation Air Dominance (NGAD) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อบริษัท Stavatti Aerospace ได้เผยโฉมแนวคิดเครื่องบินรบ SM-39 Razor ซึ่งมาพร้อมดีไซน์สุดล้ำและสเปกที่เหนือกว่าคู่แข่งอย่างมหาศาล จนถูกเปรียบเทียบว่าเป็นเครื่องบินจากรังของแบทแมน (Batman's hangar)
ดีไซน์ล้ำอนาคตและสเปกเหนือชั้น SM-39 Razor โดดเด่นด้วยการออกแบบลำตัวสามส่วน (Triple-fuselage) ผสานกับปีกแบบ blended wing-body ซึ่งทำให้รูปลักษณ์ภายนอกดูคล้ายกับปีกค้างคาว (Batwing) จุดขายสำคัญที่ทำให้ SM-39 ดูเหนือกว่าคู่แข่งหลักอย่าง Boeing และ Northrop Grumman คือ
1. บริษัทอ้างว่าทำความเร็วได้ถึง 4 มัค (Mach 4) ซึ่งเร็วกว่าดีไซน์ของคู่แข่งถึง 2 เท่า และมีความเร็ว Super-cruise อยู่ที่ 2.5 มัค
2. โครงสร้างทำจากโฟมไทเทเนียม (Titanium foam) ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติวงการ แทนการใช้วัสดุคอมโพสิตคาร์บอนแบบเดิม
3. ทางผู้ผลิตเคลมว่าเครื่องบินรุ่นนี้มีพิสัยทำการ, เพดานบิน, อัตราการไต่ระดับ และความสามารถในการบรรทุกอาวุธที่เหนือกว่าคู่แข่งทั้งหมด
สำหรับโครงการ F/A-XX นี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างเครื่องบินมาทดแทน F/A-18E/F Super Hornet และทำงานร่วมกับ F-35C Lightning II โดยกองทัพเรือต้องการเครื่องบินพหุภารกิจที่สามารถโจมตีเป้าหมายพื้นผิว, ต่อสู้ทางอากาศ, ทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ และทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการฝูงโดรนรบ (Collaborative Combat Aircraft - CCA)
ข้อกังขาทางวิศวกรรมและความน่าเชื่อถือ
แม้สเปกบนหน้ากระดาษจะดูยอดเยี่ยมจนน่าจะชนะการประมูลได้ไม่ยาก แต่ SM-39 กลับถูกตั้งคำถามอย่างหนักในวงการวิศวกรรมการบิน
1. ปัญหาทางฟิสิกส์ โดยเครื่องบินรุ่นนี้ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเครื่องยนต์เทอร์โบแฟนจะสามารถทำความเร็วถึง 4 มัคได้จริงหรือไม่ รวมถึงการจัดการกับคลื่นกระแทก (Shock waves) ที่ความเร็วระดับไฮเปอร์โซนิก ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างหรือขัดขวางการไหลของอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์
2. การล่องหน (Stealth) ที่ความเร็วสูง ผิวของเครื่องบินอาจมีอุณหภูมิสูงถึง 400 องศาเซลเซียส ซึ่งจะเปลี่ยนเครื่องบินให้กลายเป็นคบเพลิงบินได้ทำให้ระบบตรวจจับความร้อนของศัตรูมองเห็นได้ง่าย ขัดแย้งกับคุณสมบัติความล่องหน
และ 3. ประวัติที่น่าสงสัยของบริษัท Stavatti Aerospace โดยบริษัทแห่งนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1994 แต่ยังไม่เคยสร้างเครื่องบินจริงแม้แต่ลำเดียว โดยบริษัทมักจะปล่อยภาพคอนเซ็ปต์ออกมาเสมอแต่ไม่มีการผลิตจริง จนได้รับชื่อเสียงในแง่ลบว่าเป็นผู้ผลิตสินค้าที่มีแต่โฆษณาแต่ไม่มีของจริง
ปัจจุบัน บริษัทมีพนักงานเพียงประมาณ 25 คน เท่านั้น และมีรายได้ต่อปีประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 95,310,000 บาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ นอกจากนี้ กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่าได้รับข้อเสนอโครงการจากบริษัทนี้จริงหรือไม่ ?
คลิกอ่านต่อบนเว็บไซต์ TNN Thailand