
- ดูจบไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ชั่งใจกับตนเองอยู่ว่าจะเอ่ยดีมั้ย ? ในเมื่อมีคนพูดถึงกันเยอะแต่อีกใจมันคิดถึง”สาร”ที่รับมาวนอยู่ในหัวจนยากที่จะลบว่ามันสมจริงเกินไปจนไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้ก็เลยตัดสินใจระบายออกไปล่ะกัน คือ โดยรวมภายในระยะเวลา 2 ชั่วโมง มองว่าเป็นจดหมายรักถึงคนวัยทำงานอย่างเราที่กำลังเผชิญและต่อสู่อยู่ในสังคมปัจจุบันที่โหดร้ายและเย็นชาแบบไม่ปรุงแต่งผ่านมุมมองของ เฟรน สาวออฟฟิศที่ทำงานตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล หรือ HR (Human Resource) ที่ไม่ได้สำรวจแค่ในโลกของพนักงานเงินเดือนแต่มีการสำรวจไปถึงชีวิตส่วนตัวหลังจากถอดหัวโขนที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความคาดหวังจากคนใกล้ตัวก็ดีจากสังคมตาม Pattern ที่ท่องต่อกันเป็นนกแก้วว่าตั้งใจเรียนให้จบนะจะได้มีงานทำ ตั้งใจทำงานจะได้เลื่อนขั้นเป็นเจ้าคนนายคน รีบหาแฟนจะได้แต่งงานมีลูกสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบให้พ่อแม่ภูมิใจจนหลอนหูโดยไม่ได้สำเหนียกถึงสภาพที่เป็นอยู่ว่ามันเอื้อให้เราสามารถใช้ชีวิตตาม Pattern ที่กรอกหูไว้อย่างสะดวกโยธินหรือเปล่า ? ในเมื่อสิ่งที่มโนกับสิ่งที่เป็นมันสวนทางกันเป็นหลังตรีน แค่ว่าจะกินอะไรก่อนดีวันนี้ยังนึกลำบากเลย

- หลังจากเผยให้รับทราบถึงความในปมด้วยภาพสุดฉงนที่ปล่อยแช่ไว้อยู่หลายนาทีจนเอ๊ะใจว่ามองไปทำไม ? ตัวหนังค่อย ๆ พาเรากระโจนเข้าสู่โลกของการทำงานอย่างสบายใจตัวผู้กำกับคุณเต๋อด้วยการเฟ้นหาผู้สมัครที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในองค์กรหรือที่ได้ยินคำที่นิยมพูดกันว่ามาเป็นครอบครัวเดียวกันในตำแหน่งอะไรจำไม่ได้ที่พนักงานคนก่อนลาออกไปโดยมีตัวเฟรนกับเต้นท์เพื่อนร่วมงานทำหน้าที่ Q & A ผู้สมัครมากหน้าหลายตาที่พก Profile และ Experience มาให้เลือกคัดสรรจนจำไม่หมดว่าใครเป็น Players บ้าง ซึ่งตัวหนังได้เล่าสุ่มตัวอย่างให้ทราบถึงวิธีการทำงานในตำแหน่งที่เราต้องเจอเมื่อได้รับการติดต่อก่อนจะวาร์ปไปส่องสภาวะของตัวละคร เฟรน ที่กำลังดำเนินชีวิตอยู่ใน Loop คนเมืองกับ เทม แฟนหนุ่มที่คนวัยเราเป็น ตั้งแต่ ตื่นนอน , อาบน้ำ , แต่งตัวไปทำงาน , ทำงาน , เลิกงาน , เข้าบ้าน , นอน และตื่นออกไปทำงานหาตังเข้ากระเป๋าอีกแล้ววนไปจนกว่าจะถึงวันหยุดที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงกี่โมง ? เพราะ Main หลักอยู่ตรงนี้

- แม้เรียบง่ายต่อการดูและลื่นไหลต่อการเชื่อมโยงถึง Keywords ด้วยเพราะตัวละครหลักมีไม่กี่คนแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือชีวิตที่ซ้ำซากและจำเจจนขาดความตื่นเต้นเพราะความเหนื่อยล้าจากการแบกภาระใน Status ก็ดี หรือ ในสิ่งที่ก่อ สิ่งที่หาทำ กระทั่งสิ่งที่ไม่ได้อยากทำผสมปนเปเพื่อเข้าเติมเต็มให้ชีวิตที่กำลังวิ่งตามความฝันจนหลังแทบหักโดยไม่ได้มีเวลาตั้งคำถามสักแวบว่ามีความสุขกับสิ่งที่ทำหรือเปล่า ? เพราะหน้างานรายล้อมด้วยปัญหาที่ถาโถมด้วยความเร่งรีบเหมือนเป็นกระจกสะท้อนเสียงในหัวของใครหลายคน ถึงไม่เคยทำงานหรือใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงแต่การได้เห็นภาพเหล่านี้ก็ทำให้เรานึกภาพตามประสบการณ์ที่ผ่านมาจากการทำงานในองค์กรหรือบริษัทได้เลยว่ามันเป็นแบบนี้แหล่ะ

- ไม่ต้องคาดการณ์ให้เสียเวลาแต่อย่างใดว่ามงจะหล่นที่ใคร ? ในเมื่อหนังได้แจ้งให้ทราบแต่ไก่โห่และไม่เสียอรรถรสต่อการติดตาม ในเมื่อ” สิ่ง” ที่ประเคนตามมามันมีอะไรมากกว่านั้นซ่อนอยู่ในสังคมสีเทาที่ป่วยไข้แต่บอกเพื่อนว่าแข็งแรงให้คิดตามผ่านการจ้องของตัว เฟรน จากการซักถามประวัติผู้สมัครแต่ละคนที่ไม่ได้ถามแค่เพราะถูกใจเจ้านายบริษัทอย่างเดียวแต่มันสะท้อนกลับไปยังคนถามที่ตนเองก็ไม่มั่นใจที่จะตอบคำถามที่ตัวเต้นท์เอ่ยเป็นนัยต่อจิตตาออกไปในเมื่อโอกาสมันรออยู่ข้างหน้าเป็นใครจะไม่คว้าไว้ แม้ตัวหนังจะก้าวในสไตล์พูดน้อยต่อยหนักผ่านความนิ่งเป็นเพื่อนด้วยภาพสีน้ำเงินอมเทาจนเผลอนึกถึงหนังของเซอร์ Nolan ลอยเข้ามาในหัวที่ส่งเสริมการเล่าตามวิถีหนังอินดี้จนแทบจะเหม่อเป็นป่าช้าไปทุกที ถ้าไม่ได้เพลงประกอบที่คุ้นหูกับข่าวที่กำลัง Update บนคลื่นวิทยุขณะกำลังขับรถเป็นตัวช่วยกระตุ้นเรา Joint ไปตามความ Movement ของ Events ที่กำลัง Continue อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่เสียสมดุลต่อ Concept ที่วางแต่อย่างใด ? ในเมื่อเนื้อในพูดถึงสภาวะเชิงระบบโครงสร้างผ่านชนชั้นในองค์กรที่มีหลายตำแหน่งให้ทำและช่วงชิงตามกฎที่ขับเคลื่อนเป็นฟันเฟืองอยู่ในนั้นให้เราดิ้นรนแล้วไขว้คว้าหาโอกาสที่จะสามารถพาไปอยู่ในจุดที่สูงเพื่อให้คนได้ชาบูกันว่าเรามีความสามารถ ถึงวิธีการได้มาอาจจะมีอะไรมากกว่านั้น

- ดูไปเรื่อยโดยไม่ได้รู้สึกวูบหลับรู้สึกว่าพอหนังมันโฟกัสไปที่เรื่องส่วนตัวของเฟรนไปเรื่อย ๆ จนประเด็นอื่นอย่างเช่นเรื่องของจิตตาหายเข้ากลีบเมฆไปพักใหญ่ก่อนจะโผล่มาใส่ฮุคจนผมสะอึกด้วยภาพที่วาดฝันร่วมกับเทม มันทำให้ผมเห็นสภาวะในใจผ่านสีหน้าของเธอยังคงแสดงอาการเก็บงำด้วยความอดทนต่อไปได้อย่างชัดเจนว่าความอึดอัดจากความต้องการของคนรอบตัวที่เกินกำลังตัวจนกดทับกลายเป็นความ Toxic ที่กำลังกัดกินใจนพูดไม่ออก ซึ่งชื่นชมคุณเอิงเอยที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกที่อั้นอยู่ในใจโดยมีนักแสดงท่านอื่นอย่างคุณเพชร , คุณอะตอม และ คุณพิมมาร่วมกัน Support ตาม Time ที่ปรากฎได้อย่างลึกซึ้งและงดงามเหมือนโลกกำลังจะพังเมื่อไหร่ไม่รู้ พอถึงช่วงเวลาหวยออกก็ไม่แปลกใจที่ผลออกมาแบบนี้ ในเมื่อมันคือภาพจำลองสะท้อนใน”สิ่ง” ที่เราเป็นและทราบแก่ใจดีว่าตราบใดที่คนเราอยู่ในโลกใบนี้ เราก็ต้องใช้ชีวิตต้องอาศัยและพึ่งพาร่วมกับ คน ในสังคม ต่อให้รวยล้นฟ้าหรือเป็นเจ้าของธุรกิจก็ไม่สามารถยืนตัวคนเดียวได้ เพราะ คน คือสัตว์สังคมที่ต้องอาศัยการพูดคุย, การติดต่อกระทั่งมีเพศสัมพันธ์ให้เราเรียนรู้และเติบโตไปตามเป้าหมายหรือกลไกของสิ่งมีชีวิตที่ต้องการดำรงเพื่อความอยู่รอด แล้วยิ่งในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยทุนนิยมมันทำให้ผมตระหนักอย่างเต็มคำว่า เงินสามารถ Knock Everythings ได้ เพียงแค่มีมันมากพอแล้วเข้ากระเป๋าอย่างต่อเนื่อง

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
[CR] No.185 Human Resource : พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) (2569) : สำรวจวงจรมนุษย์เงินเดือนที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมทุนสีเทา
- ดูจบไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ชั่งใจกับตนเองอยู่ว่าจะเอ่ยดีมั้ย ? ในเมื่อมีคนพูดถึงกันเยอะแต่อีกใจมันคิดถึง”สาร”ที่รับมาวนอยู่ในหัวจนยากที่จะลบว่ามันสมจริงเกินไปจนไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้ก็เลยตัดสินใจระบายออกไปล่ะกัน คือ โดยรวมภายในระยะเวลา 2 ชั่วโมง มองว่าเป็นจดหมายรักถึงคนวัยทำงานอย่างเราที่กำลังเผชิญและต่อสู่อยู่ในสังคมปัจจุบันที่โหดร้ายและเย็นชาแบบไม่ปรุงแต่งผ่านมุมมองของ เฟรน สาวออฟฟิศที่ทำงานตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล หรือ HR (Human Resource) ที่ไม่ได้สำรวจแค่ในโลกของพนักงานเงินเดือนแต่มีการสำรวจไปถึงชีวิตส่วนตัวหลังจากถอดหัวโขนที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความคาดหวังจากคนใกล้ตัวก็ดีจากสังคมตาม Pattern ที่ท่องต่อกันเป็นนกแก้วว่าตั้งใจเรียนให้จบนะจะได้มีงานทำ ตั้งใจทำงานจะได้เลื่อนขั้นเป็นเจ้าคนนายคน รีบหาแฟนจะได้แต่งงานมีลูกสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบให้พ่อแม่ภูมิใจจนหลอนหูโดยไม่ได้สำเหนียกถึงสภาพที่เป็นอยู่ว่ามันเอื้อให้เราสามารถใช้ชีวิตตาม Pattern ที่กรอกหูไว้อย่างสะดวกโยธินหรือเปล่า ? ในเมื่อสิ่งที่มโนกับสิ่งที่เป็นมันสวนทางกันเป็นหลังตรีน แค่ว่าจะกินอะไรก่อนดีวันนี้ยังนึกลำบากเลย
- หลังจากเผยให้รับทราบถึงความในปมด้วยภาพสุดฉงนที่ปล่อยแช่ไว้อยู่หลายนาทีจนเอ๊ะใจว่ามองไปทำไม ? ตัวหนังค่อย ๆ พาเรากระโจนเข้าสู่โลกของการทำงานอย่างสบายใจตัวผู้กำกับคุณเต๋อด้วยการเฟ้นหาผู้สมัครที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในองค์กรหรือที่ได้ยินคำที่นิยมพูดกันว่ามาเป็นครอบครัวเดียวกันในตำแหน่งอะไรจำไม่ได้ที่พนักงานคนก่อนลาออกไปโดยมีตัวเฟรนกับเต้นท์เพื่อนร่วมงานทำหน้าที่ Q & A ผู้สมัครมากหน้าหลายตาที่พก Profile และ Experience มาให้เลือกคัดสรรจนจำไม่หมดว่าใครเป็น Players บ้าง ซึ่งตัวหนังได้เล่าสุ่มตัวอย่างให้ทราบถึงวิธีการทำงานในตำแหน่งที่เราต้องเจอเมื่อได้รับการติดต่อก่อนจะวาร์ปไปส่องสภาวะของตัวละคร เฟรน ที่กำลังดำเนินชีวิตอยู่ใน Loop คนเมืองกับ เทม แฟนหนุ่มที่คนวัยเราเป็น ตั้งแต่ ตื่นนอน , อาบน้ำ , แต่งตัวไปทำงาน , ทำงาน , เลิกงาน , เข้าบ้าน , นอน และตื่นออกไปทำงานหาตังเข้ากระเป๋าอีกแล้ววนไปจนกว่าจะถึงวันหยุดที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงกี่โมง ? เพราะ Main หลักอยู่ตรงนี้
- แม้เรียบง่ายต่อการดูและลื่นไหลต่อการเชื่อมโยงถึง Keywords ด้วยเพราะตัวละครหลักมีไม่กี่คนแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือชีวิตที่ซ้ำซากและจำเจจนขาดความตื่นเต้นเพราะความเหนื่อยล้าจากการแบกภาระใน Status ก็ดี หรือ ในสิ่งที่ก่อ สิ่งที่หาทำ กระทั่งสิ่งที่ไม่ได้อยากทำผสมปนเปเพื่อเข้าเติมเต็มให้ชีวิตที่กำลังวิ่งตามความฝันจนหลังแทบหักโดยไม่ได้มีเวลาตั้งคำถามสักแวบว่ามีความสุขกับสิ่งที่ทำหรือเปล่า ? เพราะหน้างานรายล้อมด้วยปัญหาที่ถาโถมด้วยความเร่งรีบเหมือนเป็นกระจกสะท้อนเสียงในหัวของใครหลายคน ถึงไม่เคยทำงานหรือใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงแต่การได้เห็นภาพเหล่านี้ก็ทำให้เรานึกภาพตามประสบการณ์ที่ผ่านมาจากการทำงานในองค์กรหรือบริษัทได้เลยว่ามันเป็นแบบนี้แหล่ะ
- ไม่ต้องคาดการณ์ให้เสียเวลาแต่อย่างใดว่ามงจะหล่นที่ใคร ? ในเมื่อหนังได้แจ้งให้ทราบแต่ไก่โห่และไม่เสียอรรถรสต่อการติดตาม ในเมื่อ” สิ่ง” ที่ประเคนตามมามันมีอะไรมากกว่านั้นซ่อนอยู่ในสังคมสีเทาที่ป่วยไข้แต่บอกเพื่อนว่าแข็งแรงให้คิดตามผ่านการจ้องของตัว เฟรน จากการซักถามประวัติผู้สมัครแต่ละคนที่ไม่ได้ถามแค่เพราะถูกใจเจ้านายบริษัทอย่างเดียวแต่มันสะท้อนกลับไปยังคนถามที่ตนเองก็ไม่มั่นใจที่จะตอบคำถามที่ตัวเต้นท์เอ่ยเป็นนัยต่อจิตตาออกไปในเมื่อโอกาสมันรออยู่ข้างหน้าเป็นใครจะไม่คว้าไว้ แม้ตัวหนังจะก้าวในสไตล์พูดน้อยต่อยหนักผ่านความนิ่งเป็นเพื่อนด้วยภาพสีน้ำเงินอมเทาจนเผลอนึกถึงหนังของเซอร์ Nolan ลอยเข้ามาในหัวที่ส่งเสริมการเล่าตามวิถีหนังอินดี้จนแทบจะเหม่อเป็นป่าช้าไปทุกที ถ้าไม่ได้เพลงประกอบที่คุ้นหูกับข่าวที่กำลัง Update บนคลื่นวิทยุขณะกำลังขับรถเป็นตัวช่วยกระตุ้นเรา Joint ไปตามความ Movement ของ Events ที่กำลัง Continue อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่เสียสมดุลต่อ Concept ที่วางแต่อย่างใด ? ในเมื่อเนื้อในพูดถึงสภาวะเชิงระบบโครงสร้างผ่านชนชั้นในองค์กรที่มีหลายตำแหน่งให้ทำและช่วงชิงตามกฎที่ขับเคลื่อนเป็นฟันเฟืองอยู่ในนั้นให้เราดิ้นรนแล้วไขว้คว้าหาโอกาสที่จะสามารถพาไปอยู่ในจุดที่สูงเพื่อให้คนได้ชาบูกันว่าเรามีความสามารถ ถึงวิธีการได้มาอาจจะมีอะไรมากกว่านั้น
- ดูไปเรื่อยโดยไม่ได้รู้สึกวูบหลับรู้สึกว่าพอหนังมันโฟกัสไปที่เรื่องส่วนตัวของเฟรนไปเรื่อย ๆ จนประเด็นอื่นอย่างเช่นเรื่องของจิตตาหายเข้ากลีบเมฆไปพักใหญ่ก่อนจะโผล่มาใส่ฮุคจนผมสะอึกด้วยภาพที่วาดฝันร่วมกับเทม มันทำให้ผมเห็นสภาวะในใจผ่านสีหน้าของเธอยังคงแสดงอาการเก็บงำด้วยความอดทนต่อไปได้อย่างชัดเจนว่าความอึดอัดจากความต้องการของคนรอบตัวที่เกินกำลังตัวจนกดทับกลายเป็นความ Toxic ที่กำลังกัดกินใจนพูดไม่ออก ซึ่งชื่นชมคุณเอิงเอยที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกที่อั้นอยู่ในใจโดยมีนักแสดงท่านอื่นอย่างคุณเพชร , คุณอะตอม และ คุณพิมมาร่วมกัน Support ตาม Time ที่ปรากฎได้อย่างลึกซึ้งและงดงามเหมือนโลกกำลังจะพังเมื่อไหร่ไม่รู้ พอถึงช่วงเวลาหวยออกก็ไม่แปลกใจที่ผลออกมาแบบนี้ ในเมื่อมันคือภาพจำลองสะท้อนใน”สิ่ง” ที่เราเป็นและทราบแก่ใจดีว่าตราบใดที่คนเราอยู่ในโลกใบนี้ เราก็ต้องใช้ชีวิตต้องอาศัยและพึ่งพาร่วมกับ คน ในสังคม ต่อให้รวยล้นฟ้าหรือเป็นเจ้าของธุรกิจก็ไม่สามารถยืนตัวคนเดียวได้ เพราะ คน คือสัตว์สังคมที่ต้องอาศัยการพูดคุย, การติดต่อกระทั่งมีเพศสัมพันธ์ให้เราเรียนรู้และเติบโตไปตามเป้าหมายหรือกลไกของสิ่งมีชีวิตที่ต้องการดำรงเพื่อความอยู่รอด แล้วยิ่งในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยทุนนิยมมันทำให้ผมตระหนักอย่างเต็มคำว่า เงินสามารถ Knock Everythings ได้ เพียงแค่มีมันมากพอแล้วเข้ากระเป๋าอย่างต่อเนื่อง
ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้