ลูกน้อยท้องเสียจาก “โรต้าไวรัส” ป้องกันด้วยการรับวัคซีน
รู้หรือไม่? โรต้าไวรัสเป็นสาเหตุสำคัญของโรคอุจจาระร่วงในเด็กเล็ก และอาจมีอาการรุนแรงได้ โดยเฉพาะเด็กอายุ ต่ำกว่า 5 ปี หลังติดเชื้ออาการจะเริ่มภายใน 24-72 ชั่วโมง โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่
* มีไข้ (ต้องเฝ้าระวังภาวะชักจากไข้สูง)
* อาเจียน มักพบในวันแรก
* ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว
* เสี่ยงภาวะขาดน้ำ สังเกตได้จาก
- ร้องไห้ไม่มีน้ำตา
- ปากแห้ง กระหายน้ำ
- ปัสสาวะน้อย สีเข้ม หรือไม่ปัสสาวะนาน 6–8 ชม.
- เด็กเล็กอาจมีกระหม่อมบุ๋ม
การรักษา
ปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสโดยตรง การรักษาจะเน้นดูแลตามอาการ โดยมุ่งเน้นการป้องกันและแก้ไข เช่น
· ภาวะขาดน้ำ
· เช็ดตัวและให้ยาลดไข้ เมื่อมีไข้
· การให้สารน้ำและเกลือแร่ทดแทนอย่างเหมาะสม
· ทารกที่กินนมแม่ สามารถให้นมแม่ต่อได้ตามปกติ
· หากมีภาวะย่อยน้ำตาลแลคโตสไม่ได้ แนะนำงดนมวัวชั่วคราว และเลือกนมถั่วเหลืองหรือนมที่ไม่มีน้ำตาลแลคโตส จนกว่าอาการจะดีขึ้น
* ในกรณีผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานสารน้ำได้เพียงพอ อาเจียนมาก หรือมีภาวะขาดน้ำ อาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด
การป้องกันด้วยวัคซีน
วัคซีนโรต้าเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดโอกาสการนอนโรงพยาบาลและลดภาวะแทรกซ้อน วัคซีนจะให้ทางปากตามช่วงอายุที่เหมาะสม สามารถให้ได้ตั้งแต่อายุ 6 สัปดาห์ขึ้นไปและควรให้ครบก่อนอายุ 8 เดือน
การป้องกันอื่นๆ
นอกจากการให้วัคซีนแล้ว การดูแลสุขอนามัยของเด็กอย่างสม่ำเสมอ ผู้ปกครองควรฝึกให้เด็กล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง รวมถึงหลังเล่นของเล่นหรือสัมผัสสิ่งสกปรก ควรทำความสะอาดของเล่น พื้นผิวและสิ่งของที่เด็กสัมผัสประจำ
หากลูกมีอาการท้องเสีย อาเจียน มีไข้สูง ซึม หรือมีสัญญาณขาดน้ำ อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบพาลูกน้อยมาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม เพราะการรักษาอย่างทันท่วงที จะช่วยลดความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
ลูกน้อยท้องเสียจาก “โรต้าไวรัส” ป้องกันด้วยการรับวัคซีน
ลูกน้อยท้องเสียจาก “โรต้าไวรัส” ป้องกันด้วยการรับวัคซีน
รู้หรือไม่? โรต้าไวรัสเป็นสาเหตุสำคัญของโรคอุจจาระร่วงในเด็กเล็ก และอาจมีอาการรุนแรงได้ โดยเฉพาะเด็กอายุ ต่ำกว่า 5 ปี หลังติดเชื้ออาการจะเริ่มภายใน 24-72 ชั่วโมง โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่
* มีไข้ (ต้องเฝ้าระวังภาวะชักจากไข้สูง)
* อาเจียน มักพบในวันแรก
* ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว
* เสี่ยงภาวะขาดน้ำ สังเกตได้จาก
- ร้องไห้ไม่มีน้ำตา
- ปากแห้ง กระหายน้ำ
- ปัสสาวะน้อย สีเข้ม หรือไม่ปัสสาวะนาน 6–8 ชม.
- เด็กเล็กอาจมีกระหม่อมบุ๋ม
การรักษา
ปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสโดยตรง การรักษาจะเน้นดูแลตามอาการ โดยมุ่งเน้นการป้องกันและแก้ไข เช่น
· ภาวะขาดน้ำ
· เช็ดตัวและให้ยาลดไข้ เมื่อมีไข้
· การให้สารน้ำและเกลือแร่ทดแทนอย่างเหมาะสม
· ทารกที่กินนมแม่ สามารถให้นมแม่ต่อได้ตามปกติ
· หากมีภาวะย่อยน้ำตาลแลคโตสไม่ได้ แนะนำงดนมวัวชั่วคราว และเลือกนมถั่วเหลืองหรือนมที่ไม่มีน้ำตาลแลคโตส จนกว่าอาการจะดีขึ้น
* ในกรณีผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานสารน้ำได้เพียงพอ อาเจียนมาก หรือมีภาวะขาดน้ำ อาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด
การป้องกันด้วยวัคซีน
วัคซีนโรต้าเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดโอกาสการนอนโรงพยาบาลและลดภาวะแทรกซ้อน วัคซีนจะให้ทางปากตามช่วงอายุที่เหมาะสม สามารถให้ได้ตั้งแต่อายุ 6 สัปดาห์ขึ้นไปและควรให้ครบก่อนอายุ 8 เดือน
การป้องกันอื่นๆ
นอกจากการให้วัคซีนแล้ว การดูแลสุขอนามัยของเด็กอย่างสม่ำเสมอ ผู้ปกครองควรฝึกให้เด็กล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง รวมถึงหลังเล่นของเล่นหรือสัมผัสสิ่งสกปรก ควรทำความสะอาดของเล่น พื้นผิวและสิ่งของที่เด็กสัมผัสประจำ
กุมารเวชศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและโรคตับ