อสัญญสัตตาพรหม (พรหมรูปฟัก)
มี “ทิฏฐิผิด” แทรก เจตนาอธิษฐาน “ไม่เอาจิต”
ขณะทำสมาธิหรือใกล้ตาย มีเจตนาชัดว่า
ขอไม่มีจิต
ขอไม่รู้สึกอะไร
ขออยู่ในสภาพว่างเปล่า
บุคคลนั้นเชื่อว่า
“จิตคือความทุกข์”
“ถ้าไม่มีจิต คือ ไม่มีทุกข์”
“นิพพานคือการไม่รับรู้อะไรเลย”
นี่คือ อุจเฉททิฏฐิแบบละเอียด
กรรมตรงนี้ แรงมาก เพราะเกิดบนฐานฌาน 4 ไปเกิดเป็น อสัญญสัตตาพรหม สัตว์ที่ไม่มีสัญญา (ไม่มีจิต ไม่มีความรู้สึก) ไม่มีจิต ไม่มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่รู้สุข ไม่รู้ทุกข์ไม่รับรู้อะไรเลยตลอดอายุพรหม อายุยืนยาว 500 มหากัป ถือว่าเป็น "อันตรายต่อการบรรลุธรรม"เพราะเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่จิตไม่ได้เรียนรู้หรือเจริญปัญญาเลย
เมื่ออายุพรหมหมด ตกกลับมาเกิดใหม่ทันที
(เพราะไม่เคยตัดอวิชชา) นิพพาน ในทางพุทธศาสนา คือ "สภาวะจิต" ที่ดับกิเลสและกองทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่การที่จิตสูญสลายหายไปหรือดับไปนิรันดร
อสัญญสัตตาพรหม (พรหมรูปฟัก)
มี “ทิฏฐิผิด” แทรก เจตนาอธิษฐาน “ไม่เอาจิต”
ขณะทำสมาธิหรือใกล้ตาย มีเจตนาชัดว่า
ขอไม่มีจิต
ขอไม่รู้สึกอะไร
ขออยู่ในสภาพว่างเปล่า
บุคคลนั้นเชื่อว่า
“จิตคือความทุกข์”
“ถ้าไม่มีจิต คือ ไม่มีทุกข์”
“นิพพานคือการไม่รับรู้อะไรเลย”
นี่คือ อุจเฉททิฏฐิแบบละเอียด
กรรมตรงนี้ แรงมาก เพราะเกิดบนฐานฌาน 4 ไปเกิดเป็น อสัญญสัตตาพรหม สัตว์ที่ไม่มีสัญญา (ไม่มีจิต ไม่มีความรู้สึก) ไม่มีจิต ไม่มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่รู้สุข ไม่รู้ทุกข์ไม่รับรู้อะไรเลยตลอดอายุพรหม อายุยืนยาว 500 มหากัป ถือว่าเป็น "อันตรายต่อการบรรลุธรรม"เพราะเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่จิตไม่ได้เรียนรู้หรือเจริญปัญญาเลย
เมื่ออายุพรหมหมด ตกกลับมาเกิดใหม่ทันที
(เพราะไม่เคยตัดอวิชชา) นิพพาน ในทางพุทธศาสนา คือ "สภาวะจิต" ที่ดับกิเลสและกองทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่การที่จิตสูญสลายหายไปหรือดับไปนิรันดร